Skip to main content

ภาษา

 

แองเจลิน่า โจลี เรียกร้องความเป็นผู้นำและมนุษยธรรมแก่หลายล้านชีวิตที่หนีจากประเทศเวเนซุเอลา

 

แองเจลิน่า โจลี เรียกร้องความเป็นผู้นำและมนุษยธรรมแก่หลายล้านชีวิตที่หนีจากประเทศเวเนซุเอลา

ตลอดเวลา 2 วัน ในการเดินทางเยือนประเทศโคลอมเบีย แองเจลิน่า โจลี ผู้แทนพิเศษฯ UNHCR ได้พบกับผู้ลี้ภัย ผู้ที่เดินทางกลับมาตุภูมิและเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อประเมินผลกระทบจากการอพยพของชาวเวเนซุเอลาที่เพิ่มจำนวนสูงขึ้น

 

แองเจลิน่า โจลี ผู้แทนพิเศษฯ UNHCR พบกับเด็กๆ ที่หนีจากประเทศเวเนซุเอลาที่ the Integrated Assistance Centre ในเมืองไมเคา ประเทศโคลอมเบีย © UNHCR/Andrew McConnell
แองเจลิน่า โจลี ผู้แทนพิเศษฯ UNHCR พบกับเด็กๆ ที่หนีจากประเทศเวเนซุเอลาที่ the Integrated Assistance Centre ในเมืองไมเคา ประเทศโคลอมเบีย © UNHCR/Andrew McConnell

เมืองไมเคา ประเทศโคลอมเบียชาวเวเนซุเอลา กว่า 4 ล้านคน กำลังแสวงหาที่พักพิงที่ปลอดภัย แองเจลิน่า โจลี ผู้แทนพิเศษฯ UNHCR เรียกร้องความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการสนับสนุนแก่ประเทศที่ให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยและผู้อพยพในวิกฤตการณ์นี้

“นี่เป็นสถานการณ์ที่อยู่ระหว่างความเป็นและความตายของชาวเวเนซุเอลาหลายล้านคน” โจลี กล่าวในงานแถลงข่าว “ความช่วยเหลือจากประเทศโคลอมเบีย เปรูและเอกวาดอร์ ต่อประชาชนชาวเวเนซุเอลา เป็นความช่วยเหลือที่ไม่อาจประเมินค่าได้ เพราะการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เป็นหัวใจหลักของการเป็นมนุษย์”

ในโลกปัจจุบันนี้ “เราต้องการมนุษยธรรมมากกว่าครั้งไหนๆ รวมถึงกระบวนการคิดอย่างมีหลักการจากผู้ที่ไม่เกรงกลัวต่อการแสดงความรับผิดชอบและแสดงความเป็นผู้นำ ” เธอเสริม

“นี่เป็นสถานการณ์ที่อยู่ระหว่างความเป็นและความตายของชาวเวเนซุเอลาหลายล้านคน”

โจลี หยุดที่เมืองไมเคา เพื่อสรุปการเดินทางตลอด 2 วันที่ผ่านมาในประเทศโคลอมเบีย ประเทศที่ครั้งหนึ่งเธอเคยเดินทางมาเยือนเมื่อปี พ.ศ. 2545 ตอนนั้นเธอได้พบกับผู้ลี้ภัยชาวโคลอมเบียในประเทศเอกวาดอร์ ผู้ที่หนีจากความขัดแย้งในประเทศโคลอมเบียยาวนานนับสิบปี เธอกลับไปที่ประเทศเอกวาดอร์ในปี พ.ศ. 2553 และอีกครั้งในปี พ.ศ. 2555 เพื่อพบกับผู้ลี้ภัยชาวโคลอมเบีย

