Skip to main content

ภาษา

 

ฝันที่เป็นจริงของเด็กผู้ลี้ภัยชาวซีเรียที่ต้องทิ้งของสำคัญที่สุดเมื่อลี้ภัย

เมย์มีความสุขมากเมื่อเจ้าหน้าที่ยูเอ็นเอชซีอาร์ยื่นตุ๊กตาใหม่ให้เธอจากประเทศไทย ซึ่งเป็นของขวัญจากเด็กหญิงชาวอังกฤษ

 

 

ค่ายผู้ลี้ภัยโดมิซ, อิรัก, 12 มิถุนายน (ยูเอ็นเอชซีอาร์)  เมย์ สาวน้อยผู้ลี้ภัยชาวซีเรียทำหน้าสงสัยเมื่อเธอเห็นเจ้าหน้าที่ยูเอ็นเอชซีอาร์มาที่เต็นท์ของเธอ และยื่นกล่องกระดาษให้ ด้านในนั้นมีตุ๊กตาและการ์ด และเมื่อเธอรู้ว่ามันเป็นของเธอ ใบหน้าของเด็กหญิงวัย 9 ขวบเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข เพราะสิ่งสำคัญที่สุดที่เธอไม่สามารถนำมาได้เมื่อลี้ภัยออกจากบ้านในดามัสกัสคือตุ๊กตาชื่อแนนซี่ และตอนนี้คนที่อยู่อีกฟากหนึ่งของโลกได้ส่งตัวใหม่ให้เธอ การได้รับครั้งนี้ทำให้เธอมีความหวังในชีวิตอีกครั้ง

 
เรื่องราวที่น่าประทับใจที่พาเด็ก 2 คนจากคนละฝั่งของโลกได้มารู้จักกันเกิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่าน ด.ญ.มีมี่ ฟาวเลอร์ ชาวอังกฤษวัย 5 ขวบที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยกับครอบครัวของเธอบังเอิญได้เห็นภาพและเรื่องราวของเมย์ เด็กผู้ลี้ภัยที่ไบรอัน โซโคล ช่างภาพชาวอเมริกันที่ทำงานให้กับหน่วยงานผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอชซีอาร์ได้ถ่าย และเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ และเว็บไซด์ของยูเอ็นเอชซีอาร์ 
 
"หนูไม่ได้คาดหวังที่จะได้รับตุ๊กตาจากมีมี่มาก่อน แต่หนูมีความสุขมากที่จะได้รู้ว่ามีเพื่อนใหม่ที่ห่วงใยหนู" เมย์กล่าวกับเจ้าหน้าที่ยูเอ็นเอชซีอาร์ในค่ายโดมิซขณะที่เธอกอดของเล่นของเธอ และอ่านจดหมายที่ได้รับจากประเทศไทย "ตุ๊กตานี้ทำให้หนูนึกถึงตุ๊กตาเก่าของหนูคือแนนซี่ ที่ถูกทิ้งไว้ที่ประเทศซีเรีย หนูจะเรียกตุ๊กตาใหม่ของหนูว่ามีมี่เพื่อเป็นเกียรติของเพื่อนใหม่ของหนู"
 
คุณนิรูฟา คุณแม่ของมิมี่กล่าวกับเจ้าหน้าที่ยูเอ็นเอชซีอาร์ที่กรุงเทพฯ ถึงเรื่องราวที่ทำให้พวกเขาส่งของขวัญให้คนแปลกหน้าในดินแดนที่ห่างไกล เธอเล่าว่าวันหนึ่งในช่วงมีนาคม เธอได้ดูข่าวทีวีเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศซีเรีย และได้เห็นภาพของเด็กในซีเรีย "มีมี่สนใจฟังเสมอเกี่ยวกับชีวิตของเด็กคนอื่นๆ ... และเริ่มถามคำถามเกี่ยวกับพวกเขาเป็นใครและทำไมพวกเขาถึงดูเศร้ามาก" คุณนิรูฟา กล่าว
 
