Skip to main content

ภาษา

UNHCR เปิดเทศกาลภาพยนตร์ ผู้ลี้ภัย ครั้งที่ 7

 

UNHCR เปิดเทศกาลภาพยนตร์ ผู้ลี้ภัย ครั้งที่ 7

 

UNHCR เปิดเทศกาลภาพยนตร์ ผู้ลี้ภัย ครั้งที่ 7…เข้าชมฟรี

 

รอบฉายภาพยนตร์

 

 

 

 

Human FlowAi Weiwei (140 mins)

เมื่อประชากรกว่า 65 ล้านคนทั่วโลกถูกบังคับให้ทิ้งบ้านเกิดมาไม่ว่าจะเป็นเพราะภัยสงคราม สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง Human Flow คือ สารคดีเรื่องเยี่ยมฝีมือของ อ้าย เว่ย เว่ย ศิลปินชาวจีนที่มีชื่อเสียงระดับโลก ว่าด้วยการอพยพของมนุษย์ สารคดีเรื่องนี้ตีแผ่ประเด็นผู้ลี้ภัยและปมภายในจิตใจของมนุษย์ ถ่ายทำใน 23 ประเทศทั่วโลกที่ประสบปัญหาไม่ว่าจะเป็น อัฟกานิสถาน, บังคลาเทศ, ฝรั่งเศส, กรีซ, เยอรมัน, อิรัก, อิสราเอล, อิตาลี, เคนย่า, เม็กซิโก และตุรกี Human Flow ติดตามกลุ่มคนโชคร้ายที่ต้องการเพียงความมั่นคงและความปลอดภัย ตั้งแต่ค่ายผู้อพยพบนชายฝั่งติดกับมหาสมุทรไปจนถึงเส้นแบ่งเขตแดนที่รายล้อมไปด้วยลวดหนาม จากความสิ้นไร้หนทางและความผิดหวังไปสู่ความกล้าหาญ ความอดทน และการปรับตัว จากชีวิตที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังสู่อนาคตที่คาดเดาอะไรไม่ได้  Human Flow คือสารคดีที่มาถูกยุค มันคือช่วงเวลาที่ต้องอาศัยความอดทด ความเห็นอกเห็นใจ และความไว้ใจมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์

 

The Zookeeper’s WifeNiki Caro (126 mins)

The Zookeeper’s wife ถ่ายทอดชีวิตจริงของผู้หญิงคนหนึ่งที่ปกติทำหน้าที่เป็นภรรยาและแม่ แต่ต้องกลายมาเป็นวีรสตรีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  ช่วงปี 1939 ในโปแลนด์ แอนโตนินา ซาร์บินสกา (รับบทโดยนักแสดงหญิงที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ 2 สมัย เจสซิก้า แชสเทน) และสามีของเธอ ดร.แจน ซาร์บินสกา (โยฮาน เฮลเดนเบิร์ก จากเรื่อง The Broken Circle Breakdown) เจ้าของสวนสัตว์วอร์ซอที่กำลังไปได้สวยใต้ความดูแลของทั้งสอง แต่เมื่อบ้านเกิดถูกนาซีรุกราน แจน และ แอนติโนนินา ถูกสั่งให้มอบสวนสัตว์แก่ ลุตซ์ เฮ็ค (แดเนียล บรูห์ล จาก Captain America : Civil War) นักดูแลสัตว์ของทัพนาซีดูแล เพื่อทำการโต้กลับ แอนโตนินาส และ แจน ร่วมมือกับแนวร่วมต่อต้าน แอนโตนินา เอาชีวิตตัวเองและครอบครัวไปเสี่ยง เพื่อช่วยชีวิตเพื่อนร่วมชาติอีกเป็นพัน

เกร็ดภาพยนตร์
– หนังสือ The Zookeeper’s Wife ผลงานของ ไดแอน แอ็คเคอร์แมน อิงมาจากสมุดบันทึกของ แอนโตนินา ซาร์บินสกา และ แยน ซาร์บินสกา สองสามีภรรยาที่เป็นผู้บริหารสวนสัตว์วอร์ซอ เธอบอกเล่าประสบการณ์จริงช่วยที่กองทัพเยอรมันนาซีบุกรุกโปแลนด์

– ทีมงานใช้สัตว์จริงเพื่อให้ฉากสวนสัตว์มีชีวิตชีวา หนึ่งในนั้นคือลูกสิงโตแบเบาะที่ เจสซิก้า แชสเทน ต้องร่วมฉากด้วย

 

After Spring: Ellen Martinez and Steph Ching (102 Mins)

After Spring ภาพยนตร์ที่พูดถึงวิกฤตการณ์ผู้ลี้ภัยชาวซีเรียที่กำลังดำเนินอยู่ หลังจากที่สงครามซีเรียได้เริ่มขึ้นเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ซึ่งทำให้ผู้คนหลายล้านคนต้องถูกบังคับให้ออกจากบ้านของตนเอง After Spring นำเสนอชีวิตจริงของครอบครัวผู้ลี้ภัยชาวซีเรียสองครอบครัวที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต รวมถึงเรื่องราวของเหล่าเจ้าหน้าที่ด้านมนุษยธรรมที่ต้องต่อสู้และดิ้นรนเพื่อต่อลมหายใจให้แก่ค่ายผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะค่ายผู้ลี้ภัยซาทารี ซึ่งเป็นค่ายผู้ลี้ภัยชาวซีเรียที่ใหญ่ที่สุด After Spring ยังพาเราไปพบกับความหวังที่เลือนลางของเหล่าผู้ลี้ภัยเนื่องด้วยท่าทีของสงครามและความขัดแย้งที่ยังไม่สิ้นสุด ซึ่งทำให้ทุกคนต้องตัดสินใจว่าชีวิตควรจะดำเนินต่อไปอย่างไรในสถานการณ์และสถานที่ ที่ไม่สามารถเรียกว่าบ้านได้อย่างถาวร

 

 

 

Return to Homs: Talal Derk (87 mins)

หนังสารคดีทรงพลังเลือดเดือดที่ใช้เวลากว่า 3 ปี ติดตามชีวิตของสองเด็กหนุ่มนับจากวันที่เริ่มฝันถึงเสรีภาพจนถึงวันที่พวกเขาถูกสถานการณ์ความรุนแรงรอบตัวในบ้านเกิดบีบบังคับให้ต้องลุกขึ้นจับปืนสู้ หนึ่งคือบาสเส็ตต์ นักฟุตบอลทีมชาติวัย 19 ปีตำแหน่งผู้รักษาประตู ซึ่งพลิกผันก้าวสู่สถานะผู้นำการประท้วงต่อสู้ในเมืองฮอมส์ อีกหนึ่งคือ  ออสซามา เพื่อนวัย 24 ปีของเขาผู้พยายามเปลี่ยนโลกด้วยสถานะนักข่าวพลเมือง แต่กลับลงเอยด้วยการถูกกองทัพจับตัวไปคุมขัง …นี่คือครั้งแรกที่โลกภาพยนตร์บันทึกสภาพขัดแย้งอันโหดร้ายในประเทศซีเรียและเรื่องราวของคนหนุ่มสาวท่ามกลางสงครามที่นั่นไว้ได้อย่างใกล้ชิด ชนิดที่แม้แต่สำนักข่าวชั้นนำก็ยังไม่เคยทำได้