นี่เป็นการเดินทางในภารกิจครั้งที่ 65 ของเธอร่วมกับ UNHCR นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544  โดยมี เคลลี คลีเมนท์ รองข้าหลวงใหญ่ฯ UNHCR ร่วมการเดินทางครั้งนี้ด้วย ซึ่งเธอใช้เวลาอยู่กับผู้ลี้ภัยชาวเวเนซุเอลา ในประเทศเอกวาดอร์เป็นเวลา 3 วัน

 

โจลี แถลงต่อสื่อ ที่ศูนย์ที่พักพิงของชาวเวเนซุเอลา ซึ่งห่างจากชายแดนเพียง 10 กิโลเมตร เป็นที่พักพิงชั่วคราวที่สามารถพักอยู่ได้ราว 30 วัน ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม Integrated Assistance Centre ปัจจุบันรองรับชาวเวเนซุเอลากลุ่มที่เปราะบางมากที่สุด 350 คน มอบที่พักพิง อาหารและการให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย มีกิจกรรมสำหรับเด็กๆ และการให้คำปรึกษาด้านจิตใจและสังคม

ศูนย์แห่งนี้เปิดในเดือนมีนาคม โดย UNHCR ร่วมกับรัฐบาลประเทศโคลอมเบีย แต่กำลังมีการวางแผนขยายเพื่อรองรับผู้ลี้ภัยและผู้อพยพให้ได้ราว 1,400 คน เนื่องจากงบประมาณลดลง ร้อยละ 79 ทำให้การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมล่าช้าไปทั่วทั้งภูมิภาค ทำให้หลายล้านชีวิตตกอยู่ในความเสี่ยง

“ลูกๆ ของคุณจะนึกย้อนกลับไปถึงช่วงเวลานี้ ช่วงเวลาที่คุณช่วยชีวิตพวกเขาเอาไว้”

ที่ศูนย์แห่งนี้ โจลีได้พบกับครอบครัวหนึ่งที่เดินข้ามชายแดนเข้ามาในเดือนเมษายน มาเรีย อายุ 41 ปี คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องดูแลลูกๆ ถึง 6 คน เล่าให้ฟังถึงตอนที่เธอต้องขายหลังคาเหล็กซึ่งเป็นหลังคาบ้านของครอบครัวเธอเองในประเทศเวเนซุเอลา เพื่อใช้เงินซื้อเสื้อผ้าและรองเท้าให้ลูกๆ ใส่เพื่อเดินทางมายังประเทศโคลอมเบีย

“ลูกๆ ของคุณจะนึกย้อนกลับไปถึงช่วงเวลานี้ ช่วงเวลาที่คุณช่วยชีวิตพวกเขาเอาไว้” โจลี บอกกับเธอ

ก่อนหน้านี้ ทูตพิเศษฯ UNHCR ได้พบกับนาย Iván Duque ประธานาธิบดีของประเทศโคลอมเบีย ที่เมืองการ์ตาเฮนา เธอแสดงความขอบคุณต่อรัฐบาลและประชาชนชาวโคลอมเบีย ในความช่วยเหลือในวิกฤตการณ์เวเนซุเอลา ที่เธอนิยามว่า “เป็นน้ำใจจากความเอื้ออาทรอย่างจริงใจและโดดเด่นมาก” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานในปฏิบัติการตามแผนงานเพื่อสันติภาพหลังจากการนองเลือดที่ยาวนานกว่า 50 ปี ในประเทศ

แองเจลิน่า โจลี เริ่มต้นการเดินทางในวันศุกร์ จากที่พักพิงในเมืองริโออาชา ซึ่งเป็นที่ที่พักพิงสำหรับเยาวชนชาวโคลอมเบียและชาวเวเนซุเอลา ที่โดนคุกคามทางเพศหรือค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นอันตรายที่มักเกิดขึ้นกับเยาวชนที่กำลังเดินทางข้ามชายแดนในภูมิภาคนี้

