Skip to main content

ภาษา

 

ผู้ลี้ภัยชาวซีเรียที่จอร์แดนหมดหวัง และจะมุ่งหน้าเดินทางบนเส้นทางที่เสี่ยงภัย

นาเมอร์ ผู้ลี้ภัยชาวซีเรียยืนอยู่หน้าอพาร์ทเมนต์ที่เขาเช่าในเมืองอัมมาน ประเทศจอร์แดน ที่มีวิวเป็นโรงแรมเลอ รอยัล ระดับห้าดาวอยู่ด้านหลัง

 

เมืองอัมมาน ประเทศจอร์แดน 14 ธันวาคม (UNHCR) โอมาร์* ลี้ภัยจากเมืองเกิดของเขาทางตะวันตกของซีเรียเมื่อ 3 ปีก่อนหลังจากระเบิดได้ทำลายเมืองของเขาเกือบทั้งหมด จากนั้นโอมาร์จึงต้องลี้ภัยมาที่ประเทศจอร์แดนกับภรรยา และอาศัยอยู่ที่เมืองอัมมาน เมืองหลวงของประเทศจอร์แดน

โอมาร์ได้งานเป็นพ่อครัวที่ร้านอาหารท้องถิ่นแห่งหนึ่ง แต่ทำงานได้สักพักก็ถูกจับได้ว่าทำงานโดยไม่ถูกกฎหมายจึงต้องตกงาน และไม่มีรายได้ ตอนนี้โอมาร์ วัย 31 ปี จึงไม่มีรายได้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายพื้นฐานต่างๆสำหรับภรรยา และลูกชายวัย 2 ขวบ

“ผมรู้สึกสิ้นหวังและไม่มีทางออกอย่างมาก ถ้าหากภรรยาหรือลูกของผมป่วยขึ้นมาที่นี่ ผมก็ไม่มีเงินที่จะพาพวกเขาไปรักษาที่โรงพยาบาลเลย มันจะรู้สึกเช่นไรหากคุณไม่แม้แต่จะสามารถดูแลครอบครัวของคุณได้ เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหนีจากที่นี่” โอมาร์ กล่าว เขาโดนไล่ออกจากที่พักมาหลายแห่งแล้วในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

โอมาร์ไม่สามารถเดินทางกลับซีเรียได้ตอนนี้ และต้องเผชิญกับสภาพความเป็นอยู่ที่สิ้นหวังมากขึ้นเรื่อยๆในประเทศจอร์แดน เขาคือหนึ่งในผู้ลี้ภัยชาวซีเรียหลายคนที่วางแผนจะเดินทางไปยุโรปในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แม้ว่าสถานการณ์การต้อนรับผู้ลี้ภัยที่ยุโรปจะยังไม่แน่นอน ทั้งยังเรื่องการเดินทางที่เสี่ยงชีวิต หรือแม้แต่อากาศที่หนาวเย็น และเส้นทางทางทะเลที่อันตรายที่เขาต้องเผชิญก็ตาม

ในจำนวนผู้ลี้ภัย และผู้อพยพ 950,000 คนที่เดินทางถึงทวีปยุโรป ส่วนใหญ่แล้วลี้ภัยจากความขัดแย้งในประเทศซีเรียที่ย่างเข้าปีที่ 5 แล้ว กลุ่มผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ลี้ภัยจากซีเรียในปีพ.ศ 2558 และในขณะเดียวกันกลุ่มผู้ลี้ภัยที่ขอลี้ภัยไปยังประเทศเพื่อนบ้านในตอนแรกเช่นที่ประเทศเลบานอน ตุรกี และจอร์แดนก็ต้องการที่จะเดินทางออกจากประเทศนั้นๆ เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ และสิ้นหวังว่าจะมีอะไรดีขึ้น

UNHCRได้พูดคุยกับผู้ลี้ภัยชาวซีเรียบางคนที่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในเขตตัวเมืองของจอร์แดนถึงสาเหตุที่ตัดสินใจเดินทางไปยังทวีปยุโรปผ่านเส้นทางประเทศตุรกีในช่วงฤดูหนาวนี้ แม้ว่าการเดินทางจะอันตราย และแม้ว่าจะมีผู้เสียชีวิตในปีนี้จากการเดินทางข้ามเมดิเตอร์เรเนียนประมาณ 3,600 คนแล้วก็ตาม

บางส่วนของเหตุผลที่พวกเขาลี้ภัยก็คือความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ โอกาสทางการศึกษาที่จำกัด รวมถึงโอกาสสำหรับอนาคตของเด็กๆ และไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายทำให้แม้แต่ปัจจัยพื้นฐานของการอยู่รอดก็ยังเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ

โอมาร์คือหนึ่งคนที่เป็นห่วงในความปลอดภัยของลูกชายของเขา จึงตัดสินใจรอให้คลื่นลมทะเลสงบกว่านี้จึงจะเริ่มออกเดินทางข้ามทะเล ตอนนี้เขาได้ไปยืมเงินจากเพื่อนมาแล้ว 4,000 เหรียญสหรัฐซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เขาคำนวณว่าจะใช้สำหรับเดินทาง โอมาร์จึงตั้งใจไว้ว่าจะออกจากจอร์แดนช่วงเดือนมีนาคมเป็นอย่างช้า

ในขณะเดียวกันคนอื่นๆที่นี่ก็เริ่มจะหมดหวังเช่นกัน ซามิตรา* วัย 36 ปีลี้ภัยมาที่เมืองอัมมานกับสามีและลูก 5 คนเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาจากจังหวัดเดียร์เอซซอร์ประเทศซีเรีย ซึ่งตอนนี้กลายเป็นสมรภูมิการสู้รบระหว่างกองทัพทั้งสองฝ่าย

สามีของเธอเคยเป็นวิศวกรด้านการเกษตร จบการศึกษาระดับปริญญาโท แต่ตอนนี้ที่จอร์แดนเขาสามารถหางานทำได้แค่งานในโรงงานเท่านั้น ซึ่งมาถึงจุดที่เธอเรียกว่า “จุดที่เขาสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง” สามีของเธอจึงตัดสินใจที่จะเดินทางไปที่เยอรมันโดยลำพังในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาเพื่ออนาคตที่มั่นคงสำหรับทุกคนในครอบครัว 

แผนของพวกเขาตอนแรกก็คือการสมัครโครงการคืนครอบครัวที่พรากจากกันผ่านช่องทางที่เป็นทางการ แต่ก็อดกลัวไม่ได้ว่ากระบวนการนี้จะใช้เวลานานซึ่งอาจจะเป็นเดือนหรือเป็นปีก็ได้ เธอจึงตัดสินใจว่าเธอและลูกจะต้องรีบออกเดินทางทางทะเลก่อนที่อากาศจะหนาวเกินไป และวางแผนไว้ว่าจะออกจากจอร์แดนก่อนสิ้นปีนี้

“ลูกชายคนโตของฉันจะจบมัธยมปลายเร็วๆนี้ ฉันอยากให้เขาได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย และถ้าเราอยู่ที่นี่ต่อ สุดท้ายเขาก็จะต้องทำงานในตลาด ซึ่งฉันยอมไม่ได้จริงๆ  ถ้าลูกของเราอายุน้อยกว่านี้ เราอาจจะทนอยู่ได้นานกว่านี้ แต่ตอนนี้ลูกของเราอยู่ในช่วงอายุที่เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญสำหรับอนาคตของพวกเขา” ซามิรา* กล่าว

สำหรับอาห์มัดวัย 37 ปีจากเมืองฮอมส์ ที่อาศัยอยู่ในเมืองมาอัน ทางตอนใต้ของประเทศจอร์แดนมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมาพูดถึงชีวิตความเป็นอยุ่ที่ยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ “ตอนที่เรามาถึงที่นี่แรกๆ ทุกอย่างเยี่ยมยอดมาก เราได้รับความช่วยเหลือมากมาย ค่าเช่าก็ถูก และผู้คนก็ใจดี แต่ตอนนี้ทุกอย่างยากลำบากกว่าเดิมมาก ค่าเช่าบ้านและอาหารก็แพงไปหมด” อาห์มัดกล่าว

อาห์มัดอดทนรอมาอย่างยาวนานเพื่อความหวังที่เขา ภรรยา และลูกแฝด 3 วัย 5 ขวบของเขาจะได้รับการตอบรับให้ไปตั้งถิ่นฐานใหม่ที่สหรัฐอเมริกา หรือแคนาดา แต่ตอนนี้พวกเขาก็เริ่มเตรียมที่จะออกจากที่นี่แล้ว

“ค่าเดินทางไปตุรกีจะใช้เงินประมาณ  1,125 เหรียญสหรัฐ ตอนนี้ผมมีรายชื่อของผู้ลักลอบขนคนเข้าเมือง 50 คนที่ผมติดต่อไว้ และรายที่ถูกที่สุดคือ 900 เหรียญสหรัฐต่อคนสำหรับผม และภรรยา ส่วนลูกๆนั้นไม่มีค่าใช้จ่าย” อาห์มัดกล่าวว่าถ้าเขาสามารถหางานทำได้แบบถูกกฎหมาย หรือได้รับความช่วยเหลือมากกว่าที่เป็นอยู่เขาอาจจะอยู่ที่นี่ต่อ แต่ตอนนี้เขาไม่สามารถเฝ้ารอโอกาสอันริบหรีได้อีกต่อไป “การอยู่ที่นี่สำหรับชาวซีเรียมีแต่จะแย่ลงๆ ตอนนี้ผมไม่สนใจแล้วว่าจะไปที่ไหน จะเป็นที่เยอรมนี สวีเดน ที่ไหนก็ได้ขอแค่ผม และลูกจะได้รับสิทธิต่างๆ ผมจะอยู่ที่ไหนก็ได้”

 

*ชื่อถูกเปลี่ยนเพื่อเหตุผลทางความคุ้มครอง

เรื่องโดยชาร์ลี ดันมอร์ เมืองอัมมาน ประเทศจอร์แดน