Skip to main content

ภาษา

มาริเดียพูดคุยกับซอ มิ เตะ ในบ้านน้าชายของเขา

มาริเดีย จากเด็กสาวผู้ลี้ภัยมาเป็นเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์

แม้การสอบเพื่อเป็นเจ้าหน้าที่โคเออร์นั้นจะยากเพียงไร แต่ “มาริเดีย” สาวน้อยอายุ 22 ปี คนนี้เธอก็สามารถฝ่าฟันและได้ทำงานช่วยเหลือเด็กๆ อย่างที่เธอต้องการ ตั้งแต่ปีที่เธอเรียนจบในค่ายผู้ลี้ภัยเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

เหตุผลที่เธอบอกกับเราในบ่ายวันหนึ่งในพื้นที่พักพิงฯแม่ลามาหลวงซึ่งเธออาศัยพักพิงอยู่นั้น แม้เป็นเพียงคำพูดสั้นๆ แต่น้ำเสียงและแววตาที่เธอสื่อสารออกมานั่นต่างหาก ที่ได้ทำให้คำพูดสั้นๆ เต็มไปด้วยพลังและความมุ่งมั่น

“เด็กส่วนหนึ่งน่าสงสารมาก อยากเรียกพ่อแม่เหมือนคนอื่นเขา แต่ก็ไม่มีให้เรียก พวกเขาลำบากทั้งกายและใจ ฉันอยากให้กำลังใจพวกเขาเท่าที่ทำได้”

มาริเดียเล่าว่า เด็กหลายคนพ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่อยู่ฝั่งโน้นจึงต้องอพยพหนีเข้ามาอยู่ในพื้นที่พักพิงฯบ้างก็อาศัยอยู่กับญาติ หรือครอบครัวผู้ลี้ภัยอื่น ขณะที่เด็กบางกลุ่มเข้ามาเพื่อจะมีชีวิตที่ห่างไกลจากความหวาดกลัวทหารพม่าอยู่ที่หมู่บ้านของตนเอง เด็กเหล่านี้บางคนใช้ชีวิตอยู่ในหอพักที่แบ่งเป็นชาย และหญิง

เด็กผู้ลี้ภัยที่ขาดพ่อแม่และผู้ปกครองเหล่านี้ จะได้รับการดูแลจากเจ้าหน้าที่โคเออร์ หน่วยงานที่ยูเอ็นเอชซีอาร์สนับสนุน โดยเรียกตำแหน่งเจ้าหน้าที่ว่าเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ในชุมชน Community Social Worker (CSW) เพื่อไปพบปะ พูดคุย ดูแลความเป็นอยู่แม้แต่ยามเจ็บป่วย และสนับสนุนให้กำลังใจเพื่อให้ใช้ชีวิตอย่างเข้มแข็ง ตั้งใจเรียนหนังสือ มาริเดียก็นับเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเหล่านี้

“พอเรียนจบฉันอยากเรียนรู้เพิ่มเติมในแง่ความเป็นอยู่ของพวกเราในพื้นที่พักพิงฯ ฉันเคยเห็นเจ้าหน้าที่ทำงานไปเยี่ยมและพูดคุยให้กำลังใจเด็กๆ ในพื้นที่ คงเป็นเพราะฉันอยู่กับพ่อแม่และครอบครัว จึงพอจะเข้าใจดีว่าเด็กๆ ที่ไม่มีคนดูแลนั้นขาดความรักความอบอุ่นเพียงไร”

ในพื้นที่พักพิงฯแม่ลามาหลวง มีเด็กผู้ลี้ภัยที่ไร้พ่อแม่ราว 1400 กว่าคน เจ้าหน้าที่โคเออร์จะแบ่งกันดูแลเด็กๆ ตามกลุ่มบ้าน มาริเดียเล่าว่า

“ฉันทำงานอยู่ที่พื้นที่ซึ่งมีเด็กไร้พ่อแม่ประมาณ 120 คน ฉันดูแลเด็กทั้งหมด 60 คน แต่ละวันฉันจะไปเยี่ยมพูดคุยให้กำลังใจน้องๆ วันละ 1-2 คน ไปพบแต่ละครั้งใช้เวลา 10 นาที แต่บางครั้งก็มากกว่านั้น ถ้าเด็กคนไหนดื้อ หรือเกเรไม่เชื่อฟังญาติของเขา”