“ที่นี่เราได้รับการปกป้องคุ้มครอง” เด็กสาวชาวโคลอมเบียวัย 17 ปี กล่าว ในที่พักพิงของเธอ ซึ่งเปิดทำการเมื่อต้นปีที่ผ่านมาด้วยการสนับสนุนจาก UNHCR และองค์กรพันธมิตร “พวกเขาช่วยเรา ดูแลเรา อยู่ที่นี่หนูรู้สึกภูมิใจและรู้สึกว่าได้รับการให้เกียรติ”

 

แองเจลิน่า โจลี ผู้แทนพิเศษฯ UNHCR พูดคุยกับ Yoryanis Ojeda อดีตผู้ลี้ภัยชาวโคลอมเบียที่เดินทางกลับจากประเทศเวเนซุเอลา และพักพิงอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวในเมืองริโออาชา ประเทศโคลอมเบีย © UNHCR/Andrew McConnell
แองเจลิน่า โจลี ผู้แทนพิเศษฯ UNHCR พูดคุยกับ Yoryanis Ojeda อดีตผู้ลี้ภัยชาวโคลอมเบียที่เดินทางกลับจากประเทศเวเนซุเอลา และพักพิงอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวในเมืองริโออาชา ประเทศโคลอมเบีย © UNHCR/Andrew McConnell

แองเจลิน่า โจลี ผู้แทนพิเศษฯ UNHCR เข้าเยี่ยม Brisas del Norte ที่พักพิงชั่วคราวซึ่งปัจจุบันเป็นบ้านของชาวโคลอมเบียและชาวเวเนซุเอลาหลายร้อยครอบครัว ชาวโคลอมเบียที่พักพิงอยู่ที่นี่เป็นอดีตผู้ลี้ภัยที่เดินทางกลับมาตุภูมิเพื่อหนีจากวิกฤตการณ์ทางเศรฐกิจและการเมืองในประเทศเวเนซุเอลา สถานการณ์เดียวกันกับชาวเวเนซุเอลาที่ลี้ภัยมาที่นี่

ลินดา โลเปซ หญิงชาวเวเนซุเอลา วัย 60 ปี ที่เดินทางมาถึงเมื่อเดือนที่ผ่านมา เข้ามาหาโจลี ขณะที่เธอกำลังเดินผ่านชุมชน และเล่าถึงอันตรายที่เธอต้องเผชิญตอนอยู่ที่เวเนซุเอลา “ผู้คนหิวโหยและกำลังอดตาย” ลินดาเล่าทั้งน้ำตา “ครอบครัวของฉันหนีมาทั้งหมด”

“ผู้คนหิวโหยและกำลังอดตาย ครอบครัวของฉันหนีมาทั้งหมด”

แม้ที่พักพิงแห่งนี้จะตั้งอยู่บนพื้นที่ที่งดงาม บนพื้นทรายของชายฝั่งทะเลแคริบเบียน แต่สภาพความเป็นอยู่ของทุกคนที่นี่ลำบากมาก ประชากรอาศัยอยู่ในบ้านพักธรรมดาที่สร้างจากไม้เก่าและแผ่นสังกะสีเก่า

โรคิโอ เกิดในประเทศโคลอมเบียและอาศัยอยู่ในประเทศเวเนซุเอลานานหลายสิบปี บอกโจลีถึงความยากลำบากในการเดินทางของเธอ “เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะสามารถหายา อาหารและการศึกษา” เธอเล่า “ครั้งสุดท้ายที่ฉันยืนต่อแถวรับอาหารต้องรอนานถึง 18 ชั่วโมง”เพื่อบ้านของวัย 35 ปี ของ Yoryanis Ojeda เล่าถึงเหตุการณ์และความกดดันที่พวกเขาต้องเผชิญใกล้เคียงกัน ซึ่งผลักดันให้พวกเขาหนี

“เมื่อคุณมาถึงจุดที่คุณไม่สามารถหาอาหารเลี้ยงดูลูกๆ ได้อีก คุณจะรู้ว่าคุณไปต่อไม่ได้อีกแล้ว”

บริจาคตอนนี้