Skip to main content

ภาษา

 

ชาวโรฮิงญากำลังเผชิญความยากลำบากบนที่พักพิงชั่วคราวที่ตั้งอยู่ข้างถนน

เนื่องจากจำนวนผู้ลี้ภัยที่เพิ่มสูงขึ้น นายฟิลลิปโป กรันดี ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ UNHCR ประกาศเตือนวิกฤติทางมนุษยธรรม © UNHCR/Roger Arnold

 

ค่ายผู้ลี้ภัยกูตูปาลอง - ซาร่า คาทูน คุณแม่ผู้ลี้ภัยชาวโรงฮิงญาของลูก 7 คน บอกว่าเธอไม่มีอะไรเหลือเพื่อให้ลูกๆกินแล้ว พร้อมเขย่าถังข้าวสารที่ว่างเปล่าให้เราดู

 

Refugees chief Filippo Grandi this weekend heard at first hand the challenges facing Rohingya refugees in Kutupalong refugee camp in Cox’s Bazar, Bangladesh.  © UNHCR/Roger Arnold

 

3 อาทิตย์ผ่านไปหลังต้องนอนอยู่ใต้แผ่นพลาสติกบางๆ รองบนเสาไม้ไผ่ ลูกสาวและลูกชายของเธออายุราวๆ 8-10 ปี ดูหมดแรงและต้องอยู่อย่างแออัด  

“หากพวกเขาไม่ได้รับการช่วยเหลือเร็วๆนี้ พวกเขาอาจตายได้” “ลูกๆของฉันผอมลงเรื่อยๆ” คุณแม่ผู้ลี้ภัยวัย 33 ปีกล่าว “หากพวกเขาไม่ได้รับการช่วยเหลือเร็วๆนี้ พวกเขาอาจตายได้” ผู้ลี้ภัยชาวโรงฮิงญาบางส่วนจาก 429,000 คน ลี้ภัยหลังชุมชนชาวโรฮิงญาถูกโจมตีเมื่อ 1 เดือนก่อน  

ผู้ลี้ภัยจำนวนมากเช่นซาร่าและครอบครัวของเธอ อาศัยอยู่ในค่ายที่พักพิงชั่วคราว และที่พักที่สร้างขึ้นเองง่ายๆและกำลังถูกสร้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในประเทศบังคลาเทศ บริเวณที่ติดกับเนินเขาและข้างถนนที่วุ่นวาย ความต้องการด้านอาหาร ที่พักพิง การเข้าถึงการรักษา และการให้ความคุ้มครองเด็กเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน

ในขณะที่ผู้ลี้ภัยในค่ายนอกเมืองกูตูปาลอง หนึ่งในค่ายผู้ลี้ภัยดำเนินการโดยรัฐบาลบังคลาเทศกำลังเผชิญกับความยากลำบากถึงชีวิต ยังถือว่าซาร่าโชคดีกว่าอีกหลายชีวิต ที่อาศัยตามแนวถนนตรงไปทางใต้ของค่าย คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว อาจิดา วัย 35 ปี และลูกๆทั้ง 4 คน ต้องนอนบนเนินโคลนซึ่งเต็มไปด้วยขยะและเสื้อผ้าที่ทิ้งแล้ว  

ที่นี่ไม่ปลอดภัยสำหรับพวกเขา เธอเอาชีวิตรอดจากชุดความช่วยเหลือที่ได้รับเป็นครั้งคราวจากผู้บริจาคทั่วไปที่หยิบยื่นให้ หรือจากการร้องขอจากรถที่สัญจรไปมา เมื่อต้องพบกับมรสุม ฝนตกหนัก ทำให้เธอและลูกๆ กลัวมากยิ่งขึ้น

“ที่นี่ไม่ปลอดภัยสำหรับลูกๆของฉัน” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่สิ้นหวังและเสียขวัญ “อาจมีใครพาพวกเขาไปตอนที่ฉันนอนหลับ”