เด็กน้อยยังต้องการที่จะรู้มากขึ้น แม่ของเธอจึงหาหาข้อมูลเพิ่มเติมทางอินเตอร์เน็ต และได้พบกับเซ็ตภาพถ่ายของโซโคล ภายใต้แคมเปญ "สิ่งที่สำคัญที่สุด" ซึ่งเป็นภาพถ่ายเกี่ยวกับสิ่งที่สำคัญที่สุดของผู้ลี้ภัยชาวซีเรียที่เขานำติดตัวมาด้วยขณะลี้ภัย ภาพของเมย์คือหนึ่งในนั้น มันเป็นภาพของเด็กน้อยที่ดูเศร้าหมอง เธอบอกว่าเธอต้องทิ้งตุ๊กตาของเธอขณะวิ่งหนีออกจากซีเรียเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
 
"มีมี่ถามคำถามเกี่ยวกับเมย์ตลอดเวลาว่าเธอจะเสียใจที่เธอต้องทิ้งตุ๊กตาของเธอไว้เบื้องหลังรึเปล่า และจะมีโอกาสไหมที่เมย์จะมีโอกาสได้ตุ๊กตาอีก ซึ่งเห็นคำตอบเห็นได้ชัดว่า 'อาจจะไม่' คุณนิรูฟากล่าว และเสริมอีกว่า วันต่อมามีมี่ได้นำกระปุกออมสินของเธอมาให้ และถามว่าเราสามารถนำเงินนี้ไปซื้อตุ๊กตาใหม่ให้เมย์ได้ไหม"
 
มีมี่ยังยืนว่าเมย์ต้องได้รับตุ๊กตาตัวใหม่ไม่ใช่ตัวเก่าที่มีมี่เคยเล่น คุณนิรูฟากล่าว “มันเป็นเรื่องที่สะเทือนใจมากเมื่อคิดว่าเมย์จะคิดถึง ‘เพื่อนเก่า’ ของเธอแค่ไหน ดังนั้นถ้ามีมี่อยากจะทำสิ่งที่ดี ฉันรู้สึกว่าฉันต้องช่วยให้เธอทำให้มันเกิดขึ้นให้ได้" คุณนิรูฟาเข้าใจเมย์และครอบครัวของเธอดีเพราะแม่ของคุณนิรูฟาเองเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ทมิฬจากภูมิภาคจาฟนา ทางตอนเหนือของศรีลังกา และต้องลี้ภัยครั้งหลายครั้งจากบ้านของเธอจากสงครามกลางเมืองในประเทศหมู่เกาะในเอเชียใต้ในช่วงปี 2526-2552 
 
คุณนิรูฟากล่าวว่า การหาตุ๊กตาที่เหมาะสมนั้นค่อนข้างยาก "ฉันกลัวว่าถ้าเราส่งบางสิ่งที่ขัดต่อวัฒนธรรม เมย์อาจจะไม่ได้ตุ๊กตาแนนซี่ตัวใหม่ของเธอ ดังนั้นจึงต้องเป็นตุ๊กตาที่เหมือนเด็ก สำหรับตุ๊กตาบาร์นี้ หรือเจ้าหญิงดิสนีย์ นั้นตัดไปได้เลย ตุ๊กตาของเมย์ควรเป็นอะไรที่แข็งแรงและมีผ้าคลุม เราใช้เวลาหาพอสมควรและในที่สุดเราก็เจอตัวที่เหมาะสม"
 
ตุ๊กตาถูกส่งไปยังสำนักงานยูเอ็นเอชซีอาร์ในกรุงเทพฯ ที่ๆเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางยาวไกลไปที่ค่ายโดมิซ เพื่อส่งตุ๊กตาให้ถึงเมย์ หลังจากนั้นบาบาร์ บาลอช โฆษกของยูเอ็นเอชซีอาร์ได้ถือตุ๊กตาไปที่สำนักงานที่เมืองเจนีวาสร้างความประหลาดใจให้เพื่อนร่วมงานที่พบเห็น แล้วเจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งนำตุ๊กตาไปยังเมืองอัมมาน ประเทศจอร์แดน และสุดท้ายตุ๊กตาได้ถูกส่งไปที่เคอร์ดิสถาน ประเทศอิรัก ที่ๆค่ายโดมิซตั้งอยู่
 
