Skip to main content

ภาษา

 

เหตุการณ์ความไม่สงบที่ยืดเยื้อในพม่าทำให้ชาวบ้านต้องติดอยู่ท่ามกลางอันตราย

แม่ชาวพม่าอุ้มลูกน้อยของเธอในค่ายสำหรับผู้พลัดถิ่นในประเทศตนเองที่รัฐคะฉิ่น ประเทศพม่า เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2556

 

มิตจีนา ประเทศพม่า 28 ตุลาคม (UNHCR) ทวอย แปนยังจำช่วงเวลาที่เครื่องบินรบบินเหนือหมู่บ้านของเธอทางตอนเหนือของพม่าได้อย่างชัดเจน วันนั้นเป็นช่วงสายของวันหนึ่งในเดือนมิถุนายน

ทวอย แปนวัย 20 กว่าๆเคยอาศัยที่เมืองซูมประบุมในรัฐคะฉิ่น เธอและเพื่อนบ้านทราบดีว่าสงครามกำลังจะเกิดขึ้น และหมู่บ้านของพวกเขาคือพื้นที่ล่าสุดที่เผชิญกับสงครามที่เกิดขึ้นอีกครั้ง

“ถ้ามีระเบิดแค่ครั้งเดียวเราจะไม่ตกใจขนาดนี้เลยเพราะบางครั้งมันก็เกิดขึ้น  แต่เมื่อใดที่เราได้ยินเสียงระเบิดต่อเนื่อง และเสียงยิงปืนติดต่อกันหลายนัด เราจะรู้ทันทีว่าสถานการณ์ไม่ปกติแน่ๆ” ทวอย แปน กล่าว

กองทัพรัฐคะฉิ่น และกองกำลังทหารพม่าหยุดพักรบชั่วคราวเป็นเวลา 17 ปี และเริ่มต่อสู้กันอีกครั้งอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีพ.ศ 2554 โดยพื้นที่ที่อยู่ในการต่อสู้ก็คือรัฐคะถิ่นที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ โดยจากเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดผู้พลัดถิ่นที่ได้ผลกระทบจากการต่อสู้จำนวนมากซึ่งโดยประมาณ 1,200 คนอยู่ในความห่วงใยของ UNHCR

เพื่อหนีจากสงคราม ทวอย แปน สามี และครอบครัวต้องหนีเข้าไปในป่าพร้อมกับเพื่อนบ้านในหมู่บ้านพวกเขากลับมาที่หมู่บ้านอีกครั้งหลังจากทราบว่าการต่อสู้ได้สิ้นสุดลงแล้วแต่สุดท้ายการต่อสู้ทั้งทางอากาศและพื้นดินก็เริ่มต้นอีกครั้งหลังจากนั้นเพียงแค่ 2 สัปดาห์

การต่อสู้เกิดขึ้นในฤดูฝนที่ประเทศพม่า ฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องทำให้การเดินทางของทวอย แปนยากลำบากมากขึ้นไปอีก “เราต้องตัดไม้มาทำพื้นไว้สำหรับนอน และใช้ผ้าใบเอนกประสงค์เพื่อทำเป็นหลังคากันฝน

หลังจากนั้นทวอย แปนก็สามารถออกจากพื้นที่และเดินทางมาหาความปลอดภัยที่ค่ายสำหรับผู้พลัดถิ่นในประเทศตนเองที่เมืองมิตจีนารัฐคะฉิ่นเกือบสี่เดือนหลังการต่อสู้ในเดือนมิถุนายนผู้คนจำนวนมากต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่สิ้นหวังและยากลำบากมากขึ้นกว่าเดิม เพราะไม่สามารถออกจากป่าที่ๆพวกเขาใช้หลบภัยสงครามตอนนี้พวกเขาต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในด้านที่พักพิง อาหาร และยารักษาโรค รายงานเบื้องต้นแจ้งว่าร้อยละ 40 ของประชากรที่ติดอยู่ในพื้นที่คือเด็กที่อายุน้อยกว่า 15 ปี

มา นอล* ชายหนุ่มคนหนึ่งได้บอกกับ UNHCR ว่าเขาต้องหนีเข้าป่าเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากทหาร และบอกว่าเขาคือคนเดียวในครอบครัวที่สามารถหนีออกมาได้โดยเส้นทางที่ยากลำบากนี้เนื่องจากการเดินทางครั้งนี้ต้องเดินทางเป็นระยะเวลานานในป่า รวมทั้งต้องนั่งเรือและรถบัส ทำให้ญาติของเขาและพ่อแม่จำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่เช่นเคย

“เราเป็นกังวลเกี่ยวกับผู้พลัดถิ่นที่ยังอยู่ที่เมืองซูมประบุมเป็นอย่างมากโดยเฉพาะกลุ่มคนที่เปราะบางและต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษเช่น ผู้หญิง เด็ก และผู้สูงอายุ รวมถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาล และผู้พิการ พวกเขาต้องการความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วน” โจเซปเป เดอ วินเซนทิสผู้แทน UNHCR ประจำสำนักงานในพม่า กล่าว

“จากการต่อสู้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเราเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนให้ความคุ้มครองแก่พลเมืองและให้เราได้มอบความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ผู้พลัดถิ่นเพื่อให้พวกเขาได้รับการช่วยชีวิต และการช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน” โจเซปเปกล่าว

ขณะนี้ UNHCR และหน่วยงานด้านมนุษยธรรมอื่นๆทั้งในท้องถิ่นและนานาชาติยังไม่ได้รับการอนุญาตอย่างเป็นทางการให้เข้าช่วยเหลือคนกลุ่มนี้

เรื่องโดย กษิตาโรจนกร ที่เมืองมิตจีนา ประเทศพม่า

*นามแฝงเพื่อเหตุผลด้านความคุ้มครอง