Skip to main content

ภาษา

 

ปัญหาการไร้สัญชาติในเด็กต้องการการแก้ไขเร่งด่วน

โจ ฮัลแมน วัย 13 ปี ทำงานหาเศษเหล็กที่ที่เผาขยะของเมืองซานเปโดร เดอมาคอริส สาธารณรัฐโดมินิกันในช่วงวันหยุดภาคฤดูร้อน

 

3 พฤศจิกายน (UNHCR)โจ ฮัลแมน วัย 13ปีที่สาธารณรัฐโดมินิกันฝันว่าจะได้เล่นเบสบอลเหมือนเพื่อนๆคนอื่นๆ แต่เพราะไม่มีเอกสารใบเกิดหรือใบรับรอง โจเลยกลับต้องมาเก็บเศษเหล็กที่ที่เก็บขยะของเมืองซานเปโดร เดอมาคอริส

อีกมุมหนึ่งของโลกที่สาธารณรัฐโกตดิวัวร์ อิซซาวัย 10 ขวบใฝ่ฝันที่จะได้เข้าโรงเรียนเรียนหนังสือแต่กลับต้องมาเลี้ยงสัตว์และทำความสะอาดสุเหร่าเพียงเพราะเป็นบุคคลไร้สัญชาติ

ในขณะเดียวกันที่ประเทศมาเลเซีย ความฝันของทา ชา เยนีวัย 18ปี คือการที่จะได้เป็นสถาปนิกแต่ความฝันของเธอต้องดับวูบลงเพราะเธอไม่มีสำเนาบัตรประชาชน และมีเพียงเอกสารใบเกิดที่ระบุว่าเธอ “ไม่ใช่พลเมือง” ชาวมาเลเซีย

“ฉันชอบมองดีไซน์ของอาคารต่างๆ และฝันอยากเป็นสถาปนิก บางครั้งมันก็ทำให้ฉันร้องไห้เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าฉันจะไม่มีวันได้โอกาสนั้นเมื่อฉันโตขึ้น” ทา ชา เยนี กล่าว

ในทุกๆ 10 นาทีจะมีเด็กไร้สัญชาติเช่น โจ อิซซา และทา ชา เยนี ลืมตาดูโลก 1 คนที่มุมใดมุมหนึ่งของโลก พวกเขาไม่สามารถที่จะเรียนหนังสือ ฝึกอาชีพ หรือแม้แต่จะเปิดบัญชีธนาคารได้ พวกเขาต้องเผชิญกับการถูกแบ่งแยก และสถานะการเป็นผู้ไร้สัญชาติคืออุปสรรคที่กีดกันพวกเขาไม่ให้ได้เรียนรู้ เติบโต หรือทำความฝันหรือแรงบันดาลใจต่างๆให้เป็นจริงได้

ประสบการณ์การเติบโตในฐานะคนไร้สัญชาติของพวกเขาเหล่านี้ได้ถูกรวบรวมไว้ในบทความศึกษาของ UNHCRที่ได้ถูกตีพิมพ์วันนี้ชื่อหัวข้อว่า “ฉันอยู่ที่นี่ นี่คือที่ของฉัน:ความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อยุติการไร้สัญชาติในวัยเด็ก” ซึ่งได้รวบรวมบทสัมภาษณ์ของเด็กและวัยรุ่นกว่า 250 คน ครอบครัวและคนดูแลของพวกเขาใน 7 ประเทศทั่วโลก

โดยในรายงานการศึกษาเล่มนี้ได้บอกเล่าเรื่องราวความท้าทายอันยากลำบากที่พวกเขาต้องเผชิญในช่วงที่พวกเขาเติบโต โดยส่วนใหญ่เป็นการถูกปฏิเสธด้านการได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานที่พลเมืองได้รับ พวกเขาบอกว่าถูกปฏิบัติเหมือนเป็นชาวต่างชาติในประเทศที่ตนเองอาศัยอยู่มาตลอดชีวิต และรู้สึกเหมือนตนเอง “ไม่มีตัวตน” “ต่างด้าว” “อยู่ในเงามืด” “สุนัขข้างถนน” และ “ไร้ค่า”

“ช่วงเวลาของวัยเด็กที่พวกเขาจะได้ใช้เวลาแบบเด็กๆนั้นสั้นนัก การเป็นผู้ไร้สัญชาติจะสร้างปัญหาที่จะตามหลอกหลอนพวกเขาไปตลอดช่วงเวลาวัยเด็ก และเป็นตัวตัดสินชีวิตที่เหลืออยู่ของพวกเขาให้ถูกแบ่งแยก ขัดข้อง และสิ้นหวัง” นายอันโตนิโอ กุเตอร์เรส ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ กล่าวที่งานเปิดตัวรายงานการศึกษาเล่มนี้ และกล่าวเสริมว่า “ไม่มีเด็กคนใดสมควรเป็นคนไร้สัญชาติ เด็กทุกคนควรจะเป็นส่วนหนึ่งของที่ที่เขาอาศัยอยู่”

โจ ฮัลแมน อายุ 13 ปีกำลังหาเศษเหล็กที่ที่เผาขยะของเมืองซานเปโดร เดอมาคอริส สาธารณรัฐโดมินิกันในช่วงวันหยุดภาคฤดูร้อน ©UNHCR/Markel Redondo
โจ ฮัลแมน อายุ 13 ปีกำลังหาเศษเหล็กที่ที่เผาขยะของเมืองซานเปโดร เดอมาคอริส สาธารณรัฐโดมินิกันในช่วงวันหยุดภาคฤดูร้อน ©UNHCR/Markel Redondo

เด็กไร้สัญชาติส่วนใหญ่แล้วจะต้องเผชิญกับปัญหาการถูกแบ่งแยกและการถูกล่วงละเมิดโดยหน่วยงานและมีความเสี่ยงมากที่จะถูกแสวงหาผลประโยชน์ การที่ไม่มีสัญชาตินั้นจะทำให้พวกเขา ครอบครัว และชุมชนต้องอยู่อย่างยากจน และด้อยพัฒนาไปอีกหลายรุ่น

การไร้สัญชาติยังส่งผลกระทบต่ออนาคตของพวกเขา หญิงสาวคนหนึ่งในเอเชียบอกกับนักวิจัยของ UNHCRว่าเธอไม่สามารถมีอาชีพคุณครูได้เนื่องจากเธอเป็นบุคคลไร้สัญชาติ จึงสามารถทำงานในร้านค้าท้องถิ่นได้เท่านั้น “ฉันอยากบอกให้ประเทศได้ทราบว่า ยังมีอีกหลายคนที่เป็นเหมือนฉัน”

หน่วยงานผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ร่วมมือแก้ปัญหาเพื่อที่เด็กๆจะสามารถมีสัญชาติในประเทศที่พวกเขาเกิด ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะต้องเป็นบุคคลไร้สัญชาติ และเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อที่จะป้องกันไม่ให้สถานะการไร้สัญชาติของแม่ตกทอดมาถึงลูกเช่นเดียวกันกับในกรณีของพ่อ และให้ความมั่นใจเกี่ยวกับการลงทะเบียนเกิดแบบสากลที่สามารถป้องกันการไร้สัญชาติได้ และการยกเลิกกฎหมายหรือมาตรการที่ปฏิเสธสัญชาติของเด็กจากเหตุผลด้านเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ หรือศาสนา