Skip to main content

ภาษา

 

มรสุมระลอกแรกเข้าปะทะค่ายผู้ลี้ภัยประเทศบังคลาเทศท่ามกลางความช่วยเหลือฉุกเฉินที่มอบให้ผู้ลี้ภัยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

 

มรสุมระลอกแรกเข้าปะทะค่ายผู้ลี้ภัยประเทศบังคลาเทศท่ามกลางความช่วยเหลือฉุกเฉินที่มอบให้ผู้ลี้ภัยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

เด็กชายผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาเล่นอยู่ในน้ำที่ท่วมขังระหว่างที่พักในค่ายผู้ลี้ภัยประเทศบังคลาเทศ © UNHCR/Patrick Brown
เด็กชายผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาเล่นอยู่ในน้ำที่ท่วมขังระหว่างที่พักในค่ายผู้ลี้ภัยประเทศบังคลาเทศ © UNHCR/Patrick Brown

 

 

ฝนตกหนักระลอกแรกเข้าปะทะค่ายผู้ลี้ภัยเมืองค็อกบาร์ซาร์ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นการเริ่มต้นฤดูมรสุม ซึ่งนับเป็นบททดสอบแรกของผู้ลี้ภัยและองค์กรมนุษยธรรมที่ร่วมสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลบังคลาเทศในการให้ความช่วยเหลือในวิกฤติการณ์นี้

ฝกตกชุกและลมกรรโชกแรงขนาด 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีรายงานเหตุการณ์จำนวน 89 เหตุการณ์ ในจำนวนนี้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินถล่ม 37 แห่ง ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเกิดอุบัติเหตุหนึ่งครั้งโดยผู้ประสบเหตุเป็นเด็ก โดยรวมราว 2,500 ครอบครัวหรือ11,000 คน ได้รับผลกระทบ

วันที่ 10 มิถุนายน ฝนยังตกอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา ประเทศบังคลาเทศระบุว่า ปริมาณฝนจำนวนเกือบ 400 มิลลิเมตร ตกลงมาในพื้นที่บริเวณค็อกบาร์ซาร์ตั้งแต่วันอาทิตย์ เทียบเท่ากับสองในสามของปริมาณโดยเฉลี่ยของฝนที่ตกในเดือนมิถุนายนของประเทศ โดยปัจจุบันบริเวณดังกล่าวเป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยราว 900,000 คน รวมถึง 720,000 คน ที่เดินทางมาถึงใหม่ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม ปีที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่ชาวบังคลาเทศ UNHCR และองค์กรพันธมิตรด้านมนุษยธรรม ทำงานตอบสนองต่อเหตุการณ์นี้ทันทีเพื่อระบุความเสียหายและผลกระทบจากมรสุม การยื่นมือเข้าช่วยเหลือประกอบด้วยการตามหาผู้สูญหาย การช่วยชีวิต การอพยพและการแจกจ่ายชุดที่พักพิงและความช่วยเหลือ

จากการประเมิณความเสียหาย ที่พักพิงกว่า 1,000 หลัง ได้รับความเสียหายรวมไปถึงจุดจ่ายน้ำสะอาด 10 จุด ห้องน้ำจำนวน 167 แห่ง สถานพยาบาลและจุดแจกจ่ายอาหาร 1 แห่ง ฝนตกหนักยังทำลายถนนสายหลักของค่ายผู้ลี้ภัยกูตูปาลอง ทำให้เส้นทางการเดินทางเข้าในหลายพื้นที่ถูกปิดลงชั่วคราว

UNHCR และองค์กรพันธมิตรทำงานตลอดเวลา โดยได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ชาวบังคลาเทศ เพื่อช่วยกันลดความเสี่ยงของแผ่นดินถล่มและน้ำท่วมในพื้นที่ตั้งค่ายที่พักพิงที่แออัด แต่อย่างไรก็ตามจากจำนวนของประชากรผู้ลี้ภัย ขนาดของค่าย ขนาดที่แท้จริงของที่พักพิงและความท้าทายของสภาพภูมิประเทศ เรากลัวว่าสภาพอากาศที่โหดร้ายจะสร้างความเสียหายและความสูญเสียมากขึ้น 

