Skip to main content

ภาษา

 

สาธารณรัฐเกาหลีต้อนรับผู้ลี้ภัยกลุ่มแรกในโครงการนำร่อง

กลุ่มผู้ลี้ภัยชาวพม่าโบกมือทักทายเมื่อเดินทางมาถึงสนามบินอินชอน สาธารณรัฐเกาหลี © UNHCR/H.Cheon

 

 

กลุ่มผู้ลี้ภัยชาวพม่าโบกมือทักทายเมื่อเดินทางมาถึงสนามบินอินชอน สาธารณรัฐเกาหลี
กลุ่มผู้ลี้ภัยชาวพม่าโบกมือทักทายเมื่อเดินทางมาถึงสนามบินอินชอน สาธารณรัฐเกาหลี

เมืองอินชอน สาธารณรัฐเกาหลี 23 ธันวาคม (UNHCR) กลุ่มผู้ลี้ภัยเรียนรู้ภาษาเกาหลีจากการอ่านหนังสือ และรายการทีวีต่างๆ เพื่อช่วยในการปรับตัวเข้าให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ โดยผู้ลี้ภัยชาวพม่าทั้งหมด 22 คนกลุ่มแรกได้เดินทางถึงสาธารณรัฐเกาหลีเมื่อเช้าวานนี้ ท่ามกลางการต้อนรับที่อบอุ่น ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นของโครงการตั้งถิ่นฐานใหม่ 3 ปีซึ่งเป็นโครงการนำร่องที่น่ายินดี

โดยกลุ่มผู้ลี้ภัยทั้ง 22 คนนี้ประกอบไปด้วย 4 ครอบครัวซึ่งเป็นผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยง และได้ใช้ชีวิตอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละ และค่ายผู้ลี้ภัยอุ้มเปี้ยมมาแล้ว 19 ปี สำหรับหลายๆคนแล้ว การย้ายมาอยู่ที่สาธารณรัฐเกาหลีเปรียบเสมือนการต้องจากบ้าน ที่ซึ่งเป็นที่เดี่ยวที่พวกเขารู้จัก เพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ต่างบ้านต่างเมือง ผู้คนที่ไม่คุ้นตา รวมถึงภาษา และสภาพอากาศที่แตกต่าง

แต่เมื่อ คึ ทู ได้ทราบจาก UNHCRว่าครอบครัวของเขาได้รับการตอบรับให้เป็นไปตั้งถิ่นฐานใหม่ที่สาธารณรัฐเกาหลี คึ ทูก็ไม่แม้แต่จะลังเลที่จะรับโอกาสในครั้งนี้เลย

“ฉันรู้สึกขอบคุณ และมีความสุขมากๆ ที่ได้ย้ายมาอยู่ที่เกาหลี ลูกๆของฉันก็จะได้เรียนหนังสือในโรงเรียนที่ดี และเขาก็จะมีอนาคตที่ดียิ่งขึ้น” ผู้ลี้ภัยชาวพม่า วัย 44 ปีกล่าวหลังจากเดินทางมาถึงที่สนามบินอินชอนเมื่อวันพุธ (23 ธันวาคม)

โดยโครงการนี้ได้ทำการคัดเลือกผู้ลี้ภัยที่ได้สมัครโครงการตั้งถิ่นฐานใหม่ผ่านทาง UNHCRโดยผ่านการคัดกรองจากรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี โดยจะคัดเลือกผู้ลี้ภัยที่มีแนวโน้มที่ดี และพร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับสังคมของสาธารณรัฐเกาหลี

โดยกระทรวงยุติธรรมของสาธารณรัฐเกาหลีอธิบายว่า เมื่อการคัดเลือกผู้ลี้ภัยเสร็จสิ้น ผู้ลี้ภัยที่ได้ถูกคัดเลือกก็จะเรียนภาษาเกาหลีจากการดูรายการโทรทัศน์ และการอ่านหนังสือ และเด็กๆก็จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม และมารยาทสังคมต่างๆของเกาหลีด้วย

“วันนี้ถือเป็นก้าวที่สำคัญทั้งกับกลุ่มผู้ลี้ภัย และสาธารณรัฐเกาหลี” คิม ยอง จุน กรรมาธิการกรมตรวจคนเข้าเมืองสาธารณรัฐเกาหลีกล่าว “เกาหลีได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมรับผิดชอบในฐานะประเทศสมาชิกของประชาคมโลกเพื่อที่จะมอบโอกาสให้กับผู้ลี้ภัยได้เริ่มต้นใหม่ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเกาหลี”

