Skip to main content

ภาษา

Real Needs : ชีวิต...กำหนดเอง

Real Needs : ชีวิต...กำหนดเอง

อาจจะไม่มีใครคาดคิดว่าในค่ายพักพิงชั่วคราว เราจะได้เห็นร้านเสริมสวย ที่มีบริการ ตัดผม สระผม ดัดผม และแม้แต่ทำสีผม ผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะผู้หญิง ไม่เคยหยุดนิ่ง อยู่เฉย รอคอยอาหาร หรือแม้แต่โอกาสที่คนภายนอกหยิบยื่นให้  จากการสำรวจทักษะอาชีพที่ผู้หญิงในค่ายต้องการเรียนรู้โดย ZOA หน่วยงานที่ยูเอ็นเอชซีอาร์ สนับสนุนให้ดำเนินโครงการพัฒนาทักษะอาชีพของผู้ลี้ภัย พบว่า ผู้ลี้ภัยต้องการความรู้ใหม่ๆ ที่เขาสามารถนำไปใช้หาเลี้ยงชีพได้จริง ไม่ว่าจะระหว่างอาศัยอยู่ในค่าย หรือเมื่อไปตั้งถิ่นฐานใหม่ได้แล้ว และอาชีพเสริมสวย เป็นหนึ่งในอาชีพที่ผู้หญิงในค่ายสนใจต้องการเรียนมากที่สุด

ห้องเรียนเล็กๆ ที่มีนักเรียน 10 คน กำลังตั้งใจหัดตัดผมจากหุ่น และวิกผม กรรไกร อาจจะสัมผัสกับวิก แต่ไม่ได้มีการตัดผมจริงเกิดขึ้น พวกเขาต้องการเก็บวิกไว้ฝึกสำหรับตนเอง และสำหรับนักเรียนรุ่นอื่นต่อๆไป

“เราเริ่มห้องเรียนตั้งแต่เดือนต.ค.ปี 2551 ที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับอย่างดี ตอนนี้ เราจัดมาแล้ว 5 ครั้ง แล้ว ก็เต็มทุกครั้ง ตอนนี้ มีรายชื่อที่รอเข้าเรียนอีกหลายสิบราย” ซอ บเล ทู ผู้ประสานงานฝ่ายบริหารประจำพื้นที่ องค์กร ZOA กล่าวถึงความเป็นมาของห้องเรียนเสริมสวย

ซู ซู มอน อายุ 28 ปี เป็นหนึ่งในผู้ลี้ภัยที่ตัดสินใจสมัครเรียนเสริมสวยตั้งแต่มีการเปิดสอนเป็นครั้งแรก

“เราเป็นผู้หญิง ก็ชอบความสวยความงามอยู่แล้ว ตอนไปเรียนก็ชอบ แล้วก็ไม่รู้สึกว่ายากเลย ตัดสินใจไปสมัครเพราะไม่อยากอยู่เฉยๆ ถ้าไปเรียนเราก็มีความรู้ แล้วก็ไปหาเงินได้” ซู ซู มอน ตอบด้วยใบหน้าสดใส

ห้องเรียนเสริมสวยเริ่มต้นโดยมีครูเพียง 2 คน แต่หลังจากซู ซู มอนเรียนจบโดยสอบได้ที่หนึ่งของชั้น เธอจึงได้ทำหน้าที่ครู และยังสามารถเปิดร้านเสริมสวยของเธอเองอีกด้วย

“พอเรียนจบครูก็ขอให้ไปช่วยสอน ตอนนี้ ก็สอนมา 6 เดือนแล้ว แรกๆ ก็รู้สึกว่ายาก เพราะนักเรียนบางคนเข้าใจยาก จำที่เราสอนไม่ได้ แต่เราก็พยายามถามว่าเขาไม่ได้ตรงไหน แล้วกลับไปสอนอีกครั้ง พอทำครั้งที่ 2 เขาก็ทำได้แล้ว” ซู ซู มอน กล่าว

ร้านเสริมสวยเชอรี่ ตั้งอยู่ท่ามกลางหลายพันครัวเรือนในพื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านแม่หละ หลังจากเปิดตัวได้ 4 เดือนร้านนี้ได้ต้อนรับลูกค้าประมาณ 5 คน ต่อวัน

“ตอนแรกก็ไม่ได้คิดจะเปิดร้าน แต่พอเรียนไปแล้วทำได้ดี ครูก็เลยแนะนำให้เปิด ตอนนี้ วันจันทร์-ศุกร์ จะไปสอน แล้วมาร้านเปิดเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์ มีรายได้วันละ 50-100 บาท” ซู ซู มอน กล่าว