UNHCR เร่งทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ความคุ้มครองแก่กลุ่มเปราะบางมากที่สุดเช่นซาร่า อาจิดา และครอบครัวของพวกเธอ ซึ่งต้องเผชิญในวิกฤติการณ์ที่ร้ายแรงมากที่สุดในภูมิภาคในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา 

 

© UNHCR/Roger Arnold

 

“ผู้คนหนีจากภัยคุกคามที่ไม่สามารถเอ่ยถึงได้ และต้องการความช่วยเหลือจำนวนมาก” นายฟิลลิปโป กรันดี ข้าหลวงใหญ่ฯ กล่าว ขณะเข้าเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยกูตูปาลอง ประเทศบังคลาเทศ และที่พักพิงชั่วคราวใกล้เคียงที่ถูกขยายออกไป

“แม้ว่าจะเป็นอุปสรรคใหญ่ในช่วงเริ่มต้น แต่ความช่วยเหลือและน้ำใจของคนในท้องที่ยังหลั่งไหลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอย่างน่าประหลาดใจ” ท่านข้าหลวงใหญ่ฯ เสริม

“การช่วยเหลือจากนานาชาติได้เข้ามามากขึ้น ภายใต้การนำของรัฐบาล แต่เราต้องเร่งเพิ่มความช่วยเหลือและต้องทำอย่างต่อเนื่อง”

3 วันแรกของการเยือนประเทศบังคลาเทศ นายกรันดี เดินผ่านค่ายผู้ลี้ภัยที่ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2535 เพื่อรองรับผู้ลี้ภัยที่เดินทางจากประเทศเมียนมาร์ ซึ่งมีทั้งโรงเรียน สถานพยาบาล และศูนย์ชุมชน

นายกรันดี ยังเข้าเยี่ยมในบริเวณพื้นที่ที่พักพิงที่ถูกขยายขึ้นเพื่อรองรับผู้ลี้ภัยที่มาถึงใหม่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ UNHCR และเจ้าหน้าที่ชาวบังคลาเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ UNHCR ได้มอบอุปกรณ์การทำครัว ที่นอน ตะเกียงพลังงานแสงอาทิตย์ และอุปกรณ์ยังชีพที่จำเป็นอื่นๆ แก่ครอบครัวผู้ลี้ภัยที่ถูกคัดเลือกโดยผู้นำชุมชนในเบื้องต้นกว่า 3,500 ครอบครัว  

ตามคำขอจากทางประเทศบังคลาเทศ UNHCR ได้มอบเต้นท์ที่พักให้อีกหลายร้อยครอบครัว รวมไปถึงผ้าพลาสติกเอนกประสงค์เพื่อใช้เป็นที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยเช่นซาร่า และด้วยการสนับสนุนจาก ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบริษัทขนส่งเช่น UPS เราได้ส่งมอบชุดยังชีพไปยังบังคลาเทศทางเครื่องบินทั้งหมด 4 ลำแล้ว

จากมรสุมและฝนกระหน่ำในบังคลาเทศ ทำให้ความช่วยเหลือไม่สามารถไปถึงได้รวดเร็วมากพอเพื่อช่วย ทาฮีรา บีกัม คุณแม่ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา วัย 22 ปี หนึ่งในสมาชิกของครอบครัวขนาดใหญ่ที่อาศัยอยู่ในเพิงพื้นสกปรกและไม่แข็งแรง ทางตอนใต้ของค่ายกูตูปาลอง เพื่อหนีจากน้ำท่วม พวกเขาสร้างเวิ้งให้เพิงนั้นด้วยมือบริเวณทางน้ำข้างเนินเขา ครั้งหนึ่งขณะที่เธอหลับ ลูกชายวัย 6 เดือนของเธอ โมฮัมหมัด โซเฮล ดิ้นตกลงไปข้างเนินเขาโชคดีที่เขาไม่ได้รับบาดเจ็บ นายกรันดี ถามบรรดาคุณแม่ผู้ลี้ภัยในค่ายพักพิงชั่วคราวว่าลูกๆของพวกเธอต้องการอะไรมากที่สุด “ทุกอย่าง” พวกเธอตอบ