Skip to main content

ภาษา

 

4 ปีที่พลัดพราก UNHCR ช่วยคืนครอบครัวให้ผู้ลี้ภัยได้อยู่ด้วยกันอีกครั้งจากค่ายผู้ลี้ภัยบ้านต้นยางถึงรัฐมินนิโซต้า

มาลียาร์ เรสมาปอว์ และแอลพลาร์ ได้มาพบหน้ากันอีกครั้งหลังจากพลัดพรากเป็นเวลากว่า 4 ปี

 

กาญจนบุรี ประเทศไทย ธันวาคม 2557 (UNHCR) - กว่า 4 ปีที่ครอบครัวมาลียาร์และแอลพลาร์ต้องพลัดพราก พวกเขาเคยเป็นผู้ลี้ภัยในค่ายผู้ลี้ภัยบ้านต้นยางประเทศไทยได้กลับมาอยู่กันอีกครั้งที่รัฐมินนิโซต้า ประเทศสหรัฐอเมริกาภายใต้โครงการตั้งถิ่นฐานใหม่และโครงการคืนครอบครัวของUNHCR

เพราะครอบครัวคือสถาบันพื้นฐานที่สำคัญที่สุด และครอบครัวผู้ลี้ภัยสามารถได้รับความคุ้มครองระหว่างประเทศ UNHCR ให้ความคุ้มครองสิทธิของผู้ลี้ภัยในการที่จะได้อยู่กับครอบครัวอีกครั้ง  โดยครอบครัวของมาลี ยา และ แอลพลาร์ คือหนึ่งในหลายพันครอบครัวที่ UNHCR  ได้ช่วยให้พวกเขาได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน

แอลพลาร์ และมาลีลี้ภัยมาไม่พร้อมกัน พวกเขาพบและแต่งงานกันในค่ายผู้ลี้ภัยบ้านต้นยาง ในตอนนั้นแอลพลาร์ได้รับสถานะผู้ลี้ภัย แล้วแต่มาลีลี้ภัยจากความรุนแรงในบ้านเกิดมาถึงค่ายทีหลัง และไม่ได้รับสถานะผู้ลี้ภัย  ซึ่งทำให้เธอไม่สามารถสมัครไปตั้งถิ่นฐานใหม่ร่วมกับสามีได้ พวกเขามีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคนชื่อเรสมาปอว์ซึ่งต้องอยู่กับมาลีเมื่อแอลพาไปตั้งถื่นฐานใหม่ในปีพ.ศ  2553

 “แอลพลาร์ไม่ได้อยากจะทิ้งฉันและลูกไว้ที่นี่เพียงลำพังแต่ฉันเป็นคนสนับสนุนให้เขาไปเองเพราะคิดว่าจะเป็นโอกาสที่เขาจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ของเขาและเพื่อครอบครัวของเราและหวังว่าซักวันนึงเราจะได้เจอกันอีก” มาลีเล่าให้ฟังถึงวันที่แอลพลาร์สามีของเธอยื่นเรื่องสมัครโครงการตั้งถิ่นฐานใหม่

โครงการตั้งถิ่นฐานใหม่เป็นหนทางหลักสำหรับผู้ลี้ภัยในประเทศไทยที่จะแก้ปัญหาแบบถาวรเนื่องจากสามารถมอบโอกาสให้ผู้ลี้ภัยได้มีโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่สำหรับตนเองและครอบครัวในสภาพแวดล้อมใหม่ที่ไม่ถูกจำกัดในขอบเขตของค่ายผู้ลี้ภัยโดยหลายครอบครัวเช่นเดียวกับในกรณีของแอลพลาร์และมาลีที่มีทั้งสมาชิกครอบครัวที่ได้รับและไม่ได้รับการลงทะเบียนเป็นผู้ลี้ภัยจึงเป็นเรื่องยากอย่างมากในการตัดสินใจที่จะเลือกการตั้งถิ่นฐานใหม่ซึ่งต้องแยกกันอยู่กับครอบครัวของตนหรือเลือกที่จะอยู่ต่อที่ค่ายร่วมกัน แต่ชีวิตในค่ายก็ดูจะมีข้อจำกัดและห่างไกลจากความฝันเสียเหลือเกิน

 “มันเป็นวันที่แย่มากฉันร่ำลาเอลพลาร์ที่บ้านเพราะกลัวว่าจะเก็บน้ำตาไว้ไม่อยู่ถ้าต้องไปส่งและเห็นเขาขึ้นรถจากไปและจะทำให้สามีและลูกสาวของฉันต้องเสียใจและเป็นห่วง” มาลีเล่าถึงช่วงเวลาอันแสนเศร้าของครอบครัวในวันที่เอลพาผู้เป็นสามีต้องเดินทางไปตั้งถื่นฐานใหม่

4 ปีที่พวกเขาต้องแยกจากกันแม้ว่าจะอยู่ห่างไกลกันคนละซีกโลกแต่เขาทั้งสามก็ไม่เคยย่อท้อในการติดต่อกันเลยมาลีและลูกสาวปีนขึ้นไปบนภูเขาวันละสามครั้งและนั่งตรงพุ่มไม้อันเป็นจุดที่สัญญาณดีที่สุดเพื่อรอโทรศัพท์จากแอลพาซึ่งจะติดต่อกลับมาทุกวันก่อนไปทำงานช่วงพักกลางวันและหลังเลิกงาน

ในที่สุดเมื่อปี2555 รัฐบาลไทย และ UNHCR ทำงานร่วมกันในการจดทะเบียนผู้ลี้ภัยสำหรับกรณีการรวมครอบครัวUNHCR จึงได้เร่งดำเนินการตรวจสอบรายชื่อผู้ลี้ภัยที่พลัดพรากจากครอบครัวในค่ายและส่งให้แก่กระทรวงมหาดไทยเพื่อดำเนินการสัมภาษณ์ท้ายที่สุดมาลีและลูกได้จดทะเบียนรับรองการเป็นผู้ลี้ภัยอย่างถูกต้องและเมื่อวันที่9 ตุลาคม2557 ที่ผ่านมาก็เป็นวันที่มาลีลูกสาวและสามีของเธอรอคอยมาตลอด4 ปีพวกเขาได้อยู่ด้วยกันในที่สุด

“ในวันที่เราได้เจอกันอีกครั้งสามีอุ้มลูกสาวตัวน้อยขึ้นกอดไว้ในอ้อมแขนและหลังจากนั้นทั้งสองต่างจ้องหน้าและอมยิ้มให้กันไปตลอดทางที่เดินออกจากสนามบิน

ปัจจุบันแอลพลาร์ทำงานในโรงงานมาลีได้เข้าร่วมโครงการเพื่อช่วยในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่และการใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกาส่วนเรสมาปอว์เข้าเรียนโรงเรียนอนุบาลได้สองอาทิตย์แล้วเธอเริ่มจะมีเพื่อนและเป็นที่รักของคุณครู

ผู้ลี้ภัยชาวพม่าที่อยู่ใน9ค่ายมีประมาณ110,000 คนโดยรวมกว่า40,000คนที่ไม่ได้รับการลงทะเบียนUNHCR ได้ทำงานเพื่อให้ความคุ้มครองเพิ่มทางเลือกและการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนสำหรับผู้ลี้ภัยนอกจากครอบครัวของมาลีแล้วจนถึงวันนี้UNHCR  ได้ช่วยกว่า1,500ครอบครัวได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าอีกครั้ง