คึ ทู ลี้ภัยมาที่ประเทศไทยเมื่อปีพ.ศ 2531 ท่ามกลางความขัดแย้งใกล้กับชายแดนพม่า ชีวิตของคึ ทู ยากลำบากขึ้นอีกหลังจากเขาได้เสียขาขวาจากอุบัติเหตุที่ค่ายแม่หละเมื่อปีพ.ศ 2549

เตง ซอ ที่เดินทางมาถึงเมื่อวันพุธในกลุ่มเดียวกันนี้บอกว่าเขาหวังที่จะได้เรียนรู้ทักษะการเป็นช่างไม้ที่เกาหลีใต้ เตง ซอ วัย 34 ปีเป็นพ่อลูก 4 ที่มีความพิการทางสายตา(ด้านขวา)ตั้งแต่อายุ 6 ปี และไม่สามารถมีรายได้เมื่ออาศัยอยู่ในประเทศไทย

“ชีวิตของผมที่พม่านั้นยากลำบากเพราะว่าสงคราม และพอย้ายมาอยู่ที่ประเทศไทยก็ยากจนมาก แต่ตอนนี้ที่เกาหลี พวกเราจะสามารถใช้ชีวิตเช่นคนปกติได้แล้ว”

สาธารณรัฐเกาหลีเป็นประเทศที่ 2 ของเอเชียรองจากญี่ปุ่นที่ตอบรับโครงการตั้งถิ่นฐานใหม่  และวางแผนว่าจะรับเพิ่มอีก 60 คนในอีก 2 ปีข้างหน้าจนกว่าโครงการนำร่องจะสิ้นสุดในปี พ.ศ 2560

นี่เป็นก้าวที่สำคัญสำหรับประเทศที่มีประวัติการรับรองและให้การตั้งถิ่นฐานแก่ผู้ลี้ภัยที่ไม่ยาวนานมาก ตั้งแต่ปีพ.ศ 2537 สาธารณรัฐเกาหลีได้เริ่มรับผู้ลี้ภัยที่เดินทางมาจากปากีสถาน อียิปต์ และจีนอย่างต่อเนื่องเพื่อยื่นขอลี้ภัยประมาณ 13,000 คน

“สำหรับครอบครัวที่ได้รับการตอบรับให้ตั้งถิ่นฐานใหม่นั้น วันนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของชีวิตผู้ลี้ภัยของพวกเขา หลังจากต้องผ่านประสบการณ์ที่โหดร้ายที่บ้านเกิด และต้องใช้ชีวิตในฐานะผู้ลี้ภัยเป็นระยะเวลานานในประเทศไทย” นายเดิร์ก เฮเบคเกอร์ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติประจำสาธารณรัฐเกาหลี กล่าว “และตอนนี้สำหรับหนทางข้างหน้าที่ยากลำบาก พวกเขาก็ต้องพยายามอย่างเต็มที่ในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ ซึ่งจะยากง่ายนั้นก็ขึ้นอยู่กับการต้อนรับของจากชุมชนในสาธารณรัฐเกาหลีเป็นส่วนใหญ่”

ครอบครัวผู้ลี้ภัยทั้ง 4 ครอบครัวจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ของพวกเขาที่ศูนย์ต้อนรับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสาธารณรัฐเกาหลีที่เมืองอินชอน โดยจะอยู่ที่นี่เป็นเวลา 6-12 เดือนเพื่อเข้าอบรมขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับภาษาเกาหลี วัฒนธรรม และทักษะอาชีพ โดยกระทรวงยุติธรรมกล่าวว่าหลังจากนี้พวกเขาน่าจะย้ายไปอยู่ใกล้ๆกับจังหวัดคยองกีที่ติดกับกรุงโซลเนื่องจากว่าที่กรุงโซลมีชุมชนชาวพม่าอยู่แล้วในพื้นที่

“UNHCRหวังว่าในอนาคตสาธารรัฐเกาหลีจะขยายความช่วยเหลือสำหรับโครงการตั้งถิ่นฐานใหม่สำหรับผู้ลี้ภัยจากภูมิภาคอื่นๆ รวมถึงจากสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นทั่วโลก” นายเดิร์ก กล่าว