Skip to main content

ภาษา

 

การรณรงค์ล่าสุด : ยูเอ็นเอชซีอาร์เปิดตัวแคมเปญเพื่อผู้ไร้รัฐกว่าล้านคน

ค้นหาตัวตน ชายชาวบิฮารีอายุ 75 ปีป่วยและนั่งอยู่คนเดียวในห้องของเขาในค่ายที่ประเทศบังคลาเทศ

 
ข่าว 25 สิงหาคม 2554 เจนีวา 25 ส.ค. (ยูเอ็นเอชซีอาร์) – ยูเอ็นเอชซีอาร์เปิดตัวโครงการรณรงค์ระดับนานาชาติในวันนี้เพื่อส่งเสริมการดำเนินการเพื่อยุติภาวะไร้รัฐซึ่งสร้างปัญหาแก่ผู้คนหลายล้านคนทั่วโลก "ผู้คนเหล่านี้ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเนื่องจากพวกเขาดำรงชีวิตอย่างฝันร้ายท่ามกลางการไม่มีสถานภาพทางกฎหมาย” นายอันโตนิโอ กุเตอเรส ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติกล่าว “นี่ทำให้พวกเขาถือเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ถูกแบ่งแยกมากที่สุดในโลก นอกจากความขมขื่นที่เกิดขึ้นกับพวกเขา ผลจากการเป็นคนชายขอบส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่นสร้างความเครียดในสังคมของพวกเขา และหลายครั้งเป็นที่มาของความขัดแย้ง” เขากล่าวระหว่างเปิดตัวโครงการซึ่งถือช่วงเวลาครบรอบ 50 ปีของอนุสัญญาว่าด้วยการลดสภาวะไร้รัฐปีพ.ศ. 2504 ยูเอ็นเอชซีอาร์ประเมินว่าทั่วโลกมีผู้ไร้รัฐประมาณ 12 ล้านคน แต่การสรุปจำนวนที่ชัดเจนยังเป็นปัญหา การรายงานที่ไม่ตรงกัน และการใช้คำนิยามที่แตกต่างของภาวะไร้รัฐทำให้ยังไม่สามารถประเมินระดับของปัญหาได้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความชัดเจน ยูเอ็นเอชซีอาร์จึงส่งเสริมการรับรู้ต่อนิยามทางกฎหมายนานาชาติ และพัฒนาวิธีการเก็บของมูลของหน่วยงานต่อประชากรที่ไร้รัฐ ยูเอ็นเอชซีอาร์พบว่าปัญหามีความรุนแรงในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียกลาง ยุโรปตะวันออก และตะวันออกกลาง ถึงแม้ว่าปัญหาไร้รัฐจะเกิดขึ้นในทุกมุมโลก และเป็นปัญหาที่ข้ามพรมแดนและกระทบผู้คนจากทุกที่ สภาวะไร้รัฐมีหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่มาจากสถานะทางกฎหมาย แต่ผลที่ตามมากลับรุนแรงต่อมนุษย์มาก บุคคลไร้รัฐไม่ได้เป็นประชาชนของประเทศหนึ่งประเทศใด พวกเขามักจะถูกปฎิเสธที่จะได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน และการเข้าถึงการทำงาน การมีบ้าน การศึกษา และการบริการด้านสุขภาพ พวกเขาไม่สามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สิน เปิดบัญชีธนาคาร แต่งงานอย่างถูกกฎหมาย หรือจดทะเบียนเกิดให้ลูกได้ หลายคนต้องถูกกักกันเป็นเวลายาวนาน เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าพวกเขาเป็นใคร และมาจากที่ใด การแบ่งแยกประเทศสร้างความเสี่ยงต่อผู้คนบางส่วนที่จะไม่ได้รับการยอมรับให้เป็นประชากรของประเทศ หากประเด็นนี้ไม่ได้รับการพิจารณาตั้งแต่ต้นก่อนที่จะดำเนินการแบ่งแยก โลกของเราได้ต้อนรับประเทศเกิดใหม่คือ ซูดานใต้ในเดือนก.