Skip to main content

ภาษา

ปา ซอ และกีฬาโปรดของเขาคือการเตะตะกร้อ

ปา ซอ* พี่ชายใจเข้มแข็งของน้องๆ อีกสามคน

หนุ่มน้อยรูปร่างเล็ก หน้าตาโศกเศร้าคนนี้ อายุ 15 ปี เขาอยู่ในหอพักชายในพื้นที่พักพิงฯแม่ลามาหลวงมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 “ปา ซอ” เล่าว่าเขามาพร้อมกับคนในหมู่บ้านหลังจากที่พ่อไม่สบายและเสียชีวิตลง

ระหว่างที่ ปา ซอ อยู่ในพื้นที่พักพิงฯได้เพียง 1 ปี เขาก็ได้ข่าวจากผู้ลี้ภัยคนใหม่ๆ ว่า แม่ของเขาป่วยและเสียชีวิตแล้ว พี่น้องที่เหลืออีก 3 คน จึงต้องอาศัยอยู่กับลุง แต่ไม่นานนักลุงก็ดูแลไม่ไหว น้องๆ ของเขาจึงต้องอพยพยมาอยู่ในพื้นที่พักพิงฯเช่นกัน

แต่เพราะน้องๆ ของเขาทั้ง 3 คน คือน้องชายคนที่สาม น้องสาวคนที่สี่และห้า มาอยู่ในพื้นที่พักพิงฯทีหลัง จึงต้องมาพักอยู่ในหอพักคนละแห่งกับเขา แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ยังโชคดีที่ได้อยู่รวมกันในพื้นที่พักพิงฯเดียวกัน และมีโอกาสได้พบหน้าพบตา วิ่งเล่นด้วยกันทุกวัน

ปา ซอ ชอบเล่นตะกร้อกับเพื่อนในหอพักด้วยกัน และน้องๆ ทั้ง 3 คน ก็มักจะมาวิ่งเล่นในละแวกเดียวกันกับเขา ทั้งนี้เป็นเพราะเขาบอกน้องๆ ว่าให้มาเจอกันทุกวัน ถ้าอยากจะไปไหนให้มาบอกก่อน

“ผมสอนน้องๆ อย่าไปทำอะไรที่ไม่ดี อย่าไปเลียนแบบคนที่ไม่ดี เช่น คนขี้เกียจ คนเกเร หรืออย่าไปทำสิ่งที่ผิดระเบียบของหอพัก”

“บางทีน้องๆ ก็มาถามเรื่องเรียนหนังสือ ผมก็สอนบ้าง บอกให้น้องๆ อ่านหนังสือเยอะๆ จะได้มีโอกาสที่ดี ถ้าผมรู้สึกคิดถึงบ้าน ผมจะคิดถึงคำพ่อแม่ที่สอนบอกว่า “ลูกต้องเป็นคนดีนะ ลูกอย่าดื้อนะ” แล้วผมก็จะสอนน้องๆ อย่างนี้ จะบอกว่าพ่อกับแม่พูดอย่างนี้นะ”

น้ำเสียงเรียบๆ บอกเล่าสิ่งที่อยู่ข้างในใจของเขา ทุกครั้งที่พูดถึงพ่อและแม่ น้ำเสียงเรียบๆ จะสะดุดหยุดนิ่งไปชั่วครู่ เมื่อถามว่าอยู่ในพื้นที่พักพิงฯทุกวันนี้เขากลายมาเป็นพี่ชายคนโตที่ต้องดูแลน้องๆ ถึง 3 คน เขาทำได้อย่างไร “ผมดูตัวอย่างจากเพื่อนๆ ที่โตกว่า ดูจากเจ้าหน้าที่และครูที่สอนที่โรงเรียนครับ”

แม้ชีวิตความเป็นอยู่ในพื้นที่พักพิงฯจะทำให้ได้เห็นหน้าค่าตาและอยู่ร่วมกับน้องๆ ของเขา กระนั้นก็ตาม ความหลังอันโหดร้ายยังคงฝังใจ ปา ซอ ย้อนคิดไปถึงวันวัยสมัยที่ยังอยู่ที่ฝั่งพม่า เขาเห็นกับตาว่า ทหารเข้ามาในหมู่บ้าน พวกชาวบ้านต้องหนีออกไปหลบในป่าตอนกลางดึก บางทีก็เห็นทหารยิงชาวบ้านด้วย และบ่อยครั้งที่ทหารมาเก็บผัก หรือเอาไก่และไข่ของชาวบ้านไปกิน ถ้าหากไม่ยอมก็จะทุบตี หรือยิงทิ้ง ทำให้ทุกวันนี้หากเขาได้ยินข่าวเกี่ยวกับทหารพม่ามาใกล้ชายแดนเมื่อไรก็ตาม เขาจะรีบเก็บกระเป๋าทุกครั้ง

“ถ้าผมได้ยินว่ามีทหารพม่ามาอยู่ไม่ไกลจากชายแดน ผมจะรีบเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าไว้ และไปบอกน้องๆ ให้รีบเก็บกระเป๋าด้วย ผมไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปไหน แต่ก็บอกให้น้องๆ เตรียมตัวไว้ก่อน”

ความหวาดกลัวอาจจะเข้าไปยึดกุมพื้นที่ในจิตใจของ ปา ซอไว้ได้ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะไม่มีความหวังใดๆ เลย จิตใจของเด็กผู้ชายคนนี้เข้มแข็งและแกร่งพอที่จะนึกถึงวันข้างหน้าที่ดีกว่า ฝันถึงเวลาที่บ้านเมืองของเขาจะสงบสุข และได้กลับไปอยู่ร่วมกันกับพี่ๆ น้องๆ ในหมู่บ้านเหมือนเมื่อครั้งยังเยาว์วัย