 

Refugee: The Eritrean Exodus: Chris Cotter (64 mins)

          Refugee: The Eritrean Exodus เป็นภาพยนตร์ที่ตามติดชีวิตของ Chris Cotter นักเดินทางชาวอเมริกัน ที่เดินทางตามรอยเส้นทางลี้ภัยของผู้ลี้ภัยชาวเอริเทรีย ผ่านเอธิโอเปีย ไปจนถึงอิสราเอล โดย Chris และทีมงานได้หยุดพัก ณ ค่ายผู้ลี้ภัยหลายแห่งระหว่างทาง รวมถึงค่ายผู้ลี้ภัยที่ยังไม่เคยมีใครถ่ายทำในพื้นที่เขต Afar ประเทศเอธิโอเปีย Refugee: The Eritrean Exodus บอกเล่าเรื่องราวอันหลากหลายของผู้ลี้ภัย ที่ต้องเผชิญกับการกดขี่ การทรมาน และการรอดชีวิตจากเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆมากมาย Chris Cotter ยังพาเราไปค้นหาทางออกของปัญหาผู้ลี้ภัยชาวเอริเทรีย ผ่านความเห็นจากคนทำงานด้าน NGOs และผู้เชี่ยวชาญมากมาย รวมถึงผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา Anne Richard อีกด้วย ซึ่งถึงแม้ว่าภาพรวมของสถานการณ์นั้นจะน่าสิ้นหวัง หากแต่จิตวิญญาณอันเข้มแข็งของผู้ลี้ภัยชาวเอริเทรียนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่สามารถมองข้ามไปได้

 

Cast From the Storm: David Mason (80 mins)

          Cast from the Storm สารคดีที่บอกเล่าเรื่องราวของ Asfar Maryam และ Wiam อดีตเด็กผู้ลี้ภัย ที่ต้องพบเจอกับความท้าทายของการปรับตัวเข้าหาสภาพแวดล้อมใหม่ๆอย่างเช่นโรงเรียนมัธยม พวกเขาถูกบังคับให้ต้องลี้ภัยออกจากประเทศบ้านเกิดโดยทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลังเพื่อมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ ณ ประเทศออสเตรเลีย ที่ซึ่งพวกเขาต้องปรับตัว ไม่เฉพาะกับโรงเรียน หากแต่ต้องปรับตัวให้เข้ากับประเทศที่ต้อนรับพวกเขาอีกด้วย Asfar Maryam และ Wiam ได้เข้าร่วมกับ Treehouse Theatre กลุ่มกิจกรรมหลังเลิกเรียน ซึ่งให้โอกาสพวกเขาได้แบ่งปันประสบการณ์การลี้ภัยอันน่าตื่นตะลึง Cast from the Storm คือสารคดี Coming of Age ที่บอกเล่าความรู้สึกจริงของกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ต้องถูกบังคับให้ลี้ภัย สิ่งที่ต้องเผชิญภายหลัง และความสำคัญของการเริ่มต้นชีวิตใหม่

 

 

 

สำรองที่นั่งตอนนี้ที่ https://goo.gl/Euvr4P 

ติดตามและดูรายละเอียดเพิ่มเติม FB: Refugee Film Festival 2017

 

แคมเปญ Nobody Left Outside เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างนอก ปีที่2 ทีมงานข่าว 3 มิติ ลงพื้นที่ประเทศตุรกี ร่วมกับ UNHCR

 

แคมเปญ Nobody Left Outside เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างนอก ปีที่2 ทีมงานข่าว 3 มิติ ลงพื้นที่ประเทศตุรกี ร่วมกับ UNHCR

 

ทีมงานข่าว 3 มิติ ลงพื้นที่ประเทศตุรกี ร่วมกับ UNHCR ติตตามการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวซีเรีย ในโครงการ Nobody Left Outside เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างนอก

 

 

 

 

สถานการณ์ผู้ลี้ภัยที่มีจำนวนมากสูงเป็นประวัติการณ์ ทั้งจากสงครามซีเรีย และล่าสุดจากวิฤตผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา  ทำให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR ยังต้องระดมทุนเพื่อจัดหาที่พักพิงปลอดภัยให้ผู้ลี้ภัยที่ต้องการเร่งด่วนกว่า 2 ล้านคน จำนวนกว่า 700 ล้านบาท ในโครงการ Nobody Left Outside  เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างนอก  ซึ่งเป็นแคมเปญระดับโลกที่เริ่มต้นเมื่อปีที่แล้วได้เงินบริจาคทั่วโลก กว่า 595 ล้านบาท ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยได้กว่า 8 แสนคน เฉพาะในประเทศไทยมีผู้บริจาคกว่า 10 ล้านบาท แต่ยังไม่เพียงพอ UNHCR จึงรณรงค์โครงการ Nobody Left Outside เป็นปีที่ 2 โดยข่าว 3 มิติร่วมลงพื้นประเทศตุรกีที่มีผู้ลี้ภัยมากที่สุดในโลก

 

ตอนที่ 1: Nobody Left Outside ระดมทุนจัดหาที่พักพิงปลอดภัยให้ผู้ลี้ภัยปีที่ 2 [รายงานข่าววันที่ 20 พฤศจิกายน 2560]

 

 

ตอนที่ 2: ชีวิตผู้ลี้ภัยซีเรียในประเทศตุรกี [รายงานข่าววันที่ 21 พฤศจิกายน 2560]

 

 

ตอนที่ 3: การจัดการผู้ลี้ภัยชาวซีเรียกว่า 3 ล้านคนในตุรกี [รายงานข่าววันที่ 22 พฤศจิกายน 2560]

 

 

ตอนที่ 4: ที่พักพิงที่ปลอดภัยของผู้ลี้ภัยซีเรียในประเทศตุรกี [รายงานข่าววันที่ 23 พฤศจิกายน 2560]

 

 

ตอนที่ 5: การช่วยเหลือผู้ลี้ภัยของรัฐบาลตุรกี [รายงานข่าววันที่ 25 พฤศจิกายน 2560]

 

 

ตอนที่ 6: วิกฤตผู้ลี้ภัยปี 2017 [รายงานข่าววันที่ 25 พฤศจิกายน 2560]

 

 

 

ร่วมติดตามข่าวการลงพื้นที่ สถานการณ์และการทำงานของ UNHCR ทางรายการข่าว 3 มิติ
 
คนไทยสามารถร่วมโครงการ Nobody Left Outside  เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างนอก ด้วยการบริจาคเพื่อมอบที่พักพิงเร่งด่วน
1. ผ่าน SMS พิมพ์ 30 ส่งมาที่ 4642789 (เพื่อบริจาคครั้งละ 30 บาท)
2. ทางเว็บไซต์ https://www.unhcr.or.th/donate/nobody-left-outside
 
 
#NobodyLeftOutside
#UnhcrThailand
#UnhcrTurkey
#SyrianRefugees

เจ้าหน้าที่ UNHCR คนไทย ร่วมลงพื้นที่แนวหน้าช่วยชีวิตผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในประเทศบังคลาเทศ

 

เจ้าหน้าที่ UNHCR คนไทย ร่วมลงพื้นที่แนวหน้าช่วยชีวิตผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในประเทศบังคลาเทศ

 

ในวิฤตการณ์ผู้ลี้ภัยที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกนี้ เจ้าหน้าที่ UNHCR ทำงานในพื้นที่ตลอดเวลาเพื่อช่วยชีวิตและให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัยทันทีที่พวกเขาเดินทางมาถึง 

 

เจ้าหน้าที่ UNHCR คนไทย คุณจตุพร ชีวศรีรุ่งเรือง  ในพื้นที่ค่ายผู้ลี้ภัยประจำเมืองเมืองค็อกบาร์ซาร์ ประเทศบังคลาเทศ ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวโรฮ

 

 

คุณนันทวัน อัศวมานะกุล เจ้าหน้าที่ฝ่ายความคุ้มครอง  UNHCR เข้าเยี่ยมผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาที่เดินทางมาถึงใหม่บริเวณจุดข้ามแดนซาบรัง ประเทศบังคลาเทศ ผู้ลี้ภัยจำนวนมากข้ามชายแดนมาโดยแพไม้ไผ่ที่ทำขึ้นเองจากภูมิปัญญาท้องถิ่น

 

คุณนันทวัน อัศวมานะกุล เจ้าหน้าที่ให้ความคุ้มครอง UNHCR เข้าเยี่ยมผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาที่เดินทางมาถึงใหม่บริเวณจุดข้ามแดนซาบรัง ประเทศบังคลาเทศ ผู้ลี้ภัยจำนวนมากข้ามชายแดนมาโดยแพไม้ไผ่ที่ทำขึ้นเองจากภูมิปัญญาท้องถิ่น
คุณนันทวัน อัศวมานะกุล เจ้าหน้าที่ให้ความคุ้มครอง UNHCR เข้าเยี่ยมผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาที่เดินทางมาถึงใหม่บริเวณจุดข้ามแดนซาบรัง ประเทศบังคลาเทศ ผู้ลี้ภัยจำนวนมากข้ามชายแดนมาโดยแพไม้ไผ่ที่ทำขึ้นเองจากภูมิปัญญาท้องถิ่น

 

เจ้าหน้าที่ภาคสนามและอาสาสมัครของ UNHCR ทำงานในพื้นที่เพื่อช่วยชีวิตผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาและให้ความคุ้มครองพวกเขาทันทีที่เดินทางมาถึง

  • คุณจตุพร ชีวศรีรุ่งเรือง เจ้าหน้าที่ภาคสนาม UNHCR ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ลี้ภัยที่เดินทางมาถึงค่ายส่วนต่อขยายกูตูปาลอง ©UNHCR/Jatuporn Cheewasrirungruang

  • คุณนันทวัน อัศวมานะกุล เจ้าหน้าที่ฝ่ายความคุ้มครอง UNHCR เข้าเยี่ยมผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาที่เดินทางมาถึงใหม่ ©UNHCR/Zarikul Haque

  • มาเรีย เจ้าหน้าที่ UNHCR ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาทันทีที่พวกเขาเดินทางมาถึงจุดข้ามแดนใกล้หมู่บ้านในอันจูมานพารา เมืองค็อกบาซาร์ ประเทศบังคลาเทศ ©UNHCR/Roger Arnold

  • เจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร UNHCR ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาทันทีที่พวกเขาเดินทางมาถึงจุดข้ามแดนใกล้หมู่บ้านในอันจูมานพารา เมืองค็อกบาซาร์ ประเทศบังคลาเทศ ©UNHCR/Roger Arnold

  • เจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร UNHCR ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาทันทีที่พวกเขาเดินทางมาถึงจุดข้ามแดนใกล้หมู่บ้านในอันจูมานพารา เมืองค็อกบาซาร์ ประเทศบังคลาเทศ ©UNHCR/Roger Arnold

  • ซาร่า เจ้าหน้าที่ UNHCR ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาทันทีที่พวกเขาเดินทางมาถึงจุดข้ามแดนใกล้หมู่บ้านในอันจูมานพารา เมืองค็อกบาซาร์ ประเทศบังคลาเทศ ©UNHCR/Roger Arnold

 

ร่วมกับ UNHCR มอบความคุ้มครอง ช่วยชีวิตผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในวิกฤตการณ์ที่รุนแรงนี้

บริจาคด่วน

ผลของนับจำนวนครอบครัวผู้ลี้ภัยในบังคลาเทศรอบแรก UNHCR พบว่าผู้ลี้ภัยทุกๆ 3 ครอบครัว เป็นกลุ่มเปราะบาง

 

ผลของนับจำนวนครอบครัวผู้ลี้ภัยในบังคลาเทศรอบแรก UNHCR พบว่าผู้ลี้ภัยทุกๆ 3 ครอบครัว เป็นกลุ่มเปราะบาง

 

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR ดำเนินการนับจำนวนครัวเรือนผู้ลี้ภัยระยะแรกซึ่งเป็นจำนวนผู้ลี้ภัยกว่าครึ่งล้านที่เดินทางมาจากประเทศเมียนมาร์และถูกสำรวจเรียบร้อยแล้ว

คุณแม่ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาและลูกของเธอในค่ายผู้ลี้ภัยประเทศบังคลาเทศ © UNHCR/Roger Arnold

ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาสร้างบ้านใหม่ของเขาบริเวณค่ายใหม่ในประเทศบังคลาเทศ

 

ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาสร้างบ้านใหม่ของเขาบริเวณค่ายใหม่ในประเทศบังคลาเทศ

ผู้ลี้ภัยกว่า 1,700 คนได้เดินมาถึงค่ายและได้ถูกเคลื่อนย้ายไปยังบริเวณค่ายส่วนต่อขยายในกูตูปาลอง © UNHCR/Roger Arnold

 

ณ ค่ายส่วนต่อขยายกูตูปาลอง ประเทศบังคลาเทศ: นาจู มิยาและครอบครัวของเขาลี้ภัยจากเหตุความรุนแรงมา เป็นเวลากว่าสองเดือน พวกเขาไม่มีที่พักพิง ต้องนอนในป่า บนทรายที่ชายหาด หรือบางที่ต้องนอนในมัสยิดหรือโรงเรียน

 

 

นาย ลูอิส โอแบง ผู้ประสานงานอาวุโสในเหตุการณ์ฉุกเฉินที่เมืองค๊อกซ์บาซาร์ของ UNHCRกล่าวว่า “การเคลื่อนย้ายผู้ลี้ภัยจะทำให้โรงเรียนหลายแห่งสำหรับผู้ลี้ภัยกลับมาเปิดสอนได้อีกครั้ง” “พื้นที่ยังคงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับการจัดหาศูนย์พักพิงให้เพียงพอต่อจำนวนผู้ลี้ภัยที่เดินทางเข้ามาใหม่”

