Skip to main content

ภาษา

ลูเซีย : ฝันถึงบ้านใหม่ เพื่อลูกพิการ 2 คน

ลูเซีย : ฝันถึงบ้านใหม่ เพื่อลูกพิการ 2 คน

จริงๆ แล้ว “ลู เซีย” วัย 45 ปี เป็นแม่ที่มีลูกทั้งหมด 13 คน แต่ถ้านับเอาคนที่มีชีวิตอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ ก็เหลือเพียง 9 คน เพราะ 4 คนนั้นทั้งยังไม่มีโอกาสเกิดมาและเสียชีวิตไปตั้งแต่ยังเล็กๆ มิหนำซ้ำในบรรดาลูก 9 คน ที่ยังมีชีวิตอยู่ ลูกชายและลูกสาว 2 คน กลายเป็นคนพิการจากอาการป่วยไข้สูง และเป็นลมชักในวัยเด็ก

จอ ตี นุ ลูกชายคนที่ 2 วัย 27 ปี ที่ดูแล้วเหมือนไม่ใช่ชายฉกรรจ์วัย 27 ปีทั่วไป เขาผอมบาง แขนข้างซ้ายลีบเล็ก ขาลีบไม่มีแรงเหมือนคนเป็นง่อย และพูดจาไม่ค่อยรู้ประสา ตลอดเวลาที่เราพูดคุยกับแม่ของเขา เขาส่งเสียงอื้ออ้า อยากพูดคุยกับทุกคนด้วยเหมือนกัน

แม่ของเขาเล่าว่าในวัยเด็ก จอ ตี นุ ชอบวิ่งเล่นและแข็งแรงเหมือนเด็กทั่วไป จนกระทั่งอายุ 7 ปี ขณะที่ยังอยู่ที่พม่า เขามีไข้สูง เกิดการช็อกหมดสติ เมื่อฟื้นขึ้นมาแขนขากลับไม่มีแรง ค่อยๆ ลีบเล็กลง ทำให้เป็นคนพิการมาจนถึงทุกวันนี้

ครอบครัวของเธออยู่ที่ประเทศพม่า จนกระทั่งเมื่อ 15 ปีที่แล้ว (พ.ศ.2538) เมื่อทหารพม่าเข้ามาบุกรุก แย่งชิงอาหาร และไล่จับชาวบ้านไปเป็นแรงงาน และทำร้ายหญิงสาว จนชาวบ้านต้องหนีเข้าป่าจึงคิดหนีมา

“ตอนนั้นลูกไม่สบายในป่า เราไม่มียาให้ลูก ก็เลยคิดว่าหาทางมาที่ค่ายพักพิงฯคงดีกว่า ก็เลยชวนกันกับญาติอีกครอบครัวหนึ่งเดินเท้ามาด้วยกัน ตอนนั้นกลัวมาก เดินทั้งกลางวันกลางคืนเลย 4 วันก็มาถึงเขตชายแดน”

“ตอนนั้นลูกคนที่ 2 อายุ 10 ปี เขาพิการเดินไม่ค่อยได้แล้ว พ่อเขาก็แบกมาตลอดเลย เพราะกลัวจะหนีไม่ทัน” ลู เซีย พูดย้อนถึงความหลังด้วยสีหน้าเจ็บปวด ขณะที่ผู้เป็นพ่อนั่งเงียบสีหน้าเรียบเฉย มองไปยังลูกชายที่นั่งใกล้ๆ กัน

ครอบครัว ลู เซีย เข้ามาอยู่ในพื้นที่พักพิงฯ หนีพ้นจากความโหดร้ายที่ทหารหยิบยื่นให้ อยู่ที่นี่ลูกๆ มีโอกาสได้เรียนหนังสือ ลูกชายพิการได้รับยาและมีเจ้าหน้าที่ดูแลทำกายภาพบำบัด แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความเป็นแม่ของ ลู เซีย ก็ต้องพบกับความทุกข์อันใหญ่หลวงซ้ำอีกหน เมื่อลูกสาวคนเล็กต้องมาพิการเดินไม่ได้อีกคนหนึ่ง

เอ เก พา วัย 3 ขวบ เกิดมาได้เพียง 9 เดือนก็มีไข้สูง อาเจียน และตัวอ่อนปวกเปียก เจ้าหน้าที่ที่คลินิกดูแลก็ยังไม่หาย ต้องส่งไปที่โรงพยาบาลแม่สะเรียง หนูน้อยเป็นลมชัก แล้วก็สลบไปเป็นเวลาถึง 10 วัน ก่อนจะตื่นขึ้นมาแล้วไม่สามารถเดินได้อีกแล้ว ทั้งที่กำลังอยู่ในวัยตั้งไข่หัดยืน

แม้อยู่ในพื้นที่พักพิง จะมีการดูแลจากเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ แต่ ลู เซีย ก็มีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าถ้าได้ไปประเทศที่สาม ลูกที่พิการจะได้รับการรักษาที่ก้าวหน้า อาจหายและสามารถเดินได้เหมือนคนปกติทั่วไป เธอจึงตัดสินใจสมัครขอลี้ภัยไปตั้งต้นชีวิตใหม่ในประเทศสหรัฐอเมริกา

ลู เซีย เล่าว่า เธอ สามี และลูกๆ ได้รับการสัมภาษณ์ ตรวจสุขภาพ และได้รับการยืนยันว่าผ่านการคัดเลือกให้ไปยังประเทศอเมริกาแล้ว ทุกวันนี้เหลือเพียงรอคอยกำหนดวันเวลาเดินทางเท่านั้น

“จะมีก็แต่ลูกชายคนโต ที่เขากำลังเรียนเป็นศาสนจารย์ เขายังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นผู้ลี้ภัย เขาก็จะไม่ได้ไปกับเรา ก็ห่วงเขามาก แต่คิดว่า เขาจะต้องมีโอกาสได้ไปเหมือนกัน เราก็จะรอคอยเขาอยู่ที่โน่น”

“ที่ตั้งใจอยากไปประเทศที่สาม เพราะอยากให้ลูกๆ มีโอกาสได้เรียนหนังสือ และลูก 2 คนนี้ได้รับการรักษา เพราะได้ยินมาว่าที่นั่นเขารักษาคนพิการเก่ง ไม่รู้ว่าไปที่นั่นแล้วจะทำอะไรได้บ้าง แต่ไม่ว่าจะมีงานอะไรให้ทำ ก็จะทำให้ดีที่สุด ตอนนี้ได้รับการยืนยันก็ไม่รู้จะเตรียมตัวอะไร ที่เขาบอกว่าให้เตรียมกระเป๋าไปได้ไม่เกินคนละ 20 กิโลกรัม ของเรารวมกันทุกคนก็คงไม่ถึงหรอก” ใบหน้าของผู้เป็นแม่สว่างไสว ลู เซีย ยิ้มนิดๆ ก่อนจะอุ้มลูกสาวคนเล็กมากอดไว้แนบอก