Skip to main content

ภาษา

การตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สามของผู้ลี้ภัยชาวพม่าจากประเทศไทยพุ่งสูงถึง 50,000

การตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สามของผู้ลี้ภัยชาวพม่าจากประเทศไทยพุ่งสูงถึง 50,000 คน

บรรยายภาพ: พลู เรห์ กำลังเดินทางไปสถานีขนส่ง ซึ่งเป็นการเดินทางขาแรกของเขาไปยังกรุงเทพฯ ก่อนที่จะขึ้น เครื่องบินไปยังสหรัฐอเมริกา

แม่ฮ่องสอน, ประเทศไทย, 30 มิถุนายน (UNHCR) – ครูหนุ่มคนหนึ่งกับความหวาดกลัวบนใบหน้าและกระเป๋า ย่ามพื้นเมืองสีชมพูที่สะพายอยู่บนบ่า พร้อมทั้งภรรยาและลูกสาววัยทารกที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ได้กลายเป็นผู้ลี้ภัยจากประ-เทศไทยคนที่ 50,000 ที่ได้รับเลือกให้ไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สามภายใต้โครงการเพื่อการตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ใหญ่ ที่สุดในโลก

“ผมหมดหวังกับพื้นที่พักพิงชั่วคราวแล้วและผมก็ไม่สามารถกลับประเทศผมได้” พลู เรห์ ชายหนุ่มอายุ 23 ปีชาวกะเหรี่ยง แดงกล่าวในวันอาทิตย์วันหนึ่งในขณะที่เขากำลังรอรับการตรวจร่างกายครั้งสุดท้ายก่อนที่จะไปขึ้นรถโดยสารเพื่อไปกรุงเทพฯ และเพื่อที่จะไปขึ้นเครื่องบินต่อไปยังสหรัฐอเมริการในวันอังคาร พลู เรห์ และภรรยาจะได้ไปตั้งถิ่นฐาน ใหม่ในเมืองแคมเดน รัฐนิวเจอร์ซีย์ พร้อมทั้งลูกสาววัยสองขวบของพวกเขา

แม้จะรู้สึกประหม่ากับการเดินทางที่กินเวลาถึง 28 ชั่วโมงไปยังที่ ๆ ไม่รู้จัก แต่พลู เรห์กล่าวว่าเขาตั้งหน้าตั้งตารอที่จะ เริ่มชีวิตใหม่ของเขาที่นั่น “ผมได้ยินเรื่องราวที่ดีเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกา” เขากล่าว เขาเป็นผู้ลี้ภัยที่สอนวิชาสุขศึกษา และสังคมศาตร์ให้แก่เด็กชั้นประถมปีที่สามและสี่ในโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในพื้นที่พักพิงฯบ้านใหม่ในสอย ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ทางตอนเหนือของประเทศไทย

“ถ้าคุณทำงานหนัก คุณก็สามารถที่จะประสบความสำเร็จได้หลายอย่างที่นั่น ผมอยากจะเรียนต่อในสหรัฐอเมริกา การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญไม่เฉพาะสำหรับลูกของผมเท่านั้น แต่สำหรับพวกเราเองที่จะเปลี่ยนชีวิตของเราให้ดีขึ้น” พลู เรห์ เป็นชนกลุ่มน้อยเผ่ากระเหรี่ยงแดง ในปีพ.ศ. 2539 เขาหนีเข้ามาอาศัยในพื้นที่พักพิงฯ ที่ซึ่งในปัจจุบันยังเป็นที่อยู่ อาศัยของผู้ลี้ภัยคนอื่น ๆ อีก 18,000 ชีวิต

“ชีวิตในพม่านั้นลำบากมาก เราไม่มีสิทธิ ไม่มีงาน และไม่มีการศึกษา” เขาเล่าว่าทหาร “มักจะทำลายหมู่บ้านของ พวกเราเพื่อปล้นสะดมและเกณฑ์ชาวบ้านมาเป็นลูกหาบ”

หลังจากที่สหรัฐอเมริกาได้ให้ข้อเสนอสำหรับการตั้งถิ่นฐานใหม่ให้แก่ผู้ลี้ภัยในค่ายทั้ง 9 แห่งบริเวณชายแดนไทย-พม่าในปีพ.ศ. 2548 พลู เรห์ก็ได้ตัดสินใจส่งใบสมัครไป เพราะ “ลูกของผมจะไม่ได้รับโอกาสอะไร เลยภายในพื้นที่พักพิงฯ และสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเราคือการที่ลูกของเราจะได้รับการศึกษา”

โอลิเวอร์ สมิทธ์ เจ้าหน้าที่โครงการเพื่อการตั้งถิ่นฐานใหม่ของ UNHCR กล่าวว่า โครงการเพื่อการตั้งถิ่นฐานใหม่ได้ให้ ความหวังครั้งใหม่แก่ผู้ลี้ภัยในพื้นที่พักพิงฯในประเทศไทย เพราะการที่ผู้ลี้ภัยจะกลับคืนสู่พม่าในอนาคตอันใกล้ได้นั้น เป็นเพียงความหวังอันน้อยนิด เช่นเดียวกับโอกาสที่จะสามารถอาศัยในประเทศไทยอย่างถาวรที่มีอยู่อย่างจำกัด การตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามจึงมักจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด อย่างไรก็ดี ยังคงมีผู้ลี้ภัยอีกเป็นจำนวนกว่า 112,000 คนอาศัยอยู่ในค่ายทั้ง 9 แห่งในประเทศไทย
 

สมิทธ์กล่าวว่า “พวกเราทั้งหมดใน UNHCR รู้สึกซาบซึ้งต่อประเทศเจ้าภาพสำหรับการตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ได้เปลี่ยน แปลงชีวิตผู้ลี้ภัยทั้ง 50,000 คน โดยการให้โอกาสพวกเขาอย่างเปิดกว้างเพื่อให้พวกเขาได้เริ่มชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง นี่ทำให้เราเห็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้ลี้ภัยชาวพม่า ไม่บ่อยนักที่เราจะได้ทำเครื่องหมายแห่งความสำเร็จใน การที่ผู้ลี้ภัยจำนวนมากได้หาทางออกจากสภาพที่อับจนของพวกเขาได้”


ประเทศเจ้าภาพหลักสำหรับการตั้งถิ่นฐานใหม่ซึ่งรับเอาผู้ลี้ภัยจากประเทศไทย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และแคนาดา ในขณะที่ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ และสวีเดนซึ่งรับผู้ลี้ภัยไปในจำนวนมากเช่นกัน และในปีนี้จะมีผู้ลี้ภัยอีก 6,000 ถึง 7,000 คนที่กำลังจะเดินทางออกจากประเทศไทยเพื่อเริ่มชีวิตใหม่ในต่างแดน

สำหรับพลู เรห์แล้ว การเดินทางไกลไปจากประเทศพม่าไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่กลับไปยังบ้านเกิดอีก เมื่อพูดถึง การที่เขาและภรรยาจะได้รับการศึกษาในระดับสูงในสหรัฐอเมริกาแล้วเขาก็กล่าวว่า “เมื่อพวกเรามีการศึกษา เราก็ จะสามารถกลับไปช่วยเหลือประเทศของเราและคนในประเทศของเราได้ในอนาคต”

แปลโดย คุณวรรณจันทร์ ไชยมนตรี