อ่านการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาเพิ่มเติม: การเยียวยาจิตใจถือเป็นความสำคัญอันดับต้นๆในวิกฤตการณ์ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา

UNHCR ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆของบังคลาเทศในการวางแผนโครงการสำหรับพื้นที่ค่ายใหม่ โดยแบ่งพื้นที่ต่างๆสำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง เช่น ศูนย์ชุมชน ศูนย์อนามัย โรงเรียน และพื้นที่สำหรับเด็ก UNHCR ร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรในการส้รางห้องสุขา รวมถึงบ่อน้ำสำหรับสุขอนามัยขั้นพื้นฐานที่ดีในพื้นที่ 

UNHCR ได้บริจาคเงินกว่า 60 ล้านบาทในการตัดถนนเพื่อการเข้าถึงที่ง่ายขึ้นสำหรับผู้ลี้ภัยในการเดินทางมายังค่ายและการส่งมอบความช่วยเหลือที่เร็วขึ้น

 

 

อาสาสมัครหลายคนกำลังช่วยเหลือกลุ่มผู้ลี้ภัยที่มีความเปราะบางมากที่สุดในการขนย้ายข้าวของของพวกเราไปยังค่ายแห่งใหม่ในเขตบริเวณ ‘โอโอ’ กลุ่มปฏิบัติการต่อต้านความหิวโหย (AAH) ได้จัดหาอาหารให้ผู้ลี้ภัยในขณะที่โกโนชัสตายา เคนดร้า องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ได้จัดหาการตรวจสุขภาพเบื้องต้น

UNHCR ได้ทำการแจกจ่ายอุปกรณ์ยังชีพที่รวมถึงแผ่นพลาสติกเอนกประสงค์ เสาไม้ไผ่ โดยในเวลาเดียวกัน องค์การช่วยเหลือเด็ก (Save the Children) ได้เกณฑ์อาสาสมัครมาช่วยสร้างที่พักอาศัยให้พวกเขา นาจู มียา ได้ทำการเคลียร์พื้นที่บริเวณที่เต็มไปด้วยพุ่มไม้และกิ่งไม้ สำหรับงานที่เกินกว่ากำลังของเขา เช่นการขึ้นโครงสร้างของบ้านหลับภัย ก็ได้ลูกๆ สามคน รวมถึงหลานสาวสองคนมาช่วยในสิ่งที่พวกเขาทำได้ พวกเขารู้สึกซาบซึ่งใจอย่างมากต่อคนที่มาช่วย

“ตอนนี้ฉันมีความสุข ฉันรู้สึกเหมือนนกที่มีอิสระ”

 

ในขณะที่การก่อสร้างกำลังดำเนินไปนั้น พวกเขาได้สร้างเตาชั่วคราวและ หุงข้าวพร้อมปลาแห้ง แม้กระทั่งเด็กทารกยังยิ้มออกมาได้ เมื่อพวกเขาสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ดีขึ้น

ในช่วงเวลาพักใต้ผ้าใบกันน้ำ ยาสมินเผยให้เห็นรอยยิ้มของเธอและกล่าวว่า  “ตอนนี้ฉันมีความสุข ที่นี่อากาศดี และพวกเราก็มีบริเวณของตัวเอง ฉันรู้สึกเหมือนนกที่มีอิสระ !” ถึงแม้ว่าความรุนแรงและการเดินทางอันยากลำบากที่เธอต้องเผชิญก่อนหน้านี้ รวมไปถึงเวลาที่เธอคิดถึงบ้านและเพื่อนที่มองดอ เธอร้องไห้ทุกครั้งที่คิดถึงพวกเขา

ฮูไมรา หญิงสาววัย 21 ปี ญาติของยัสมินถูกถามว่า พวกเขามีความคิดที่ จะกลับประเทศบ้างไหม เธอตอบว่า “ถ้าสถานการณ์ดีขึ้น และเราได้มีเสรีภาพ สัญชาติ และได้มีสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกับประชาชน พวกเราก็อยากจะกลับ”

ผู้ลี้ภัยจำนวนราวๆ 605,000 คนได้เดินทางมาถึงบังคลาเทศในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา

 

การสนับสนุนของคุณจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการช่วยเหลือวิกฤติผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในประเทศบังคลาเทศ บริจาคช่วยชีวิต

การเยียวยาจิตใจถือเป็นความสำคัญอันดับต้นๆในวิกฤตการณ์ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา

 

การเยียวยาจิตใจถือเป็นความสำคัญอันดับต้นๆในวิกฤตการณ์ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา

ราชิดา เบกุม หญิงสาววัย 23 ปีสูญเสียลูกของเธอจากเหตุการณ์เรือล่มในขณะที่ลี้ภัย ตอนนี้เธอได้เข้ารับการบำบัดที่ค่ายผู้ลี้ภัยกูตูปาลองในประเทศบังคลาเทศ © UNHCR/Roger Arnold

 

นูรุส ซาลัมถูกแรงเหวี่ยงลงทะเล ในมือกอดไว้เพียงลูกชายคนเดียวของเขา ตอนที่เรือประมงที่เต็มไปด้วยผู้ลี้ภัยล่มจากลมมรสุม 


เขากอดลูกชายเขาแน่นเท่าที่เขาจะกอดได้ แต่ด้วยคลื่นที่ถาโถมทำให้อ้อมกอดของเขาหลุด หนูน้อยอับดุลวัยสองขวบถูกคลื่นกลืนหายไปในพริบตา

“ผมได้ยินแต่เสียงลูกร้องเรียก ‘พ่อ’ ‘พ่อ’ ทุกครั้งที่ผมหลับตา” เขาเล่าอย่างแผ่วเบา

เขาเล่าให้มาห์มูดาฟังด้วยเสียงอันอ่อนโยนว่า “ตอนนี้ผมเป็นคนเลี้ยงดูน้องๆ นอกจากผมคงไม่มีใครอีกแล้ว” “ผมสัมผัสได้ถึงภาระต่างๆ แม้ในตอนที่ผมกำลังจะนอน”


มาห์มูดา เป็นนักจิตวิทยาและผู้ให้คำปรึกษาที่ทำงานมานานกว่า 5 ปีได้ศึกษาเกี่ยวกับจิตบำบัดและการเยียวยาเฉพาะทางสำหรับอาการเครียดหลังจากเหตุการณ์สะเทือนใจ หรือที่เรียกว่า PTSD


ตอนนี้เธอเป็นนักจิตวิทยาคนเดียวของ UNHCR ที่ทำงานในค่ายผู้ลี้ภัยกูตูปาลอง และนายาพารา ทั้ง2 แห่งที่ดำเนินการโดยรัฐบาล  ที่ซึ่งเต็มไปด้วยที่พักพิงชั่วคราวที่สร้างจากไม้ไผ่และแผ่นพลาสติกสำหรับครับครัวผู้ลี้ภัยหลายแสนคน


