Skip to main content

ภาษา

 

เหยื่อระเบิดเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลบนเกาะซิซิลี

หนูน้อยดีน่านอนหลับอย่างเจ็บปวดจากแผลไฟไหม้ที่โรงพยาบาลในเมืองปาแลร์โม ©UNHCR

 

เมืองปาแลร์โม เกาะซิซิลี 20 เมษายน (UNHCR) ไม้กางเขนแขวนอยู่เหนือเตียงของดีน่าเด็กน้อยวัยหนึ่งขวบที่นอนอยู่ เธอถูกพันด้วยผ้าพันแผลบนเตียงที่โรงพยาบาลกลางปาแลร์โม แม้ว่าจะหลับอยู่แต่ร่างกายของเธอก็ยังบิดไปบิดมาด้วยความเจ็บปวด และรอยแผลไฟไหม้บนใบหน้าของเธอก็เริ่มที่จะหลุดลอกออกแล้ว ราเฮลผู้เป็นแม่กล่าวว่าดีน่ายังคงฝันร้ายถึงเหตุการณ์ระเบิดที่ทำร้ายเธอบนเรือก่อนที่จะออกเดินทางจากประเทศลิเบีย

ราเฮลและดีน่าเป็นหนึ่งในผู้เดินทาง 71 คนที่รอดชีวิตจากการเดินทางข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสุดอันตรายเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาโดยเรือบดเล็ก และได้รับการช่วยชีวิตที่เกาะลัมเปดูซาในประเทศอิตาลีในช่วงเช้าของวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา ผู้คนจำนวนมากได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงจากเหตุถังแก๊ซระเบิดที่ประเทศลิเบีย โดยผู้บาดเจ็บ 23 คนได้ถูกนำตัวส่งแผนกช่วยเหลือผู้ป่วยจากไฟไหม้ที่โรงพยาบาลในเกาะซิซิลีเพื่อรับการรักษาทันที

เหตุการณ์ในครั้งนี้ถูกบดบังความสนใจจากเหตุการณ์เรือล่มที่ออกเดินทางจากประเทศมอลตาซึ่งมีผู้เสียชีวิตจำนวนหลายร้อยคน แต่อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็ได้ตอกย้ำถึงความต้องการการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาจำนวนผู้เสียชีวิตที่พุ่งสูงขึ้นจากการเดินทางอันเสี่ยงชีวิตสู่ทวีปยุโรปโดยเส้นทางเมดิเตอร์เรเนียน

ผู้บาดเจ็บทั้งหมด 23 คนได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลในวันที่ 20 เมษายน เตียงและผ้าพันแผลเต็มไปด้วยเลือด ราเฮลผู้เป็นแม่ไม่มีแม้แต่รองเท้าตั้งแต่ได้รับการช่วยเหลือเมื่อ 3 วันก่อน โดยดีน่ามีอุปกรณ์การหยดยาเข้าเส้นเลือดข้างๆตัวและสวมเพียงชุดคนไข้ตัวเล็กๆของโรงพยาบาลเท่านั้น

ราเฮลต้องเสียเงินถึง 5,000 เหรียญสหรัฐ (160,000 บาท) เพื่อให้ลูกของเธอเข้ารับการรักษาในครั้งนี้ หลังจากอพยพมาจากประเทศเอริเทรียสู่ประเทศซูดานใต้ จนในที่สุดเมื่อถึงประเทศลิเบียและ 1 คืนหลังเกิดเหตุระเบิด เธอถูกยัดลงเรือโดยสารร่วมกับผู้คนอีก 70 คนบนเรือที่โดยสัญญาว่าจะถูกย้ายไปที่เรือลำที่ใหญ่กว่า แต่สิ่งที่สัญญาไว้ก็ไม่เคยได้เกิดขึ้นและสุดท้ายก็ต้องถูกทอดทิ้งอยู่กลางทะเล