จากแผนที่ทางอากาศของค่ายที่พักพิง เราคาดการณ์ว่าผู้ลี้ภัยเกือบ 200,000 คน ตกอยู่ในความเสี่ยงในเหตุการณ์แผ่นดินถล่มและน้ำท่วมและยังมีความต้องการในการอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย ในจำนวนนี้มากกว่า 41,000 คน เสี่ยงต่อการเผชิญเหตุการณ์แผ่นดินถล่มสูงมาก แต่เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นเนินเขา พื้นที่ราบมีจำกัด ทำให้เป็นอุปสรรคสำคัญในการอพยพครอบครัวที่ตกอยู่ในความเสี่ยง จนถึงตอนนี้ผู้ลี้ภัยมากกว่า 14,000 คน ที่เสี่ยงต่อแผ่นดินถล่มในค่ายได้รับการอพยพไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัยขึ้น เรายังต้องการพื้นที่ปลอดภัยอีกมาก

ในขณะที่การอพยพและการมอบความช่วยเหลือยังคงดำเนินต่อไป เราได้เตรียมสิ่งของบรรเทาทุกข์ในสถานการณ์ฉุกเฉินเพิ่มเติมได้แก่

  • เต็นท์ที่พักจำนวน 10,000 หลัง
  • ผ้าใบกันน้ำ 190,000 ผืน
  • รวมไปถึงยาฆ่าเชื้อเพื่อน้ำสะอาดจำนวน 2 ล้านเม็ด ที่พร้อมแจกจ่ายทันทีเมื่อจำเป็น
  • เต็นท์รักษาพยาบาลจำนวน 5 หลังและ
  • ชุดปฐมพยายาลฉุกเฉินสำรองอยู่ในโกดังเก็บของในค็อกบาร์ซาร์ 


เจ้าหน้าที่ UNHCR และองค์กรพันธมิตรรวมถึงทีมงานเตรียมความพร้อมด้านพายุหมุนของบังคลาเทศ หน่วยดับเพลิงและหน่วยป้องกันพลเรือน ทำงานร่วมกับอาสาสมัครในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภัยพิบัติและการฝึกอบรม ประกอบไปด้วยการฝึกความปลอดภัยจากอัคคีภัยและการส่งสัญญาณเตือนเบื้องต้นในการตามหาและช่วยชีวิต การเตรียมความพร้อมหากเกิดโรคระบาด การเกิดพายุหมุน การปฐมพยาบาลและการฝึกอบรมด้านจิตวิทยาเบื้องต้น โดยมีผู้ลี้ภัยได้รับการอบรมมากกว่า 2,000 คนและมีมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งไปกว่านั้นเรามีหน่วยรักษาความปลอดภัย 50 หน่วย มาจากอาสาสมัครผู้ลี้ภัยทั้งชายและหญิงในแต่ละพื้นที่ที่ได้รับการฝึกฝนเพื่อเป็นผู้ตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินก่อนเจ้าหน้าที่เดินทางมาถึง

ในเดือนมีนาคม สหประชาชาติมีแผนงานความร่วมมือในการตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา ต้องการงบประมาณ 951 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี พ.ศ.2561 เพื่อรองรับความต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนของผู้ลี้ภัยกว่า 880,000 คน และประชาชนกว่า 330,000 คน ในชุมชนประเทศบังคลาเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ดังกล่าว จนถึงวันนี้งบประมาณที่ได้รับมีเพียงร้อยละ21 ของงบประมาณที่ต้องการทั้งหมด เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับองค์กรด้านมนุษยธรรมที่จะได้รับงบประมาณที่เพียงพอในการช่วยชีวิตและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ลี้ภัยในช่วงฤดูมรสุมรวมถึงการมอบความคุ้มครองและความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที