Skip to main content

ภาษา

 

นรกบนดิน

“พวกเขาโจมตีหมู่บ้านเราด้วยค้อนและปืน และฆ่าพวกผู้ชายทิ้ง” อามูชากล่าว ©UNHCR/A. McConnell

 

แองเจลีนา โจลีผู้แทนพิเศษ UNHCR ได้เข้าเยี่ยมเยียนผู้ลี้ภัยของที่ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศอิรักเมื่อไม่นานมานี้และได้พบกับผู้รอดชีวิตจากการลักพาตัว และการกักกัน
ทุกวันผู้หญิงและเด็กสาวในประเทศอิรักและซีเรียหลายร้อยคนถูกลักพาตัว และทรมานจากการเป็นเหยื่อของความรุนแรง และถูกล่วงละเมิด พวกเขาถูกทรมานร่างกาย ถูกใช้ไฟฟ้าดูด และถูกขายเพื่อเป็นแรงงานทาส บางคนที่โชคดีหน่อยจะถูกปล่อยตัวหรือหนีออกมาได้ โดยส่วนใหญ่พวกเขาก็ไม่เหลือบ้านหรือครอบครัวให้เจออีกแล้ว ผู้รอดชีวิตร่วมแบ่งปันเรื่องราวที่ยังคอยหลอกหลอนพวกเธอให้เราฟัง

อามูชา คือหนึ่งในชาวญาซีดิสกว่า 196 คนที่ถูกปล่อยตัวเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ 2558 ตอนนี้เธอเฝ้ารอคอยข่าวคราวของลูกสาววัย 35 ปีของเธออย่างไม่ลดละ เธอคาดว่าลูกสาวของเธอน่าจะอยู่ในเมืองรักกา ประเทศซีเรียที่บางครั้งผู้หญิงจะถูกขายเป็นแรงงานที่นั่น เธอเล่าถึงเหตุการณ์วันนั้นว่า “กลุ่มติดอาวุธนำรสบัสมาหลายคัน ขนเด็กผู้หญิงหน้าตาดีขึ้นเต็มคันรถ พวกเขาจับลูกสาวของฉันไปและทิ้งพวกเรา 12 คนที่เหลือไว้”.อามูชากล่าวทั้งน้ำตา ด้วยความเศร้าโศกที่เกินจะรับไหว “ลูกสาวฉันเหมือนดวงดาวอันเจิดจรัส” 

เมื่อความขัดแย้งได้ก่อตัวรุนแรงขึ้น องค์กรให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่างๆได้พยายามอย่างหนักในการตอบสนองความต้องการการช่วยเหลือของผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงและการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน รัฐบาลของประเทศอิรัก UNHCR และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำงานร่วมกันในการเข้าให้ความช่วยเหลือช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมาก

“ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้คุณเตรียมพร้อมสำหรับรับฟังเรื่องราวที่น่าสะเทือนใจของผู้รอดชีวิตเหล่านี้จากสิ่งที่เค้าได้เผชิญทั้งการถูกลักพาตัวการทารุณกรรมและถูกแสวงหาผลประโยชน์และได้เห็นว่าพวกเค้าไม่สามารถได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนได้อย่างที่พวกเค้าต้องการและควรจะได้รับได้”  “ในวิกฤตที่รุนแรงแบบนี้ความต้องการที่จะได้รับการช่วยเหลือนั้นมีมากเกินกว่าที่เราจะช่วยได้จากทรัพยากรและความช่วยเหลือที่มีอยู่เราต้องการการช่วยเหลือจากนานาชาติอีกมาก” ผู้แทนพิเศษฯกล่าว

จากเหตุการณ์ความรุนแรงในเมือง ซินจาร์ และเมืองทางตอนเหนือของประเทศอิรักโดยกลุ่มติดอาวุธเมื่อต้นเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ชาวญาซีดิสจำนวนกว่า 15,000 คนต้องลี้ภัยมาที่ประเทศซีเรียเพื่อหลบหนีความรุนแรงที่ค่ายผู้ลี้ภัย Newroz ประเทศซีเรีย  UNHCR ทำงานร่วมกับ องค์กรการอาหารโลก และยูนิเซฟ ในการสนับสนุนด้านที่พักพิงชั่วคราว อาหารพร้อมทาน บิสกิตให้พลังงาน เสื้อผ้าสำหรับเด็ก และสบู่สำหรับช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวญาซีดิส

นาซีมาสะดุ้งเมื่อนึกถึงความรุนแรงและโหดร้ายที่เกิดขึ้นกลับครอบครัวของเธอเมื่อเธอนึกถึงเหตุการณ์ที่ ลูกสาวคนโตของเธอถูกลักพาตัวต่อหน้าต่อตาเธอ “ลูกสาวคนโตฉันกรีดร้อง และตะโกนใส่กลุ่มติดอาวุธว่า “ฉันจะไม่มีวันไปกับพวกแก””
นาซีมาวัย 45 ปีถูกกักขังอยู่หลายเดือนเหมือนกับครอบครัวชาวญาซีดิสอื่นๆ ตอนนี้เธออาศัยอยู่ในตึกร้างใกล้เมืองโดฮูก   หลังจากที่เธอถูกปล่อยตัวออกมา ความโหดร้ายก็ยังไม่เลิกตามเธอและครอบครัว ลูกสาวคนโตเธอถูกจับตัวเพื่อนำไปขายให้กับชายในประเทศซีเรีย ส่วนสามีและลูกวัย 9 ขวบของเธอก็หายตัวไป ตอนนี้เธอเหลือแต่ลูกชาย 2 คน นาซีมาแม่ของลูก 7 คนได้แต่เฝ้าสวดมนต์อ้อนวอนให้ครอบครัวของเธอกลับมาเจอกันพร้อมหน้าอีกครั้ง “คุณจะรู้สึกอย่างไร ถ้ามีคนมาเอาคนในครอบครัวของคุณไปต่อหน้าต่อตา มันรู้สึกเหมือนนกที่บินลับหายจากสายตาไปในทันที” นาซีมา กล่าว

นาซีมาและลูกชายของเธอถูกปล่อยตัวหลังการจับกุมเป็นเวลาหลายเดือน แต่สามีและลูกชายคนอื่นๆของเธอได้หายตัวไปและยังไม่พบ ภาพ: UNHCR/Andrew McConnell
นาซีมาและลูกชายของเธอถูกปล่อยตัวหลังการจับกุมเป็นเวลาหลายเดือน แต่สามีและลูกชายคนอื่นๆของเธอได้หายตัวไปและยังไม่พบ ภาพ: UNHCR/Andrew McConnell

ซาบรีน ยังคงถูกหลอกหลอนกับความทรงจำในวันที่พ่อของเธอถูกลักพาตัวไป “พวกเขาเอาผู้ชายทั้งหมดขึ้นรถบรรทุก เราได้ยินแต่เสียงยิงปืน แล้วเด็กๆก็วิ่งร้องไห้เข้ามาและบอกว่าพวกผู้ชายตายหมดแล้ว” เธอจำได้ว่าเธอร้องขอให้พวกเขาเอาเราทั้งหมดไปด้วย “ฉันและแม่ร้องไห้อย่างหนัก” เธอกล่าวเสริม แม้ว่าปัจจุบันเธอจะอยู่อย่างปลอดภัยในเขตปกครองตนเองโดฮูกแล้ว แต่เรื่องราวอันโหดร้ายนั้นก็ยังไม่เลือนหายไปจากความทรงจำ
ซาบรีน แม่ของเธอ และดิลเวียนน้องสาววัย 4 ขวบถูกจำคุกในเมืองโมซูลและถูกขายเป็นแรงงานทาสในประเทศซีเรีย ซาบรีนถูกทรมานอย่างหนักที่นั่น เธอถูกทรมานร่างกายด้วยกระแสไฟฟ้าทุกวันๆละ 1 ชั่วโมง ในขณะที่น้องสาวของเธอถูกบังคับให้ดูการทรมานนั้นด้วย
ในขณะที่ความเจ็บปวดจากการสูญเสียพ่อก็ไม่เคยจางหายไปจากใจ “ทุกๆคืนหนูนอนไม่หลับ หนูคิดถึงพ่อตลอดเวลา และอยากให้พ่อได้รู้ว่าหนูคิดถึงพ่อเสมอ”  ดิลเวียน กล่าว

ซาบรีนและดิลเวียนน้องสาววัย 4 ขวบ ถูกปล่อยตัวหลังจากจากการกักขังเป็นเวลาหลายเดือน “หนูร้องไห้ และขอให้เขาหยุด แต่เขาก็ไม่ฟัง” ดิลเวียน กล่าว © UNHCR/Tiger Nest Films
ซาบรีนและดิลเวียนน้องสาววัย 4 ขวบ ถูกปล่อยตัวหลังจากจากการกักขังเป็นเวลาหลายเดือน “หนูร้องไห้ และขอให้เขาหยุด แต่เขาก็ไม่ฟัง” ดิลเวียน กล่าว © UNHCR/Tiger Nest Films