นอกจากนี้ที่ค่ายยังมีนักจิตวิทยาอีก 5 คนที่ทำงานร่วมกับองค์กรพันธมิตร แต่ยังไม่มีจิตแพทย์เลยสักคน


หลังจากเหตุการณ์เรือล่ม 5 วัน มาห์มูดาได้จัดการพูดคุยแบบกลุ่มกับผู้รอดชีวิต 27 คน และให้การบำบัดแบบรายบุคคลกับผู้รอดชีวิต 14 คน ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก ที่เอาชีวิตรอดมาได้จนถึงชายฝั่ง


นอกจากนี้ เป็นที่น่าโศกเศร้าใจอย่างยิ่ง ที่ความรุนแรงในบ้านเกิดพวกเขายังคงดำเนินอยู่และส่งผลให้เกิดผู้พลัดถิ่นสุงกว่า 500,000 คน ต้องตกอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้าย ความทุกข์ทรมานนี้เป็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวของวิกฤตการณ์ทั้งหมด


มาห์มูดากล่าวว่า “ผู้ลี้ภัยทุกคนได้ผ่านประสบการณ์อันโหดร้าย” “พวกเขาต้องเดินเท้าอย่างน้อย 3-4วัน หรืออาจมาโดยเรือ...พวกเขาเห็นการฆ่าการยิง การทรมาน การข่มขืน พวกเขาต้องทนเห็นสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด” 

“พวกเขาเห็น การฆ่า การยิง การทรมาน การข่มขืน”

มาห์มูดาเริ่มการพูดคุยแบบกลุ่มครั้งที่2 กับผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์เรือร่ม โดยเริ่มจากการพูดเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ด้วยน้ำเสียงอันนุ่มนวล สงบนิ่ง และหนักแน่นที่ว่า “ตอนนี้พวกคุณยังมีชีวิตอยู่” “พวกคุณปลอดภัย และพวกคุณไม่ได้โดดเดี่ยว พวกเราอยู่กับคุณทุกคน” ผู้ลี้ภัยทุกคนฟังอย่างตั้งใจ

 

รายงานด้านสุขภาพจิตหลายฉบับชี้ว่า สภาพจิตใจของผู้ลี้ภัยเข้มแข็งอย่างน่าประหลาดใจ โดยส่วนใหญ่ยังคงมีระดับความเครียดที่สูง และยังเศร้าสลดกับความสูญเสียและการพลัดถิ่นของพวกเขา กลุ่มที่เล็กลงมาคือน้อยกว่า 1 ใน 5 ของของจำนวนผู้ลี้ภัยมีปัญหาด้านสุขภาพจิตในระดับต้นถึงกลาง โดยระดับนี้รวมไปถึงภาวะ PTSD ระดับกลางด้วย กลุ่มที่3 มีจำนวนน้อยกว่า 2 กลุ่มแรกมีอาการป่วยทางจิตขึ้นรุนแรง เช่นอาการไบโพลาร์ และความผิดปกติทางจิต


มาห์มูดามีทรัพยากรที่ขาดแคลนอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลา เพราะจิตแพทย์ที่อยู่ใกล้ค่ายมากที่สุดอยู่ที่เมืองธากา และเธอทำได้เพียงแค่การวินิจฉัยเบื้องต้นและส่งต่อให้กับแพทย์ที่มีความรู้ด้านสุขภาพจิตท่านอื่นภายในค่าย นอกจากนี้เธอมีตัวเลือกที่จำกัดในการส่งต่อเคสผู้ป่วยให้กับเครือข่ายด้านสุขภาพและการดูแลทางสังคมอื่น ๆ ในค่าย

 

เป็นที่น่าประหลาดใจอย่างมากที่ผู้ที่ตกอยู่ในสถานการณ์อันทุกข์ทรมาณแสนสาหัสนี้ยังสามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้ เพียงได้รับเพียงความช่วยเหลืออย่างจำกัดที่มาห์มูดามี นี่เป็นสัญญาณเล็กๆน้อยๆที่บ่งบอกได้ว่าบางคนอาจสามารถหาทางผ่านพ้นปัญหานี้ไปได้

 

มาห์มูดาสร้างความมั่นใจให้แก่กลุ่มผู้ลี้ภัยว่าตอนนี้พวกเขาได้รับการช่วยเหลือและปลอดภัยแล้ว พวกเขาจะต้องเข็มแข็งเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤติการณ์นี้ไปให้ได้

 

 

ราชิดาเริ่มที่จะยอมรับการสูญเสียทารกของเธอได้แล้วซึ่งเป็นที่น่าประหลาดใจไม่น้อย เธอบอกมาห์มูดาว่า “บางที นี่อาจเป็นโชคชะตาของเธอกับลูก”

 

“ถ้าเรายังอยู่ที่บ้าน ลูกของฉันอาจถูกฆ่าโดยกลุ่มติดอาวุธ หรือถูกสังหารโดยคนอื่น ฉันปลอบใจตัวเองอย่างนี้ ถึงแม้ว่าฉันจะได้สูญเสียลูกไป แต่ฉันต้องอยู่รอดให้ได้”

 

อับเดอร์ ราชิดเล่าว่า นอกจากการต้องสูญเสียพ่อและแม่ เขารู้สึกหวาดกลัวจากความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูน้องของเขาผู้ซึ่งอายุ 8 9 และ 12 ขวบ เขาตั้งใจฟังคำแนะนำของมาห์มูดาเกี่ยวกับการช่วยเหลือที่เขาสามารถได้รับ

 

มาห์มูดาได้อธิบายให้เขาฟังว่า ที่ค่ายมีพื้นที่สำหรับเด็ก ที่ๆน้องชายของสามารถวาดรูป เล่นโยนลูกบอล สร้างของเล่น อย่างน้อยน้องๆของเขาก็มีโอกาสได้วัยเด็กของพวกเขาคืนมา นอกจากนี้เธอจะช่วยเขาหาความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากหน่วยงานต่างๆภายในค่าย 

“พวกเขาเหล่านี้มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตอย่างมีคุณค่าพร้อมกับสุขภาพจิตใจที่เข้มแข็ง แต่ทรัพยากรในการช่วยเหลือของเรานั้นมีจำกัดมาก”

 

สำหรับมาห์มูดา การจัดการกับปัญหาความทุกข์ทรมานด้านจิตใจจำนวนมากมายมหาศาล ทำให้เธอต้องใช้ความสามารถที่เธอได้จากการฝึกฝนและออกไปทำงาน บางทีเธอก็อดคิดไม่ได้ว่าแท้จริงเธอกำลังทำอะไรอยู่ และความสามารถในการทำงานของเธอนั้นหมายถึงว่าเธอกำลังสูญเสียความรู้สึกเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่นไปรึเปล่า
 

