Skip to main content

ภาษา

 

เด็ก

 

 

ซอเม:   นักเรียนเรียนดี

เด็กหนุ่มที่เรียนเก่งที่สุดในชั้น ขาสูญเสียพ่อแม่จากสงคราม ตาและยายกลายเป็นคนพิการ ซอเม ตั้งใจเรียนหนังสือเพื่อวันหนึ่งเขาจะได้เขาจะมีอาชีพช่วยครอบครัวเขาได้

 

 

ปาซอ:   ผู้นำครอบครัว

“พ่อ และแม่เสียชีวิตไปแล้วครับที่หมู่บ้าน ผมและน้องๆต้องลี้ภัยกันเอง และจนถึงวันนี้เหตุการณ์ความรุนแรงที่บ้านเกิดก็ยังคอยหลอกหลอนผมอยู่เสมอ” ปาซอ หนุ่มน้อยวัย 15 ปีที่ต้องกลายมาเป็นผู้นำครอบครัวดูแลน้องๆอีก 3 คน “เวลาผมและน้องๆรู้สึกคิดถึงพ่อแม่ ผมจะคิดถึงคำพวกเขาสอนที่บอกว่า ลูกต้องเป็นคนดีนะ ลูกอย่าดื้อ” ปาซอฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้กลับไปอยู่ร่วมกันกับพี่ๆน้องๆในหมู่บ้านอีกครั้งเหมือนเมื่อสมัยเด็กเมื่อบ้านเมืองของเขาสงบสุข

 

 

หน่อ เล เก:   ช่างทอผ้า

“หนูไม่มีพ่อแม่แล้ว แม่ไม่สบายและเสียชีวิตตั้งแต่หนูยังเล็กๆ ส่วนพ่อก็ถูกยิงเสียชีวิตในไร่ หนูยังจำความรู้สึกในวันนั้นได้ ตอนนั้นอายุ 12 ขวบ ได้ยินแต่เสียงระเบิด เสียงกระสุน รู้สึกกลัวจับใจ และวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตเป็นครั้งแรก ต้องเดินเท้าในป่าหลายวันกว่าจะถึงค่าย พลัดพรากจากพี่น้องทั้งหมด จนถึงตอนนี้ก็ยังหากันไม่เจอ” หน่อ เล เกเล่าถึงวันที่ต้องทิ้งทุกอย่าง ทุกวันนี้ หน่อ เล เกเป็นช่างทอผ้า ทำเสื้อผ้าให้ตนเอง และเพื่อนๆใส่ การทอผ้าช่วยให้เธอเพื่อเยียวยาความสูญสียจากอดีต

 

 

ทอ มู เท:   นักวาดภาพ

“นี่คือหมู่บ้านและโรงเรียนของผม ผมยังจำได้ว่าผมกับเพื่อนเดินไปโรงเรียนด้วยกัน ผมคิดถึงบ้าน คิดถึงโรงเรียน ผมฝันว่าวันหนึ่งจะได้กลับไป และทุกวันพอผมคิดถึงบ้านก็จะวาดภาพที่อยุ่ในความทรงจำครับ” ทอ มู เทเด็กผู้ลี้ภัย วัย 12 ปีถือภาพวาดของตนเองที่พูดถึงโรงเรียนและบ้านที่เขาต้องจากมา

 

 

 

เชอมู:   นักเรียนและหัวหน้าครอบครัว

“หนูต้องมาอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทยและไม่เคยเห็นโลกภายนอกเพราะการต่อสู้ที่บ้านเกิด แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หนูก็จะเป็นเด็กดี” เชอมูวัย 13 ปี มาอยู่ที่ค่าย เชอมูทำงานบ้านทุกอย่าง และดูแลน้องชายที่มีความพิการเพียงลำพังในขณะที่พ่อและแม่ของเธอไม่อยู่บ้าน และการที่เธอต้องดูแลน้องชายอยู่ที่บ้านนั้น ทำให้เธอไม่ได้ไปเรียนหนังสือ และเข้าเรียนช้ากว่าเพื่อนในวัยเดียวกันไปหลายปี แต่เธอไม่เคยท้อและยังคงทำงาน 2 หน้าที่ไปพร้อมๆกันอย่างไม่ลดละ

 

 

จอนนิตี้:   เด็กพิเศษ

“ผมเดินไม่ได้ครับ” คือประโยคเดียวที่จอนนิตี้เล่าเกี่ยวกับตัวเขา จอนนิตี้เสียพ่อไปอย่างไม่มีวันกลับและต่อสู้ชีวิตเพียงลำพังกับป้าและแม่ ครอบครัวจอนนิตี้ได้หนีตายจากความขัดแย้งที่บ้านเกิด เดินหลบในป่านานนับเดือนเพราะไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหน จนเดินทางมาถึงที่ค่ายผู้ลี้ภัย จอนนิตี้วัย 10 ขวบเกิดมาพร้อมกับความพิการทางสมองและร่างกายเพราะมีไข้สูงและไม่ได้รับการรักษาที่ทันเวลา

 

 

ปา ซู:   เด็กพิเศษ

“เราต้องหนีการสู้รบ ไม่มีบ้าน ต้องมาอยู่ที่นี่ ปา ซูเกิดในค่ายและมีความบกพร่องด้านสมองมาตั้งแต่เกิด นอกจากนั้นเข่าข้างซ้ายของน้องไม่มีลูกสะบ้าจึงทำให้น้องล้มง่ายมาก” ผู้เป็นแม่กล่าว ถึงชีวิตก็เลือกเกิดไม่ได้ของ ปา ซูเด็กพิเศษที่เกิดมาพร้อมกับความพิการ และต้องเป็นผู้ลี้ภัยในประเทศไทย สภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรง และความพิการทำให้สภาพความเป็นอยู่ของน้องเต็มไปด้วยอุปสรรค

 

 

 

เกว เล ทู

“การสู้รบเกิดขึ้นบ่อยครั้งที่บ้านของหนู คนที่บ้านต้องหนีตายกันหลายรอบ ชีวิตมีแต่ความกลัว ไม่รู้ว่าจะมีการสู้รบกันเมื่อไหร่ ผู้ชายก็ต้องหนีไม่อย่างนั้นจะถูกทำร้าย ผู้หญิงก็เช่นกัน สุดท้ายหนูตัดสินใจหนีมาคนเดียวเดินในป่ามา 2 วัน 2 คืน ตอนนั้นหนูกลัวมาก” เกว เล ทูลี้ภัยตอนอายุ 13 ปี

 

 

 

เอ เท ซู

“หนูลี้ภัยมากับลุง ตอนนั้นหนู 8 ขวบ หนูยังคงคิดถึงบ้านเสมอ” เอ ซู อายุ 20 ปี (เสื้อสีขาว) กล่าว “ทุกวันนี้หนูทำงานดูแลเด็กๆให้กับโครงการกิจกรรมสำหรับเด็กในค่ายผู้ลี้ภัยเพราะหนูรู้ว่าเด็กที่ไม่มีใคร และไม่มีบ้านนั้นเปราะบางแค่ไหน” เอ เท ซูกล่าว