Skip to main content

ภาษา

 

ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องความเป็นหนึ่งเดียวใน รัฐยะไข่ ประเทศเมียนมาร์

คุณฟิลิปโป กรันดี เข้าเยี่ยมชุมชนในเขตการควบคุม รัฐยะไข่ เพื่อทำความเข้าใจความขาดแคลนและปัญหาที่พวกเขาเผชิญให้มากขึ้น

 

 

 

คุณฟิลิปโป กรันดี ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ พบมาซูตา ฮาทู วัย 55 ปี  © UNHCR/Roger Arnold
คุณฟิลิปโป กรันดี ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ พบมาซูตา ฮาทู วัย 55 ปี © UNHCR/Roger Arnold

เมืองมองดอว์ ประเทศเมียนมาร์ – ข้าหลวงใหญ่ฯ คุณฟิลิปโป กรันดี เรียกร้องต่อชุมชนในเขตการควบคุม รัฐยะไข่ ประเทศเมียนมาร์ร่วมสร้างความเป็นหนึ่งเดียวท่ามกลางความหวาดกลัว ความไม่ไว้วางใจ และด้อยพัฒนา

 

ในการเยือนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ คุณกรันดีได้เยี่ยมผู้พลัดถิ่น ชุมชนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ในเขตการปกครองท้องถิ่นเมืองซิตตเว และมองดอว์ เพื่อทำความเข้าใจความต้องการและความท้าทายที่มีให้มากขึ้น

 

เดือนตุลาคมที่ผ่านมา ประชาชนราว 20,000 คน ต้องพลัดถิ่นอยู่รอบเมืองมองดอว์ จากการปะทะตามแนวชายแดนโดยรอบหลายแห่ง โดยประชาชนส่วนใหญ่ได้เดินทางกลับบ้านแต่ยังคงมีบางส่วนได้รับการช่วยเหลือจากชาวบ้านในพื้นที่เพื่อรอการเดินทางกลับหรือย้ายที่พักพิง รอบเมืองซิตตเว ประชาชนกว่า 120,000 คน ยังคงอาศัยอยู่ในค่ายสำหรับผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ หลังจากต้องพลัดถิ่นโดยเหตุการณ์ความรุนแรงระหว่างชุมชน ในปี พ.ศ. 2555

 

มาซูตา ฮาทู อาศัยอยู่ในค่ายดาร์ เพ็ง เมืองซิตตเว มา 5 ปีแล้ว เธอต้องเผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพและเธอไม่มีเงินมากพอที่จะเข้ารับการรักษา ลูกๆ เพียง 2 คนจาก4 คนของเธอได้ไปโรงเรียน เพราะในค่ายไม่มีโรงเรียนมัธยม

 

 “เราต้องการเปลี่ยนจากการอยู่เพื่อมีชีวิตรอด สู่การมีชีวิตจริงที่ได้รับโอกาส”

 

“มันลำบากมาก”หญิงม่ายวัย 55 ปี บอกกับคุณกรานดี “สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดคือเดินทางกลับหมู่บ้าน ที่นั่นเราสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นได้”

 

เช่นเดียวกับชาวมุสลิมคนอื่นๆในรัฐยะไข่ บุคคลไร้สัญชาติเช่นเธอไม่สามารถเดินทางโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่สามารถเข้าถึงการบริการขั้นพื้นฐาน เช่นการรักษาพยาบาล การศึกษา และความเป็นอยู่ ได้อย่างง่ายดาย

 

“ประชาชนเหล่านี้ควรมีอนาคตที่ดีขึ้นจากสถานการณ์ความยากจน การถูกกีดกัน และ การถูกแบ่งแยกในปัจจุบันที่กำลังเผชิญ เราต้องเปลี่ยนจากการอยู่เพื่อมีชีวิตรอดไปสู่ชีวิตจริงที่ได้รับโอกาส”คุณกรันดี กล่าว “นี่เป็นประเด็นที่ซับซ้อนมาก แต่เป็นไปได้ที่จะหาทางออกร่วมกันได้”

 

ในเดือนมีนาคม รายงานที่จัดทำโดยโดยคณะกรรมการที่ปรึกษาแห่งรัฐยะไข่ที่รัฐบาลตั้งขึ้น เน้นย้ำขั้นตอนการแก้ไขปัญหาการพลัดถิ่น ส่งเสริมการสื่อสารระหว่างชุมชน โดยรัฐบาลได้อนุมัติรายงานและตกลงที่จะดำเนินการตามคำแนะนำ

 

 

 

 

มันคงไม่ใช่เรื่องง่าย บรรยากาศในเมืองมองดอว์ยังคงตึงเครียดหลังจากความรุนแรงในเดือนตุลาคมที่มีการกล่าวหาถึงกลุ่มติดอาวุธว่าเป็นผู้กระทำผิด

วันอังคาร - เมื่อคุณกรันดีได้พบกับชาวบ้านชาวยะไข่ที่อาศัยอยู่ติดกับหมู่บ้านชาวมุสลิมในเมืองมองดอว์ พวกเขาบอกว่า ก่อนหน้านี้ชุมชนเคยอาศัยและทำงานร่วมกัน“แต่หลังจากหลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงในเดือนตุลาคม พวกเราก็เกรงกลัวที่จะออกจากบ้านเพื่อไปเก็บฟืนและหาปลาเพื่อดำรงชีพ เด็กๆก็อาศัยอยู่กับบ้านแทนที่จะได้ไปโรงเรียน พวกเรายังต้องการความช่วยเหลือบางส่วนจนกว่าอะไรๆจะดีขึ้น” ผู้นำชุมชนกล่าว 

