Skip to main content

ภาษา

นอ เล พอว์ : ไม่อยากทิ้งพี่น้องไปสบายคนเดียว

นอ เล พอว์ : ไม่อยากทิ้งพี่น้องไปสบายคนเดียว

ปี 2549 “นอ เล พอว์” (นามสมมุติ) พร้อมสามี และลูกอีก 3 คน เดินเท้าออกจากหมู่บ้าน หลบซ่อนตัวตามป่าเขา ผ่านแม่น้ำ หุบเขา และหมู่บ้านแล้วหมู่บ้านเล่า เป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็มๆ ครอบครัวของเธอจึงมาถึงพื้นที่พักพิงฯแม่ละอูน จ.แม่ฮ่องสอน ที่ที่เธอมุ่งหวังจะมีชีวิตที่ปลอดภัย มีอาหารการกิน และลูกๆ มีโอกาสได้เรียนหนังสือโดยไม่ต้องหนีทหารอย่างที่ผ่านมา

อยู่ที่นี่เธอได้รับในสิ่งที่หวังในระดับหนึ่ง หน้าฝนก็หาทางปลูกผักไว้กินบ้าง ลูกทั้ง 3 คน คือ ลูกชายคนโตวัย 17 ปี ลูกสาวคนกลาง 13 ปี และลูกสาวคนเล็ก 8 ปี ก็ได้เรียนหนังสือเหมือนกับครอบครัวผู้ลี้ภัยอื่นๆ แล้ว นอ เล พอว์ เห็นใครๆ ต่างก็ต้องการไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สามอยู่ทุกครั้งที่มีโอกาส แต่เธอไม่เคยสมัครเพื่อขอตั้งถิ่นฐานใหม่เลยแม้สักครั้งเดียวไม่ว่าจะไปประเทศอะไรก็ตาม

เธอพอใจที่จะมีชีวิตในที่ค่ายพักพิงฯแห่งนี้หรือ หรือว่าเธอไม่อยากเริ่มต้นใหม่ หรือว่าเธอมีเหตุผลอื่นใดที่ใครๆ ต่างก็เข้าไม่ถึงใจเธอ

นอ เล พอว์ ในวัย 56 ปี แท้จริงแล้วฝันอยากมีชีวิตที่ดีเหมือนคนอื่นๆ อยากให้ลูกได้รับการศึกษาที่สูงขึ้น อยากมีโอกาสทำงานหาเงิน หาซื้อเสื้อผ้าดีๆ ให้ลูกใส่ และมีชีวิตมั่นคงปลอดภัยเช่นกัน แต่วันนี้เธอยังไม่อยากไปไหนไกลจากพื้นที่พักพิงฯแห่งนี้ เพราะเธอรอคอยวันที่พี่สาวของเธอจะหนีออกมาจากพม่าเพื่อมาเจอกัน

“ที่โน่นทหารพม่าทารุณมาก จับพี่ชายฉันไปทำร้าย พี่ชายคนโตโดนซ้อมจนเลือดออกจากปากแล้วก็ตายไป น้องชายคนเล็กก็เหมือนกัน เขาตายเพราะหลบซ่อนในป่าแล้วโดนทหารพม่าจับได้ ถูกทำร้ายจนตาย ส่วนพี่ชายอีกคนเพิ่งเข้ามาไม่นานนี้ เขาหนีทหารพม่ามาได้ ตอนนี้อยู่ที่พื้นที่พักพิงเดียวกัน”

“พี่ชายเล่าว่าเขาถูกมัดมือ มัดเท้า ถูกซ้อมตลอดเวลา แล้วก็ให้เป็นลูกหาบ หาทางหนีมาได้เขาก็มาที่นี่เลย เขาผอมไปเยอะเลย” น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยอารมณ์ตลอดเวลา เรื่องราวของเธอพรั่งพรูเหมือนสายน้ำที่บ่าล้นเมื่อพ้นปากเขื่อน น้ำตาของนอ เล พอว์ คลอนัยน์ตา แต่มันกลับไหลย้อนกลับเข้าไปด้านในให้เธอเก็บความเจ็บปวดไว้กับตัว

เธอเล่าอีกว่า พ่อและแม่ของเธอตรอมใจตายไปเมื่อเห็นลูกชายแต่ละคนต้องล้มหายตายจากกันไป

พี่น้องของนอ เล พอว์ เป็นผู้ชาย 4 คน มีเพียงพี่คนโตที่เป็นผู้หญิง เธอและพี่สาวจึงรักและผูกพันกันมาก ทุกวันนี้พี่สาวยังคงอดทนใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมานอยู่ในบ้านเกิดของตัวเองที่ประเทศพม่า แม้อยากหนีออกมาแต่ยากลำบากนักในการเดินทาง พี่สาวมักฝากข้อความมากับผู้ขอลี้ภัยที่เดินทางเข้ามาใหม่ ให้ได้ยินอยู่ว่า พี่สาวคนนี้ยังคิดถึงน้องสาวอยู่เสมอ อยากได้อยู่ร่วมกันพี่น้อง ถ้าประเทศพม่าสงบแล้ว อยากให้พี่น้องกลับไปอยู่รวมกัน มีความสุขด้วยกันเหมือนตอนเด็กๆ

“ถ้าเหตุการณ์ฝั่งโน้นสงบ ก็ยังไม่ตัดสินใจไปอยู่ฝั่งโน้นทันทีหรอก แต่จะอยู่ฝั่งนี้เพื่อรอดูสถานการณ์ว่าดีขึ้นจริงหรือเปล่า ถ้าดีขึ้นจริง มีประชาธิปไตยในพม่าแล้ว อาจจะกลับไปเยี่ยมพี่สาว...เวลาคิดถึงพี่สาว น้ำตาฉันก็ไหลตลอดเวลา”

ถามว่าไม่อยากให้โอกาสกับลูกๆ หรือ นอ เล พอว์ตอบว่า ถ้าลูกโตแล้วอยากไปประเทศที่สาม ก็ตามใจลูก แต่เธอคงไม่ไปไหนแล้ว เพราะคิดถึงวันที่พี่สาวและเธอจะได้มีโอกาสพบหน้าและมีความสุขด้วยกันอีกครั้ง เหมือนเช่นวันนี้ที่พี่ชายเพิ่งหนีทหารพม่ามาได้ และได้พบหน้ากัน

“ถ้าพี่สาวได้ยินว่าฉันอยากไปประเทศที่สาม พี่สาวก็จะน้อยใจและร้องไห้ตลอด ฉันเลยตัดสินใจว่ายังไงก็คงไม่ไป นอกจากพี่สาวจะมาที่นี่ก่อน ได้เจอกันพี่ๆ น้องๆ ก่อน แล้ววันนั้นฉันอาจตัดสินใจไปกับลูกๆ ก็ได้”