แต่อย่างน้อยก็หวังว่าเมื่อดีน่าโตขึ้นเธอจะลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น แต่สำหรับผู้บาดเจ็บอีกหลายคน แผลเป็นจากความเจ็บปวดที่ได้จากเหตุการณ์ในครั้งนี้จะยังคงติดตัวพวกเขาไปตลอดชีวิต

ย้ายลงไปชั้นล่างที่อีกแผนกหนึ่งของโรงพยาบาล ยังมีเด็กหญิงชาวเอริเทรียวัย 3 ขวบนอนสั่นด้วยความเจ็บปวดอยู่บนเตียง เธอได้รับบาดเจ็บอย่างหนักจากแผลไฟไหม้จนคุณหมอได้ตัดสินใจโกนผมของเธออก ซึ่งทำให้ผู้บาดเจ็บคนอื่นๆเริ่มกลัวว่าพวกเขาจะต้องถูกทำอย่างเดียวกันหรือไม่ เพราะในความเชื่อและวัฒนธรรมของชาวเอริเทรียนั้น การโกนหัวเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความตายในครอบครัว

ถัดออกไปอีกห้องหนึ่งยังมีหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างหนักจากสิ่งที่เธอได้เจอ เสียงร้องไห้ของเธอได้ยินไปถึงสุดทางเดิน แม้ว่าเธอจะโล่งใจที่สามีของเธอเดินทางถึงเกาะลัมเปดูซาโดยปลอดภัยแล้ว แต่ทุกๆวันนี้ เธอก็ยังอดห่วงน้องชายของเธอที่กำลังรอออกเดินทางจากประเทศลิเบียไม่ได้
ผู้ป่วยที่แผนกนี้ไม่มีแม้แต่ญาติหรือคนรักมาเยี่ยมไข้ ซึ่งแตกต่างกับผู้ป่วยส่วนใหญ่ของโรงพยาบาล พวกเขาได้แต่เจ็บปวดและทรมานเพียงลำพัง

เรือโดยสารที่พวกเขาใช้เดินทางเป็นหนึ่งในเรือลำอื่นๆที่ขนผู้โดยสารหลายพันคนส่งเกาะลัมเปดูซาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ สถานการณ์ในเมดิเตอร์เรเนียนนั้นเลวร้ายลงทุกๆวัน โดยจำนวนของผู้ลี้ภัยและผู้อพยพที่เดินทางสู่ทวีปยุโรปได้พุ่งสูงถึง 13,300 คนเฉพาะในปีนี้ และมีผู้เสียชีวิตจำหนวนหลายร้อยคน
UNHCR เรียกร้องต่อรัฐบาลทั่วทวีปยุโรปเพื่อให้ความสำคัญในการเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการออกค้นหาและกู้ชีวิตอย่างเร่งด่วน

“หลายคนอยู่ในห้อง ICU และได้รับความเจ็บปวดอย่างมาก อีกทั้งครอบครัวทางบ้านก็มีความกังวลอย่างยิ่งเนื่องจากไม่ได้รับการติดต่อจากพวกเขาเลย ดีน่าอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดแต่ก็เร็วเกินไปที่จะบอกได้ว่าอาการของเธอจะเป็นอย่างไร และแม่ของเธอก็กังวลมากเพราะน้องฝันร้ายและมักจะตื่นกลางดึก” บาร์บารา โมลินาริโอ หนึ่งในโฆษก UNHCR กล่าว

คืนนี้คืออีกคืนที่ดีน่าบิดตัวไปมาด้วยความเจ็บปวดและนอนฝันร้าย ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเช่นเดียวกับกับคนอื่นๆที่นี่ เธอต้องการความช่วยเหลืออย่างมากแต่แม่ของเธอก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากสวดมนต์อ้อนวอนให้ลูกของเธอหายดีและผ่านพ้นประสบการณ์อันเลวร้ายได้ในที่สุด

เรื่องโดย เคท บอนด์ ณ เมืองปาแลร์โม ประเทศอิตาลี