ค. แต่เรายังไม่เห็นว่าประเทศใหม่มีกฎหมายราษฎร์ฉบับใหม่ที่ทั้งซูดานเหนือ และใต้จะบังคับใช้ “การยุบประเทศ การเกิดประเทศใหม่ การย้ายดินแดน และการแบ่งแยกชายแดน เป็นสาเหตุหลักของภาวะไร้รัฐในสองทศวรรษที่ผ่านมา หากไม่มีการร่างกฎหมายใหม่ ผู้คนมากมายจะถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลัง” มาร์ค แมนลี่ หัวหน้าแผนกไร้รัฐของยูเอ็นเอชซีอาร์ ในช่วงทศวรรษ 1990 การแบ่งแยกสาธารัฐโซเวียต ยูโกสลาเวีย และเชคโกสโลวาเกียทิ้งให้คนหลายแสนคนในยุโรปตะวันออก และเอเชียกลางไร้รัฐ ถึงแม้หลายคนจะได้รับการแก้ไขปัญหาแล้วแต่ก็ยังมีอีกหลายหมื่นคนที่ยังต้องอยู่ในสภาพไร้รัฐ หรือเสี่ยงต่อการตกอยู่ในสภาพไร้รัฐ ผลลัพท์อีกด้านของการเป็นคนไร้รัฐคือความต่อเนื่องของปัญหา ในหลายๆกรณีพ่อแม่ที่ไร้รัฐ ลูกของพวกเขาก็จะเป็นคนไร้รัฐตั้งแต่เกิด การไม่มีสัญชาติจะสร้างความยากลำบากอย่างยิ่งต่อเด็กที่จะเข้าถึงการศึกษาอย่างเป็นทางการหรือบริการขั้นพื้นฐานอื่นๆ การเหยียดผู้หญิงก็เป็นสาเหตุของปัญหา บทวิเคราะห์ของยูเอ็นเอชซีอาร์เปิดเผยว่าอย่างน้อย 30 ประเทศยังคงใช้กฎหมายที่เลือกปฎิบัติต่อผู้หญิง และในหลายประเทศผู้หญิงมีความเสี่ยงที่จะตกเป็นผู้ไร้รัฐหากแต่งงานกับชาวต่างชาติ หลายประเทศไม่อนุญาตให้แม่ส่งต่อสัญชาติของตนเองให้ลูก แต่แนวโน้มใหม่สำหรับหลายๆประเทศคือการดำเนินการทบทวนความไม่เสมอภาคทางเพศในกฎหมายราษฎร์ อียิปต์ อินโดนีเซีย บังคลาเทศ เคนย่า และตูนีเซีย ได้แก้ไขกฎหมายในปีที่ผ่านมาเพื่อให้ผู้หญิงมีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายในการรักษาสัญชาติ และส่งต่อให้ลูกได้ การเปลี่ยนแปลงการเหยียดสิทธิในกฎหมายราษฎร์เป็นเป้าหมายของยูเอ็นเอชซีอาร์ในปีนี้ สาเหตุซ่อนเร้นของสภาวะไร้รัฐส่วนใหญ่คือการเหยีดกลุ่มชาติพันธ์ และเชื้อชาตินำมาซึ่งการถูกแบ่งแยก โดยความมุ่งมั่นทางการเมืองมักไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาได้ กลุ่มที่มักจะถูกแบ่งแยกหลังประเทศได้รับเอกราช หรือก่อตั้งใหม่อาทิ ชาวโรฮิงยาที่เป็นมุสลิมจากพม่า ชาวเขาในประเทศไทย และชาวบิดูนในประเทศแถบอ่าวเปอร์เชีย ในยุโรป ชาวโรมายังคงเป็นคนไร้รัฐในหลายประเทศ นอกจากนี้ โครเอเชีย ฟิลิปปินส์ เทอร์กเมนิสถาน และปานามา ได้ตัดสินใจเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาที่จะลงนามในหนึ่งหรือสองอนุสัญญาเรื่องการไร้รัฐ แต่หลายประเทศก็ยังไม่ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้เนื่องจากความอ่อนไหวทางการเมือง ประเทศที่ร่วมลงนามในอนุสัญญาปีพ.ศ. 2504 และอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับสภาวะไร้รัฐของบุคคลปีพ.ศ. 2497 ยังมีไม่มาก ปัจจุบันมีเพียง 66 ประเทศที่ร่วมลงนามใน อนุสัญญาปีพ.ศ. 2497 ซึ่งได้ให้คำนิยามของบุคคลไร้รัฐ และมาตรฐานขั้นต่ำในการปฎิบัติต่อบุคคลไร้รัฐ มีเพียง 38 ประเทศลงนามในอนุสัญญาปีพ.ศ. 2504 ซึ่งมอบแนวทาง และกรอบทางกฎหมายในการให้ความช่วยเหลือประเทศเพื่อป้องกันปัญหาภาวะไร้รัฐ “หลังจาก 50 ปี อนุสัญญาทั้งสามก็ยังได้รับการลงนามโดยไม่กี่ประเทศ” นายอันโตนิโอ กุเตอเรส ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติกล่าว “เป็นเรื่องน่าเสียดายต่อผู้คนหลายล้านคนที่ต้องดำรงชีวิตอย่างไม่มีสัญชาติ ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เราต้องเปลี่ยนให้ได้ รัฐบาลต้องดำเนินการที่จะลดจำนวนบุคคลไร้รัฐให้ได้”