เธอเล่าว่า “หลังจากถึงบ้าน ฉันถอนหายใจยาวๆและออกกำลังกายบ้าง เพื่อผ่อนคลาย เพราะว่าหลังจากที่คุณได้ยินเรื่องราวของพวกเขานั้น มันยากมากที่คุณจะรู้สึกสงบและนิ่งเฉยได้”
 

ถ้าถามมาห์มูดาเกี่ยวกับสิ่งที่จำเป็นต่อเธอในการช่วยเหลือกลุ่มคนไข้ของเธอที่เพิ่มขึ้นกว่า 15 เท่าภายในเวลาเดือนกว่าๆ เธอตอบอย่างชัดเจอว่า เธอต้องการจิตแพทย์อย่างน้อย 1 คน จิตแพทย์สำหรับเด็ก 2 คน รวมถึงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่ค่าย เพื่อที่อย่างน้อยที่สุดพวกเขาจะสามารถจัดหารการเยียวจิตใจเบื้องต้นให้แก่ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาได้
 

“พวกเขาเหล่านี้มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตอย่างมีคุณค่าพร้อมกับสุขภาพจิตใจที่เข้มแข็ง แต่ทรัพยากรในการช่วยเหลือของเรานั้นมีจำกัดมาก”
 

“พวกเราทำงานอย่างสุดความสามารถเพื่อผู้ลี้ภัย” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบและนุ่มนวลเพื่อพยายามสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ลี้ภัยที่ต้องการความช่วยเหลือจากหายนะที่ยังคงแพร่ขยายในตอนนี้ “พวกเรายินดีเป็นอย่างยิ่งไม่ว่าใครก็ตามที่เสนอความช่วยเหลือแก่เราตอนนี้”

การสนับสนุนของคุณจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในบังคลาเทศ บริจาคช่วยชีวิต

ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญามากกว่า 15,000 คน ตกค้างอยู่ที่ชายแดนประเทศบังคลาเทศ

 

ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญามากกว่า 15,000 คน ตกค้างอยู่ที่ชายแดนประเทศบังคลาเทศ

 

ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญามากกว่า 15,000 คน ตกค้างอยู่ที่ชายแดนประเทศบังคลาเทศ

สรุปการแถลงข่าวโดยนายอังเดรจ มาเฮกิก โฆษก UNHCR  ณ ที่ทำการสหประชาชาติ สำนักงานใหญ่ ในกรุงเจนีวา

 

 

 

UNHCR กังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมของผู้ลี้ภัยกว่าหมื่นคนที่เดินทางมาใหม่แต่ยังคงติดค้างอยู่ที่ชายแดนประเทศบังคลาเทศ

เหตุเกิดตั้งแต่ช่วงค่ำของคืนวันอาทิตย์ ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาประมาณ 10,000 ถึง 15,000 คนเดินทางเข้าประเทศบังคลาเทศผ่านทางจุดข้ามชายแดนอันจูแมน พารา ในเขตอูเกียร์ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศบังคลาเทศ

หลายคนเล่าว่าในตอนแรกพวกเขาเลือกที่จะอยู่ที่บ้าน ถึงแม้ว่าจะโดนคุกคามหรือขู่เอาชีวิตซ้ำแล้วซ้ำอีกหากพวกเขาไม่หนีออกมา ท้ายที่สุดพวกเขาตัดสินใจลี้ภัยหลังจากทั้งหมู่บ้านโดนวางเพลิง 

เจ้าหน้าที่ UNHCR ได้พูดคุยผู้ลี้ภัยกลุ่มหนึ่ง พวกเขาเล่าถึงการเดินเท้าตลอดระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์เพื่อมาถึงประเทศบังคลาเทศบางคนเดินทางมาถึงกลางดึกของคืนวันอาทิตย์ ส่วนที่เหลือทยอยเดินทางเข้ามาตลอดวันจันทร์ท่ามกลางสภาพอากาศที่ทั้งร้อนระอุและมีฝนตก

เช้าวันนี้ ผู้ลี้ภัยบางส่วนยังคงนั่งรออยู่บนพื้นนาในหมู่บ้านอันจูแมน พารา เพื่อรอการอนุมัติในการข้ามเขตแดน และพวกเขายังคงได้ยินเสียงปืนอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

ในการส่งมอบอาหารและน้ำสะอาดสำหรับผู้ลี้ภัยที่ยังติดค้างอยู่บริเวณชายแดน ซึ่งมีทั้งเด็ก ผู้หญิง และผู้สูงอายุร่างกายของพวกเขาขาดน้ำและหิวโหยจากการเดินทางอันยาวนาน โดยเจ้าหน้าที่ของเราได้ประสานงานกับองค์การแพทย์ไร้พรมแดน เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องการการรักษา

UNHCR ได้รับการสนับสนุนจากทางการของประเทศบังคลาเทศในการทำงานเพื่อให้ความคุ้มครอง รับผู้ลี้ภัยเข้าประเทศอย่างเร่งด่วนหลังการหลบหนีจากความรุนแรงขณะที่สถานการณ์ในการการกลับถิ่นฐานเป็นไปได้ยากขึ้น ทุกๆนาทีมีค่าอย่างยิ่งสำหรับผู้ลี้ภัยที่เปราะบางที่เดินทางมาถึง  

UNHCR ทำหน้าที่เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่หลั่งไหลเข้ามาใหม่เรื่อยๆ  เราทำงานร่วมกับรัฐบาลและองค์กรพันธมิตรเพื่อดำเนินการสร้างศูนย์รองรับและส่งต่อผู้ลี้ภัยไปที่พักพิงชั่วคราวในเขตกูตูปาลอง ที่ซึ่งสามารถรองรับผู้ลี้ภัยได้ถึง 1,250 คน ให้แล้วเสร็จ รวมไปถึงการใช้โรงเรียนต่างๆ ในค่ายกูตูปาลองเพื่อรองรับผู้ลี้ภัยที่เดินทางเข้ามาใหม่อีกด้วย ในขณะเดียวกัน เราได้ร่วมมือกันเร่งสร้างค่ายส่วนต่อขยายในเขตกูตูปาลองเพื่อลดระดับความแอดอัดของพื้นที่ 

ผู้ลี้ภัยราวๆ 582,000 คนได้เข้ามาในบังคลาเทศตั้งแต่เหตุความรุนแรงที่ประทุขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 

ช่วยชีวิตตอนนี้ บริจาคด่วน

ช่องทางการระดมทุนที่เป็นทางการของ UNHCR

 

ช่องทางการระดมทุนที่เป็นทางการของ UNHCR

 

UNHCR ขอขอบพระคุณทุกท่านสำหรับการบริจาคเพื่อช่วยเหลือเด็กและครอบครัวผู้ลี้ภัยจากสงคราม เพราะการสนับสนุนจากท่านสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานของเราเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ทาง UNHCR จึงขอเรียนให้ทราบถึงช่องทางการระดมทุนที่เป็นทางการของเราที่ท่านสามารถบริจาคได้อย่างปลอดภัยดังต่อไปนี้

การขนย้ายผู้ลี้ภัยออกจากเขตมรสุมในประเทศบังคลาเทศ

 