ถามเธอว่าการไปเยี่ยมพูดคุยคืออะไร มาริเดียตอบทันทีว่า การไปพบเด็กๆ ก็เพื่อให้กำลังใจ ให้เขารู้สึกว่ามีคนดูแล สนใจพวกเขาอยู่

“เราก็ไปบอกเขาว่า การที่คุณได้เข้ามาอยู่ในพื้นที่พักพิงฯ พ่อแม่คุณยังมีความหวัง อยากให้คุณเป็นเด็กดี มีอนาคต ดังนั้นคุณก็ต้องทำให้ดีที่สุดเพื่อพ่อแม่และเพื่อตัวเองด้วย”

มาริเดียบอกว่า เด็กที่มาอยู่ในพื้นที่พักพิงฯทุกคนมีความมุ่งหวังตั้งใจเรียนหนังสือ แต่บางทีอาจยากสำหรับพวกเขาบ้าง ทำให้ความสนใจในการเรียนก็อาจลดลงไป ดังนั้น การส่งต่อความห่วงใยเหล่านี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ อีกทั้งการพบเด็กๆ เดือนละครั้งยังได้ติดตามความก้าวหน้าของชีวิต ดูแลเรื่องของสุขภาพ และดูแลสภาพความเป็นอยู่ เช่น บ้านคับแคบหรือเปล่า หลังคารั่วหรือเปล่า บ้านผุพังจนอันตรายหรือเปล่า และปลอดภัยจากอันตรายอื่นใดหรือไม่ เป็นต้น

หลังจากพูดคุยกับมาริเดีย ทีมงานวรสาร ‘With You’ ขออนุญาตติดตามเธอไปทำงานด้วย บ่ายวันนั้น เธอไปเยี่ยมเยือนเด็กผู้ลี้ภัยคนหนึ่งที่มาอาศัยอยู่กับน้าของเขาเมื่อต้นปี 2553 ที่ผ่านมานี่เอง

ซอ มิ เตะ เด็กชายอายุ 13 ปี พ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เขายังเด็ก เขาอพยพเข้ามาอยู่ในพื้นที่พักพิงฯอาศัยอยู่บ้านน้าชายซึ่งแม้จะเล็ก คับแคบและมีคนอยู่ถึง 4 คนแล้วก็ตาม แต่เพราะหนึ่งในสี่นั้น มีพี่ชายแท้ๆ ของเขาซึ่งเดินทางเข้ามาที่พื้นที่พักพิงฯก่อนหน้าเขาถึง 4 ปี น้าของพวกเขาจึงอยากให้พี่น้องได้อยู่ด้วยกัน

ทุกครั้งที่มาพบซอ มิ เตะ มาริเดียจะชวนเขาคุยเรื่องการเตรียมตัวเรียนหนังสือ (ยังไมได้เข้าชั้นเรียน) การทำความสะอาดร่างกาย การดูแลตัวเอง และการเชื่อฟังคำสั่งสอนที่ดีของผู้ใหญ่

“พี่เขาบอกว่าให้ตั้งใจอ่านหนังสือ เรียนหนังสือ ผมไม่อึดอัดหรอกครับที่พี่เขามาเยี่ยม ก็สนุกดี พี่เขามาเดือนละครั้งครับ” ซอ มิ เตะเล่าถึงการพูดคุยระหว่างเขากับมาริเดีย

ส่วนมู่ ยี พี่ชายอายุ 17 ปีของเขาบอกว่าบางทีถ้าพี่สาวคนนี้มาบ้าน ได้เจอกันก็ร่วมพูดคุยด้วยกัน มาริเดียมักมาเยี่ยมซอ มิ เตะเป็นเวลาสั้นๆ เพียงไม่ถึง 10 นาที เธออธิบายว่า

“น้องคนนี้เขาไม่มีปัญหาอะไร สุขภาพก็แข็งแรงดี เวลามาเยี่ยมก็ใช้เวลาไม่มากนัก” แล้วจึงขยายความเพิ่มว่าหากเปิดเรียนแล้ว อาจได้พูดคุยกันมากขึ้นเรื่องการเรียนหนังสือ การแบ่งเวลา และอื่นๆ

มาริเดียแยกย้ายกับเรา เธอเดินก้าวเท้าเร็วๆ หนีฝนที่กำลังจะตกลงมา เพื่อกลับไปยังสำนักงานโคเออร์ที่อยู่ห่างออกไปค่อนข้างไกล