นี่คือภาพเมย์ในค่ายผู้ลี้ภัยโดมิซ ประเทศอิรัก ที่ทำให้มีมี่ ฟาวเลอร์เด็กหญิงชาวอังกฤษซื้อตุ๊กตาใหม่ให้เธอ
นี่คือภาพเมย์ในค่ายผู้ลี้ภัยโดมิซ ประเทศอิรัก ที่ทำให้มีมี่ ฟาวเลอร์เด็กหญิงชาวอังกฤษซื้อตุ๊กตาใหม่ให้เธอ © UNHCR/B.Sokol
หากจะเปรียบเทียบแล้ว การเดินทางของเมย์เพื่อจะไปที่ค่ายโดมิซอาจจะไม่ไกล แต่กลับอันตรายกว่ามาก และมีบาดแผลที่ยากจะลืมเลือน เธอเกิดและเติบโตขึ้นมาในเมืองดามัสกัส เมืองหลวงของซีเรีย สงครามมาถึงบ้านของเธอเมื่อปีที่แล้ว แถบอพาร์ทเมนท์ของเธอถูกระเบิดโจมตีหลายชุด 
 
เมย์ พ่อแม่ และน้องๆที่เป็นญาติ 3 คนของเธอวิ่งหลบเพื่อความปลอดภัย ก่อนที่อาคารทรุดฝังข้าวของ รวมทั้งตุ๊กตาแนนซี่ที่มีค่ายิ่งของเธอ สิ่งที่เธอนำมาได้คือกำไล ที่เธอบอกกับโซโคล ช่างภาพว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ครอบครัวของเธออยู่ในมัสยิดเป็นเวลาเกือบ 3 สัปดาห์ก่อนที่จะตัดสินใจที่จะออกจากซีเรีย
 
พวกเธอใช้เวลากว่า 2 วันนั่งรถเพื่อจะไปถึงชายแดน ซึ่งเป็นระยะทางประมาณ 800 กิโลเมตร หลังจากนั้นพวกเธอเดินเท้านานกว่า 2 ชั่วโมงเพื่อที่จะข้ามเข้าไปในเขตเคอร์ดิสถานของอิรักที่ๆพวกเขาได้ลงทะเบียน และพาไปที่ค่ายผู้ลี้ภัย การที่พวกเธอเป็นชาวเคิร์ดช่วยได้ไม่น้อย "มันเป็นเรื่องยากมากที่จะเริ่มต้นชีวิตของคุณหลังจากที่คุณสูญเสียทุกอย่างแล้ว แต่ในที่สุดเราก็รู้สึกปลอดภัยและได้รับการต้อนรับจากประชาชนในเคอร์ดิสถาน" ฮยัด แม่ของเมย์ กล่าว
ในค่ายโดมิช ก่อนหน้านี้พวกเธอใช้เต็นท์ร่วมกับอีก 3 ครอบครัว แต่ตอนนี้พวกเธอมีเต้นท์ของตัวเอง พ่อของเมย์ ทำงานเป็นคนขับรถในซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองเออร์บิล ซึ่งห่างออกไปประมาณ 170 กิโลเมตร และเขาจะมาเยี่ยมครอบครัวเดือนละครั้ง และนำขนมมาให้ลูกๆที่เขารัก เงินเดือนที่เขาได้รับช่วยให้ครอบครัวอยู่รอด ในขณะเดียวกันเมย์ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนในค่าย และเรียนได้ดีมาก
 
วิชาที่เธอชื่นชอบเป็นภาษา เช่น ภาษาอาหรับ เคิร์ด และภาษาอังกฤษ เธอมีความฝันที่จะเป็นแพทย์ที่เชี่ยวชาญในการดูแลเด็ก แม้ว่าเธอจะมีเพื่อนหลายคนในค่ายที่เป็นเด็กกว่า 40,000 คน แต่เธอไม่เคยได้มีของเล่นใด ๆ จนกระทั่งวันนี้ที่เธอได้รับตุ๊กตา
 
นี่คือเหตุผลว่าทำไมของขวัญจากมีมี่คือสิ่งที่สวยงาม และเติมเต็มชีวิตของเมย์ เพราะการที่ได้รู้ว่ามีใครบางคนข้างนอกใส่ใจเธอ และครอบครัวนับว่าเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมสำหรับเด็กสาวสดใสคนนี้ "หนูไม่เคยได้พบกับมีมี่ แต่เธอเป็นคนใจดีมากและหนูชอบเธอ หนูหวังว่าวันหนึ่งเราจะได้พบกันและเล่นด้วยกัน" เมย์กล่าวเพิ่มว่าตุ๊กตาใหม่และจดหมายของมีมี่คือสิ่งที่เธอหวงแหนมากที่สุด
 
โดย Natalia Prokopchuk ในค่ายผู้ลี้ภัยโดมิซ ประเทศอิรัก และ วิเวียน แทนในกรุงเทพมหานคร