การขนย้ายผู้ลี้ภัยออกจากเขตมรสุมในประเทศบังคลาเทศ

เพื่อช่วยผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญารับมือกับหน้ามรสุม UNHCR ได้มอบผ้าใบกันน้ำให้ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา

 

ณ ค่ายผู้ลี้ภัยกูตูปาลอง ประเทศบังคลาเทศคุณยายซูรุซ จาฮาน ผู้มีร่างกายผอมแห้ง เปราะบาง ไม่ได้สวมรองเท้า เดินเท้าลี้ภัย ฝ่าหุบเขา และฝนตกหนักเพื่อหนีจากความรุนแรง ทันทีที่มาถึงประเทศบังคลาเทศ ภายใต้สภาวะอากาศอันขุ่นมัวจากมรสุม

คุณยายวัย 75 ปีคนนี้ต่อแถวเพื่อรับผ้าใบกันฝนที่ทนต่อการฉีกขาดจาก UNHCR เป็นคนแรก นับเป็นก้าวที่สำคัญในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเธอที่ค่ายผู้ลี้ภัยแห่งนี้

 

“การได้รับผ้าใบนี้มันเหมือนฉันได้พบกับพ่อแม่ของฉันอีกครั้ง”

 

“ราวกับฉันได้พบพ่อกับแม่ของฉันอีกครั้งหนึ่ง” คุณยายซูรุซพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา น้ำตาคลอ “ตอนนี้ฉันมีที่พักพิงแล้ว ต่อไปฉันก็จะเริ่มหาอาหารเพื่อประทังชีวิตต่อ”

UNHCR พยายามอย่างมากที่จะช่วยผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาที่ยังอยู่ข้างนอกค่ายโดยไม่มีที่กำบัง  ด้วยการแจกจ่ายผ้าพลาสติกเอนกประสงค์ให้แก่พวกเขา 

 

 

นอกจากนี้ทีม UNHCR ได้เฝ้าดูสถานการณ์บริเวณชายแดน  เพื่อมอบผ้าพลาสติกเอนกประสงค์ และความช่วยเหลือด้านอื่นๆแก่ผู้ลี้ภัยทันทีที่พวกเขาเดินทางมาถึง เช่นเดียวกับคุณยายซูรุซ ลูกชาย รวมถึงหลานอีกสองคนของเธอ 

นาย เฟลิเป้ คามาโก้ หัวหน้าทีมช่วยเหลือฉุกเฉินวิกฤติผู้ลี้ภัยในบังคลาเทศ ของ UNHCR กล่าวว่า “ด้วยสภาพอากาศที่รุนแรง เราต้องมอบสิ่งที่เขาใช้กำบังได้ทันทีที่มาถึง เดือนที่แล้ว ผู้หญิง เด็ก และครอบครัวผู้ลี้ภัยเดินทางมาถึงราว 501,000 คน โดยประมาณ และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกวัน’’  คามาโก้กล่าว

 

อับดู ซัคเคอร์ หนุ่มน้อยวัย 18 ปี ได้รับผ้าใบเอนกประสงค์ของ UNHCR ในค่ายผู้ลี้ภัยกูตูปาลอง ประเทศบังคลาเทศ © UNHCR/Roger Arnold

 

ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ต้องอาศัยอยู่นอกค่ายและที่พักพิงชั่วคราวข้างถนนแถบตะวันออกเฉียงใต้ของบังคลาเทศ ที่ซึ่งครอบครัวใหญ่ๆหลายครอบครัวที่มาจากหมู่บ้านเดียวกันจะรวมตัวอยู่ด้วยกันเพื่อรักษาความสัมพันธ์ในกลุ่มของพวกเขา

คุณคามาโก้ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ภาคสนามของ UNHCR แจกจ่ายผ้าใบกันน้ำวันละ 2-3 รอบเพื่อให้เข้าถึงผู้ลี้ภัยทุกคนได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว

คุณคามาโก้เพิ่มเติมว่า คนในชุมชนที่นี่รวมตัวกันเข้มแข็งซึ่งเป็นหลักประกันได้ว่า ผู้คนจะได้รับสิ่งของที่จำเป็นอย่างทั่วถึงมากที่สุด” เขากล่าวอีกว่าด้วยว่า  "ถ้าผู้ลี้ภัยไม่ใช้ผ้าพลาสติกเอนกประสงค์เพื่อหลังคา แต่พวกเขาก็สามารถนำมาใช้ปูพื้นได้"

 

“สิ่งนี้จะช่วยคุ้มครองพวกเราจากฝน”

 

อับดู ซัคเคอร์ หนุ่มน้อยวัย 18 ปี  ซึ่งเพิ่งเดินทางมาถึงค่ายคือหนึ่งในกลุ่มคนที่มาขอรับผ้าพลาสติกเอนกประสงค์ ในสภาวะอากาศมรสุมรุนแรง อับดูกล่าว่า “สิ่งนี้จะช่วยพวกเราจากฝน....และช่วยให้เราเริ่มต้นชีวิตใหม่”

ในขณะที่เราได้ทำการแจกจ่ายผ้าพลาสติกเอนกประสงค์ เราได้ทำการจัดการโครงการขยายพื้นที่ค่ายผู้ลี้ภัยกูตูปาลองบนพื้นที่ 2,000 เอเคอร์บริเวณนอกเขตค่ายให้ดีขึ้น

ในสัปดาห์นี้กองทัพของประเทศบังคลาเทศได้ช่วยสร้างถนนเพื่อช่วยให้การลำเลียงความช่วยเหลือไปยังค่ายผู้ลี้ภัยกูตูปาลองสะดวกมากขึ้น

UNHCR ยังได้เร่งส่งยานพาหนะจำนวน 23 คันเพื่อสมทบความช่วยเหลือจากหน่วยงานของประเทศบังกลาเทศ ทั้งนี้รวมถึงการบริจาครถปิคอัพ 10 คันให้แก่ทางรัฐบาล

 

การสนับสนุนของคุณจำเป็นอย่างยิ่งในการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยไม่ว่าจะเป็น เด็ก ผู้หญิง หรือ ผู้ชาย ในประเทศบังคลาเทศ สามารถบริจาคได้ที่นี่

นายฟิลลิปโป กรันดี เน้นย้ำถึงความต้องการเร่งด่วนของผู้ลี้ภัยในประเทศบังคลาเทศ

 

นายฟิลลิปโป กรันดี เน้นย้ำถึงความต้องการเร่งด่วนของผู้ลี้ภัยในประเทศบังคลาเทศ

จากการช่วยเหลือมาอย่างต่อเนื่องจนถึงตอนนี้ เขาไม่เคบพบเห็นผู้คนที่ต้องการความช่วยเหลือมากขนาดนี้มาก่อน

 

ณ กรุงเจนีวา- หลังจากการเดินทางเยือนภูมิภาค นายฟิลลิปโป กรันดี ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ แถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญานับแสนคนที่ลี้ภัยมายังประเทศบังคลาเทศด้วยความยากลำบาก  โดยกล่าวว่าเขาไม่เคยพบเห็นผู้คนที่ต้องการความช่วยเหลือมากเท่านี้มาก่อน

