Skip to main content

ภาษา

 

เรื่องจริงของผู้ลี้ภัย

 

เรื่องจริงของผู้ลี้ภัย

 

  • ลุงเรย์มอนด์-วิศวกร

ลุงเรย์มอนด์เคยเป็นวิศวกร แต่วันหนึ่งกลุ่มติดอาวุธมาที่บ้าน เขาและครอบครัวต้องทิ้งทุกอย่างที่เคยมี ถึงแม้ต้องอยู่ในค่ายมานานกว่า 20 ปี เขาที่ไม่เคยอยู่เฉย ลุงทำหน้าที่รับใช้ชุมชน และอ่านหนังสือทุกวันเพื่อใช้ความรู้ที่มีช่วยผู้อื่น 

  • นอโกะ – ชาวนา

นอโกะ เคยเป็นชาวนาที่ปลูกข้าวเก่งที่สุดในหมู่บ้าน แต่เธอถูกใช้งานอย่างหนักช่วงเกิดสงครามที่บ้านของเธอ เธอเหยียบกับระเบิดจนพิการ โดนทำร้ายร่างกาย ไม่มีทางเลือกใช้ขาข้างเดียวที่มีอยู่ไถร่างมาที่ค่ายผู้ลี้ภัย อยู่ในค่าย เธอเรียนฝึกวิชาชีพทุกอย่างเพื่อจะมีโอกาสใช้ชีวิตต่อได้

  • ซอเม นักเรียนเรียนดี

เด็กหนุ่มที่เรียนเก่งที่สุดในชั้น เขาสูญเสียพ่อแม่จากสงคราม ตาและยายกลายเป็นคนพิการ ซอเม ตั้งใจเรียนหนังสือเพื่อวันหนึ่งเขาจะได้เขาจะมีอาชีพช่วยครอบครัวเขาได้

  • คุณยายนอโอจิ-เกษตรกร

“ทหารเต็มหมู่บ้านไปหมด ถ้าเจอชาวบ้านก็จะจับปาดคอหรือยิงทิ้ง บังคับให้เป็นแรงงานทาส ผู้หญิงก็ไม่ละเว้น ครอบครัวของฉันก็ถูกยิง ตอนนี้เหลือเพียงแต่ฉันกับหลานเท่านั้น” คุณยายนอโอจิเคยมีความสุขกับการทำไร่กับครอบครัว ต้องแบกนอ มูมาค่ายผู้ลี้ภัยตอนเขาอายุ 5 เดือนโดยแบกเขาขึ้นบ่า และเดินเท้าหาความปลอดภัยในป่านานถึง 12 วัน ถึงแม้อยู่ในค่าย คุณยายนอโอจิก็ไม่เคยหมดหวัง ยังคงทำเกษตรกรรมอยู่ในบริเวณบ้าน และคอยช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ

  • ปาซอ- ผู้นำครอบครัว

“พ่อ และแม่เสียชีวิตไปแล้วครับที่หมู่บ้าน ผมและน้องๆต้องลี้ภัยกันเอง และจนถึงวันนี้เหตุการณ์ความรุนแรงที่บ้านเกิดก็ยังคอยหลอกหลอนผมอยู่เสมอ” ปาซอ หนุ่มน้อยวัย 15 ปีที่ต้องกลายมาเป็นผู้นำครอบครัวดูแลน้องๆอีก 3 คน “เวลาผมและน้องๆรู้สึกคิดถึงพ่อแม่ ผมจะคิดถึงคำพวกเขาสอนที่บอกว่า ลูกต้องเป็นคนดีนะ ลูกอย่าดื้อ” ปาซอฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้กลับไปอยู่ร่วมกันกับพี่ๆน้องๆในหมู่บ้านอีกครั้งเหมือนเมื่อสมัยเด็กเมื่อบ้านเมืองของเขาสงบสุข