ซู ซู มอน และสมาชิกในครอบครัวอีก 7 คน หนีมาเมืองไทยเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ครอบครัวของเธอได้รับการกดขี่ข่มเหงหลายรูปแบบในพม่า เช่น ถูกใช้แรงงาน ที่ดิน และผลผลิตถูกยึด แต่สิ่งที่ทำให้เธอ และครอบครัวทนไม่ได้ นั่นคือเมื่อทหารพม่าบุกเข้ามาในร้านค้าของครอบครัว ทหารคว้ามือเธอแล้วพูดว่า “ชั้นชอบเธอ ชั้นอยากจะมีอะไรกับเธอ ตามชั้นมา” ทันใดนั้น พ่อ และสามีของเธอก็รีบเข้ามาห้าม จนเกิดการชกต่อยกัน ซู ซู มอน คุกเข่า ขอร้องให้ทหารพม่าปล่อยพ่อ และสามีของเธอ ในที่สุด พวกเขาหยุดชกต่อยกัน แต่ทหารพม่าโกรธและขู่ว่าจะกลับมาทำร้ายครอบครัวของเธออีก ซู ซู มอน และครอบครัวตัดสินใจหนีออกจากหมู่บ้านทันที โดยใช้เวลาเดินเท้า 10 วันจึงเดินทางถึงเมืองไทย

ครอบครัวของ ซู ซู มอน มีสมาชิก 7 คน ทั้งหมดกำลังรอลงทะเบียนกับรัฐบาลไทย ทำให้พวกเขาไม่ได้รับสัดส่วนการแบ่งปันอาหาร ปัจจุบัน มีเพียงเธอ และแม่ของเธอที่หารายได้จากการเย็บผ้า เพื่อมาเลี้ยงดู พ่อที่เป็นวัณโรค สามี และลูกอีก 3 คน สามีของซู ซู มอน ไม่ได้ทำงาน เนื่องจากไม่มีโอกาสในพื้นที่พักพิง และไม่สามารถออกไปทำงานข้างนอกได้ เมื่อถามถึงสภาพความเป็นอยู่ก่อนที่เธอไปเรียนเสริมสวย ความทรงจำครั้งเก่าทำให้ ซู ซู มอน กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

“ตอนนั้น ลำบากมาก เราไม่มีข้าวกิน มีแต่หน่วยงานด้านเยาวชนของกะเหรี่ยงที่ให้ข้าว และปลาร้า แต่ข้าว 1 กระสอบเลี้ยงคน 7 คนทั้งเดือนก็ไม่พอหรอก บางครั้งพวกเราหิวข้าวมาก ไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้า แต่มีคนอื่นมาที่บ้าน พวกเราต้องรอให้แขกกลับไปก่อน บ่ายสอง บ่ายสาม ถึงจะเอาข้าวออกมากินได้ เพราะ ถ้าเรากินต่อหน้าเขา เราก็ต้องชวนเขากินข้าว...แต่เราไม่มีข้าวพอที่จะทำอย่างนั้น”

การเรียนเสริมสวย ช่วยขจัดเมฆฝนที่เข้ามาในครอบครัวของซู ซู มอน เมื่อถามถึงความรู้สึกเธอตอนนี้ เธอเช็ดน้ำตาแล้วกล่าวว่า

“ดีใจที่มีรายได้ ตอนนี้ ชีวิตดีขึ้น มีเงินซื้อผัก เนื้อสัตว์ บางครั้งก็ซื้อขนมให้เด็กๆ กินได้ ไม่ต้องรออาหารจากคนอื่นอีกแล้ว”

ในทุกวันจันทร์-ศุกร์ ซู ซู มอน ยังตั้งใจที่จะไปสอน ถึงแม้จะได้ค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อย เทียบไม่ได้กับรายได้ที่มาจากการเปิดร้านเสริมสวย ด้วยเหตุผลที่ว่า

“ตอนนี้ ถึงแม้เปิดร้านจะมีรายได้เยอะกว่าเป็นครู แต่ก็ไม่อยากเปิดร้านทุกวัน ที่นั่นมีครูแค่ 2 คน ก็ต้องช่วย เพราะเขามีกำลังไม่พอ เขาต้องการความช่วยเหลือ”

แม้จะไม่เห็นหนทางข้างหน้า แม้จะไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร แต่ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างซู ซู มอน ก็ไม่ยอมให้ชีวิตเธอต้องผ่านไปวันๆ เธอมั่นใจว่าครอบครัวของเธอจะมีชีวิตที่ดีขึ้น

“ตอนนี้ ก็ตั้งใจว่าจะเปิดร้านหารายได้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ไปต่างประเทศ อยากให้ผู้ชายได้มีโอกาสทำงาน จะได้ช่วยกันหาเลี้ยงครอบครัว อยากไปตั้งถิ่นฐานที่ต่างประเทศเพื่อว่า จะทำงานได้ทั้งคู่”

ด้วยความสนับสนุนจากท่าน ยูเอ็นเอชซีอาร์จึงสามารถจัดอบรมด้านเสริมสวย รวมถึงโครงการพัฒนาทักษะอาชีพด้านต่างๆ สำหรับผู้ลี้ภัย เพื่อให้พวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเตรียมความพร้อม และสร้างทักษะให้กับผู้ลี้ภัยให้สามารถประกอบอาชีพในประเทศที่สามที่จะเป็นบ้านใหม่ของพวกเขาในอนาคต