ท่านข้าหลวงใหญ่ฯ ได้กระตุ้นให้ทั้งสองชุมชนดำเนินการเจรจาต่อไป “ความหวาดกลัวในสิ่งจะเกิดต่อครอบครัวของพวกคุณ คือสิ่งเดียวกัน และมีความวิตกเดียวกันว่าจะจัดหาสิ่งต่างๆให้พวกเขาอย่างไร” เขากล่าว “ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นสิ่งสำคัญ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่จะคงอยู่ตลอดไป การเรียนรู้ที่จะอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติ คุณสามารถวางรากฐานสำหรับความเจริญและการพัฒนาได้”

 

ชาวบ้านในหมู่บ้านทางตอนเหนือของเมืองมองดอว์ รัฐยะไข่ เล่าถึงความหวาดกลัวที่พวกมีแก่ข้าหลวงใหญ่ฯ  © UNHCR/Roger Arnold
ชาวบ้านในหมู่บ้านทางตอนเหนือของเมืองมองดอว์ รัฐยะไข่ เล่าถึงความหวาดกลัวที่พวกมีแก่ข้าหลวงใหญ่ฯ © UNHCR/Roger Arnold

 

ในเมืองมองดอว์ คุณกรันดีได้เข้าเยี่ยมสำนักงานข้าหลวงผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติเพื่อสนับสนุนโครงการที่ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติผ่านชั้นเรียนการฝึกทักษะวิชาชีพ โครงการนี้ช่วยให้ผู้หญิงชาวมุสลิมและชาวยะไข่ได้เรียนการตัดเย็บผ้าและการอ่านเขียนขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงสุขศึกษา แม้ว่าพวกเธอดูเหมือนจะมีพื้นฐานชีวิตที่ต่างกันแต่พวกเธอก็มีสิ่งที่เหมือนกันซึ่งก็คือไม่ได้รับการศึกษาหรือจำเป็นต้องลาออกจากโรงเรียนเพื่อทำงานหาเลี้ยงครอบครัว

เม ทาน นิว วัย 23 ปี ต้องออกจากโรงเรียนหลังจากที่สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยม เพราะพ่อแม่ของเธอไม่สามารถสนับสนุนค่าเล่าเรียนของเธอได้ เธอทำงานร้านขายน้ำมันก่อนที่จะเข้าชั้นเรียนการตัดเย็บ ตอนนี้เธอวางแผนไว้ว่าจะทำงานเป็นช่างตัดเสื้อและสอนการตัดเย็บหลังจากเรียนจบไป “พ่อแม่ของฉันมักชวนเพื่อนชาวมุสลิมมาที่บ้านและพวกเราเชื่อว่าการแบ่งแยกมีแต่จะทำให้เกิดปัญหาเพิ่มมากขึ้น” เธอกล่าว “ชั้นเรียนนี้ได้ช่วยทำให้ฉันเข้าใจเพื่อนชาวมุสลิมมากขึ้น”

เพื่อนร่วมชั้นของเธอ โซมิรา วัย 19 ปีเสริมว่า “ฉันไม่รู้จักใครที่เป็นชาวยะไข่ก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้ฉันมีเพื่อนชาวยะไข่ในชั้นเรียนบ้างแล้ว”

 

“ชั้นเรียนนี้ได้ช่วยทำให้ฉันเข้าใจเพื่อนชาวมุสลิมมากขึ้น”

 

นอกจากนี้ UNHCRได้ช่วยสร้างพื้นที่ที่เป็นตลาดในตัวเมืองของเมืองมองดอว์ ที่มีผู้อาศัยเป็นชาวมุสลิม ชาวยะไข่ ชาวฮินดูและชนกลุ่มน้อยอื่นๆกว่า 2,000 คน ได้มาใช้จ่ายและสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ เมื่อถามว่าอะไรที่จะเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น ชาวบ้านชาวมุสลิมคนหนึ่งในเมืองมองดอว์ก็ตอบกลับว่า “พวกเราแค่ต้องการอยู่อย่างสันติ มีบัตรประชาชนและมีสิทธิแบบคนอื่นๆ”

 

ในวันพุธที่ผ่านมา ข้าหลวงใหญ่ฯ ได้เข้าพบที่ปรึกษาแห่งรัฐ นางอองซาน ซูจี และรัฐมนตรีคนอื่นๆ เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในรัฐยะไข่ การพลัดถิ่นในรัฐคะฉิ่น และทางตอนเหนือของรัฐฉาน รวมไปถึงความเป็นไปได้ที่ผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงที่ขณะนี้อาศัยอยู่ในประเทศไทยจะสามารถกลับบ้านได้โดยสมัครใจ

 

จากประเทศเมียนมาร์ คุณกรันดีจะเดินทางต่อไปที่ประเทศไทยและ บังคลาเทศเพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นผู้ลี้ภัยในทั้งสองประเทศ ก่อนที่จะจบการเดินทางในภูมิภาคในวันที่ 11 กรกฎาคม