Skip to main content

ภาษา

Real People : ครูของผู้ลี้ภัย

จากการบวชเป็นพระ เป็นทหาร ทำงานโรงแรม บรรณารักษ์ จนถึงการเป็นนักสังคมสงเคราะห์ ครูกำนล ไชยเลิศ ไม่เคยคิดว่าชีวิตของตนเองจะเปลี่ยนแปลงมากที่สุด เมื่อมาเป็นครูสอนภาษาไทยสำหรับผู้ลี้ภัยในพื้นที่พักพิงชั่วคราวอุ้มเปี้ยม จ.ตาก

“ผมปรับตัวเองเยอะมาก อย่างแรก ปรับเรื่องของภาษา อย่างที่สองปรับความเข้าใจที่ผมมีต่อพวกเขา นักเรียนที่เป็นผู้ลี้ภัย ไม่แน่ไม่นอน จะให้เขามาเรียนเป็นประจำเหมือนนักเรียนปกติก็ไม่ได้ บางครั้ง เขาไปรับแจกข้าว แจกน้ำมัน เขาก็ต้องไปรับสิ่งของเหล่านั้นก่อน ครูจะให้เขามาสม่ำเสมอไม่ได้ แต่ก่อนผมก็ไม่เข้าใจนะ แต่ตอนนี้ พยายามมากขึ้น เช่น ถ้านักเรียนไม่มาเกิน 3 วัน ผมจะไปเยี่ยมที่บ้าน ทำให้เห็นปัญหา เช่น บ้านผุ บ้านพัง หรือถนนหนทางไม่ดี เห็นอย่างนั้นแล้วก็ต้องช่วยเขา ผมก็มาปรับตารางการสอนให้เข้ากับวิถีชีวิตของพวกเขา เช่น ถ้าตอนเช้าเขามาไม่ได้ ไปรับอาหาร ก็มาตอนบ่าย เขาก็ยังเรียนทัน”

สำหรับครูกำนล การสอนภาษาไทย ไม่ใช่แค่การสอนให้อ่านออกเขียนได้เท่านั้น

“เขาอยู่เมืองไทย ผมพยายามสอนให้เขารู้จักบุญคุณของแผ่นดินไทย ตอบแทน อย่างน้อยก็ไม่สร้างปัญหา เราสอนเขาตลอดว่าต้องยอมรับกฎ กติกา ทำให้เขาอยู่ที่นี่ได้ นิยามการสอนของผม จะไม่ใช่แค่วิชาการ จะมีกิจกรรมสอดแทรก ปลูกฝังความรู้สึกมีส่วนร่วมให้เขาไปด้วย เขาก็จะสนุกไปด้วย สร้างชุมชน มาแล้วเจอเพื่อน เขาจะได้กล้าแสดงออก”

การสอนภาษาไทยในพื้นที่พักพิงชั่วคราวไม่ได้มีงบประมาณมากนัก ในค่ายอุ้มเปี้ยมมีห้องเรียนจำนวน 4 ห้อง สำหรับนักเรียนกว่า 300 คน สภาพของห้องเรียน และการเรียนการสอน ขึ้นอยู่กับครูที่รับผิดชอบชั้นเรียนนั้นๆ

“ใจผมอยู่ที่นี่เกินครึ่ง ตอนผมมาห้องเรียนผุๆ พังๆ นักเรียนก็หกล้ม ผมคิดว่ามันต้องดีกว่านี้ ช่วงหยุดสงกรานต์ผมเลยไปรับงานเขียนป้าย เขียนไป 26 ป้ายได้เงินมา 1,800 บาทก็เอาไปซื้อปูน ส่วนทรายก็ไปขอเขามา แรงงาน ก็ให้นักเรียนมาช่วยกัน เพื่อมาทำพื้นห้องเรียน จนเป็นแบบนี้”

ก่อนที่ครูกำนลจะมาสอนผู้ลี้ภัย ความคิดของเขาที่มีต่อผู้ลี้ภัยเป็นไปในทางลบไม่ต่างไปจากคนอื่นๆ ทั่วไป แต่หลังจากที่เขาได้มาสอนนักเรียนที่เป็นผู้ลี้ภัยเป็นเวลากว่าหนึ่งปี ความคิดของเขาก็เปลี่ยนไป
 

“ผมคิดว่ามันเป็นสังคมที่ต้องให้โอกาสกับเขา คุณทำอะไรได้ ควรจะทำไปเลย คุณจะมาคิดว่าธุระไม่ใช่ มันไม่ได้ คุณต้องให้โอกาสเขา เพราะตรงเนี้ย มันไม่มีโอกาสแล้วนะ เขาเจ็บช้ำน้ำใจมาจากข้างนอก แล้วเขามาอยู่ที่นี่ ถามว่า เขาอยู่ในฐานะที่จะเรียกร้องอะไรไหม เขาจะมีได้ก็ต่อเมื่อคนหยิบยื่นให้เขา เขาไม่กล้าขอหรอก เขาอาย เขาก็มีศักดิ์ศรีนะ แต่คนจะมีน้ำใจที่จะให้เขาไหม”

นอกจากความคิดที่มีต่อผู้ลี้ภัยเปลี่ยนไป การดำเนินชีวิตของครูกำนลก็เปลี่ยนไปอีกด้วย

“ผมได้เห็นว่าบางอย่างที่ผมมีมันฟุ่มเฟือยเกินไป อย่างเช่นการกิน อยู่ที่บ้านกับข้าวเต็มเลย เรากินทิ้งๆ ขว้างๆ แต่พอเราไปเยี่ยมนักเรียนได้เห็นเขากินต้มกะหล่ำ กับเกลือ พอเรากลับบ้าน ของกินเยอะแยะ ไม่มีใครกิน ก็ต้องทิ้ง ผมไม่รู้จะตอบตัวเองยังไงนะ แต่ผมรู้สึกว่าบางอย่างในชีวิตผมมันเกินไปนะ ก็เลยพยายามจะบีบตัวเองลง”

มนุษยธรรมอยู่ในคนเราทุกคน และมีอยู่ในจิตวิญาณของครูสำหรับผู้ลี้ภัยคนนี้อย่างไม่ต้องสงสัย ครูกำนลฝากคำพูดส่งท้ายถึงผู้ให้การสนับสนุนยูเอ็นเอชซีอาร์ว่า

“ต่อไปผมอาจจะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว ก็อยากจะบอกว่าช่วยเขาเถอะ เขาต้องการจริงๆ คนละ 5 บาท 10 บาท รวมกันก็ได้เยอะ สุดท้ายมันก็อยู่แค่ว่า เราก็คนเหมือนกันอ่ะนะ”