  • หน่อ เล เก-ช่างทอผ้า

“หนูไม่มีพ่อแม่แล้ว แม่ไม่สบายและเสียชีวิตตั้งแต่หนูยังเล็กๆ ส่วนพ่อก็ถูกยิงเสียชีวิตในไร่ หนูยังจำความรู้สึกในวันนั้นได้ ตอนนั้นอายุ 12 ขวบ ได้ยินแต่เสียงระเบิด เสียงกระสุน รู้สึกกลัวจับใจ และวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตเป็นครั้งแรก ต้องเดินเท้าในป่าหลายวันกว่าจะถึงค่าย พลัดพรากจากพี่น้องทั้งหมด จนถึงตอนนี้ก็ยังหากันไม่เจอ” หน่อ เล เกเล่าถึงวันที่ต้องทิ้งทุกอย่าง ทุกวันนี้ หน่อ เล เกเป็นช่างทอผ้า ทำเสื้อผ้าให้ตนเอง และเพื่อนๆใส่ การทอผ้าช่วยให้เธอเพื่อเยียวยาความสูญสียจากอดีต

  • เลอ ทู เซ-ชาวนา และเจ้าหน้าที่หน่วยงานด้านมนุษยธรรม

“เมื่อก่อนพวกเราเป็นชาวนา วันนั้นทุกบ้านในหมู่บ้านโดนเผาจนหมด ฉันไม่มีพ่อแม่แล้ว พ่อของฉันเสียชีวิตในสงคราม แม่เสียชีวิตที่บ้านเกิด ฉันเหลือแต่พี่สาวและเราต้องหนีมาด้วยการเดินเท้าในป่านานเป็นวันๆ ครั้งหนึ่งฉันตกเป็นเหยื่อความรุนแรงและUNHCR ช่วยเยียวยาจิตใจจนฉันดีขึ้นและมีโอกาสทำงานกับหน่วยงานด้านมนุษยธรรมในค่ายเพื่อช่วยคนอื่นต่อไป” เลอ ทู เซ วัย 20 ปีอาศัยอยู่ในค่ายมานานกว่า 9 ปีแล้ว 

  • ทอรึ-เกษตกร

“พวกเราเป็นเกษตกร วันหนึ่งกลุ่มคนติดอาวุธเอาปืนมาจ่อหัวแม่ผม 1 กระบอก และที่อกอีก 1 กระบอก เขาตบหน้าแม่ผมข้างละ 3 ที และทุบทีต่างๆนานกว่า 25 นาที หลังจากนั้นเอาข้าวที่เราปลูก ไก่ที่เราเลี้ยงเอาไปหมด เราหนีเข้าป่าหลบอยู่ 1 คืนเพราะคิดพวกเขาคงไม่กลับมาอีก แต่พอเรากลับไปที่บ้าน เขาเผาบ้านเราไปหมดแล้ว หลังจากนั้นไม่นาน แม่ผมก็เสียชีวิต” ทอรึ วัย 27 ปีเล่าถึงความทรงจำวัยเด็กที่ต้องสูญเสียแม่อันเป็นที่รัก ตอนนี้เขาใช้ความรู้ที่มีปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ เพื่อดูแลครอบครัวอยู่ในค่าย

  • ทอ มู เท: นักวาดภาพ

“นี่คือหมู่บ้านและโรงเรียนของผม ผมยังจำได้ว่าผมกับเพื่อนเดินไปโรงเรียนด้วยกัน ผมคิดถึงบ้าน คิดถึงโรงเรียน ผมฝันว่าวันหนึ่งจะได้กลับไป และทุกวันพอผมคิดถึงบ้านก็จะวาดภาพที่อยุ่ในความทรงจำครับ” ทอ มู เทเด็กผู้ลี้ภัย วัย 12 ปีถือภาพวาดของตนเองที่พูดถึงโรงเรียนและบ้านที่เขาต้องจากมา

  • เชอมู:นักเรียนและหัวหน้าครอบครัว

“หนูต้องมาอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทยและไม่เคยเห็นโลกภายนอกเพราะการต่อสู้ที่บ้านเกิด แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หนูก็จะเป็นเด็กดี” เชอมูวัย 13 ปี มาอยู่ที่ค่าย เชอมูทำงานบ้านทุกอย่าง และดูแลน้องชายที่มีความพิการเพียงลำพังในขณะที่พ่อและแม่ของเธอไม่อยู่บ้าน และการที่เธอต้องดูแลน้องชายอยู่ที่บ้านนั้น ทำให้เธอไม่ได้ไปเรียนหนังสือ และเข้าเรียนช้ากว่าเพื่อนในวัยเดียวกันไปหลายปี แต่เธอไม่เคยท้อและยังคงทำงาน 2 หน้าที่ไปพร้อมๆกันอย่างไม่ลดละ