High Commissioner Filippo Grandi talks to a young Rohingya man at Kutupalong camp in Cox’s Bazar, Bangladesh, in the wake of a mass exodus of refugees from neighbouring Myanmar.  © UNHCR/Roger Arnold

“ผมเพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศบังคลาเทศ ที่ซึ่งผมได้เห็นผู้คนลี้ภัยจากความรุนแรงเกินกว่าที่จะจิตนาการได้กับตาของตัวเอง” เขากล่าวในงานแถลงข่าว เมื่อวันพุธที่ 27 กันยายน ที่ผ่านมา ที่สำนักใหญ่องค์การสหประชาชาติ ซึ่งเขาได้ชี้แจงถึงอุปสรรคที่กำลังเผชิญในวิกฤติการณ์จำนวนผู้ลี้ภัยที่เพิ่มจำนวนสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

นายกรันดี ผู้ทำงานด้านมนุษยธรรมในที่ต่างๆทั่วโลกมาทั้งชีวิต กล่าวว่า เขาไม่เคยพบผู้คนที่เดินทางมาถึงประเทศที่ลี้ภัยโดยแทบไม่มีอะไรติดตัวมาเลยเช่นนี้มาก่อน

“พวกเขาต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก พวกเขาต้องการทุกอย่าง”

“พวกเขาหนีมาอย่างไม่ทันตั้งตัวจากความรุนแรงที่โหดร้าย และหนีมาโดยไม่มีอะไรติดตัวมาเลย พวกเขาต้องการความช่วยเหลืออย่างมากทั้ง อาหาร สุขภาพ ที่พักพิง” เขาชี้แจง  “พวกเขาไม่มีอะไรเลยจริงๆ ตั้งแต่ผมทำงานมายังไม่เคยเห็นผู้คนที่หนีมาด้วยสิ่งของที่เล็กน้อยเท่านี้มาก่อน พวกเขาต้องการความช่วยเหลือในทุกๆด้านจริงๆ”

นายกรันดี ตอบรับความช่วยเหลือที่หลั่งไหลเข้ามาด้วยน้ำหนึ่งใจเดียวกันในนามของเจ้าหน้าที่ภาครัฐของบังคลาเทศ และประชาคมโลก แต่ยังเตือนว่าการช่วยเหลือนี้จำเป็นต้องได้รับอย่างต่อเนื่องและมากขึ้นกว่าเดิม

“นี่ไม่ใช่สถาณการณ์ฉุกเฉินเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ เราต้องการความช่วยเหลือจากพวกคุณทุกคน” เขากล่าวและเตือนว่า “เมื่อข้อจำกัดของสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพ สุขอนามัยที่ย่ำแย่ ประกอบกับจำนวนคนมหาศาลจนล้นพื้นที่ คุณคงจินตนาการถึงความเป็นไปได้ในการเกิดโรคระบาดได้เป็นอย่างดี”

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรันดีเดินทางเยือนค่ายส่วนขยายผู้ลี้ภัยกูตูปาลองในเมืองค็อกบาซาร์ ประเทศบังคลาเทศ เพื่อไปเห็นสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ขั้นรุนแรงที่ผู้ลี้ภัยต้องเผชิญ เนื่องจากมีผู้ลี้ภัยราว 480,000 คน เดินทางมายังประเทศบังคลาเทศในอาทิตย์ที่ผ่านมา

With Balukhali refugee camp and other settlements growing on a daily basis, access to clean water is restricted to these water wells.  © UNHCR/Paula Bronstein

นายกรันดี กล่าวว่า 15,000 ต่อวัน คือจำนวนสูงสุดของจำนวนผู้ลี้ภัยที่เดินทางข้ามชายแดนเข้ามาต่อวัน อย่างไรก็ตามตอนนี้การหลั่งไหลของผู้คนได้ลดจำนวนลง มีรายงานว่ายังมีผู้คนที่พลัดถิ่นหลงเหลืออยู่ในประเทศเมียนมาร์ ซึ่งอาจเป็นผู้ที่กำลังหาทางข้ามชายแดนมายังประเทศบังคลาเทศ 

พวกเขาหนีจากความรุนแรงที่ร้ายแรงมากกว่าปกติ และผิดธรรมดา

“เป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์ พวกเขาไม่เคยถูกสำรวจจำนวนที่แน่นอน ก่อนหน้านี้อาจมีผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาอยู่ราว 300,000 คน ในประเทศบังคลาเทศ ตอนนี้จำนวนประชากรน่าจะอยู่ราวๆ 700,000 – 800,000 คน ” เขากล่าวกับสื่อ

นายกรันดี กล่าวว่าสิ่งที่เห็นได้ชัดจากวิกฤติในครั้งนี้คือความบอบช้ำทางจิตใจของผู้ลี้ภัยเหล่านี้ ซึ่งเขาได้ให้คำจำกัดความว่า “เป็นความรุนแรงที่ร้ายแรงมากกว่าปกติและผิดธรรมดา”          

“ผมได้พูดคุยกับผู้หญิงจำนวนหนึ่งซึ่งตกเป็นเหยื่อจากการถูกข่มขืน หรือได้รับบาดเจ็บจากการขัดขืนการถูกข่มขืน ผมพูดคุยกับเด็กๆ หลายคน น่าตกใจมากที่พวกเขาไม่มีความรู้สึกใดๆ เนื่องจากพวกเขาได้รับความบอบช้ำทางจิตใจรุนแรง พวกเขาเล่าให้ผมฟังว่าพวกเขาเห็นพ่อ-แม่ และญาติพี่น้อง หรือเพื่อนถูกฆ่าต่อหน้าต่อตาอย่างไรบ้าง” เขาเล่า 

นายกรันดี ได้ยกย่องความช่วยเหลือจากชุมชนท้องถิ่นที่แสดงความมีน้ำใจและได้ให้ความช่วยเหลือโดยไม่ต้องร้องขอ

“ประเทศบังคลาเทศไม่ใช่ประเทศที่ร่ำรวย และผู้ที่ได้ให้ความช่วยเหลือไม่ใช่ผู้ที่ร่ำรวยเช่นกัน สองสิ่งนี้ควบคู่กับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี ที่ยังเปิดประตูชายแดนให้ผู้ลี้ภัยเข้าประเทศเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง และเป็นอีกครั้งที่ประเทศซึ่งมีทรัพยาการไม่มากนักเป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ ให้กับประเทศอื่นๆ ที่มีทรัพยากรมากกว่าและจำกัดการเข้าถึงทรัพยากรเหล่านั้นในเรื่องของการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ลี้ภัย ” เขากล่าว

ความช่วยเหลือของคุณคือสิ่งจำเป็นเร่งด่วนต่อเด็ก ผู้หญิงและครอบครัวผู้ลี้ภัยในบังคลาเทศ

โปรดบริจาคตอนนี้