Skip to main content

ภาษา

 

แถลงการณ์จากแองเจลิน่า โจลี ผู้แทนพิเศษฯ UNHCR กรณีผู้ลี้ภัยและผู้อพยพชาวเวเนซุเอลามีจำนวนสูงถึง 4 ล้านคน

 

แถลงการณ์จากแองเจลิน่า โจลี ผู้แทนพิเศษฯ UNHCR
กรณีผู้ลี้ภัยและผู้อพยพชาวเวเนซุเอลามีจำนวนสูงถึง 4 ล้านคน 

 

แองเจลิน่า โจลี ผู้แทนพิเศษฯ UNHCR แถลงข่าวที่  Integrated Assistance Centre ประเทศโคลอมเบีย วันที่ 8 มิถุนายน 2019 © UNHCR/Andrew McConnell
แองเจลิน่า โจลี ผู้แทนพิเศษฯ UNHCR แถลงข่าวที่ Integrated Assistance Centre ประเทศโคลอมเบีย วันที่ 8 มิถุนายน 2019 © UNHCR/Andrew McConnell

 

ในปี พ.ศ. 2545 และ พ.ศ. 2557 ฉันเดินทางไประเทศเอกวาดอร์ เพื่อเยี่ยมชาวโคลอมเบีย ที่หนีจากความขัดแย้ง

ตอนนั้นฉันบอกกับครอบครัวที่ได้พบว่า ฉันรอคอยที่จะเดินทางไปที่ประเทศโคลอมเบีย ในวันที่ความสงบสุขมาถึงและผู้ลี้ภัยสามารถเดินทางกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย

วันนี้ ฉันได้พบกับผู้ลี้ภัยชาวโคลอมเบียที่เดินทางกลับมา แต่ไม่ใช่เพราะเหตุผลอย่างที่ฉันเคยคาดหวังไว้

ชาวโคลอมเบียมากกว่า 400,000 คน ที่ลี้ภัยไปยังประเทศเวเนซุเอลา ถูกบังคับให้เดินทางกลับมาที่ประเทศโคลอมเบียอีกครั้งจากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น

พวกเขาเดินทางมากับผู้ลี้ภัยชาวเวเนซุเอลาราว 1.3 ล้านคน ที่แสวงหาความคุ้มครองในประเทศโคลอมเบีย

มากไปกว่านั้น ภายในเวลาไม่นาน ชาวเวเนซุเอลาอีกราว 3.3 ล้านคน ได้เดินทางข้ามชายแดนเพื่อแสวงหาความช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน

ซึ่งส่งผลให้เกิดความขาดแคลนในการให้บริการสาธารณะ ของประเทศโคลอมเบีย

โรงพยาบาลหลายแห่งบริเวณชายแดนกำลังมอบการรักษาพยาบาลฉุกเฉินให้ทั้งชาวเวเนซุเอลาและชาวโคลอมเบีย

หลายโรงเรียนมีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัวในห้องเรียน

“นี่เป็นสถานการณ์ที่อยู่ระหว่างความเป็นและความตายของชาวเวเนซุเอลาหลายล้านคน”

แต่ประเทศโคลอมเบียยังคงเปิดประตูต้อนรับผู้ลี้ภัย และพยายามทำทุกอย่างที่สามารถทำได้เพื่อแบ่งเบาและให้ความช่วยเหลือพวกเขา

ชาวโคลอมเบียทุกคนรับรู้ถึงความยากลำบากในการพลัดถิ่นเป็นอย่างดี

พวกเขาเคยเผชิญกับสงครามที่ยาวนานกว่า 50 ปี

ข้อตกลงสันติภาพของพวกเขามีอายุน้อยกว่า 3 ปี และยังเป็นเรื่องที่เปราะบาง

เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากที่ประเทศที่กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่หลายด้าน ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและแสดงความพยายามในการช่วยชีวิตคนกลุ่มนี้ให้ปลอดภัย ฉันขอชื่นชมในความกล้าหาญ ความเข้มแข็ง และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของประชาชนชาวโคลอมเบีย

หลายประเทศที่มีสถานการณ์สงบรวมถึงในประเทศของฉันเอง มีการอภิปรายและแสดงวาทกรรมแสดงความห่วงใยถึงผู้ลี้ภัยในประเทศโคลอมเบีย เปรู และเอกวาดอร์

แม้จะมีการกล่าวถึงในระดับการเมือง แต่น้อยกว่าร้อยละ 1 ของผู้ลี้ภัยทั้งหมดได้รับการตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศตะวันตก

ผู้ที่ถูกประหัตประหารจำนวนมหาศาลต้องพลัดถิ่นอยู่ในประเทศของตนเอง หรือเดินทางข้ามชายแดนมายังประเทศเพื่อนบ้านเช่นประเทศโคลอมเบีย

ในสถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อมองไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ประเทศที่มีทรัพยากรน้อยที่สุดมักเป็นผู้ให้มากที่สุด

เมื่อเดือนธันวาคม ปีที่ผ่านมา UNHCR และองค์กรพันธมิตรจัดทำรายงานเพื่อขอความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แต่ได้รับงบประมาณเพียงร้อยละ 21 จากงบประมาณที่ต้องการทั้งหมด

ขณะที่จำนวนผู้ลี้ภัยและผู้อพยพชาวเวเนซุเอลาสูงขึ้นมากกว่า 4 ล้านคน

“ประเทศที่มีทรัพยากรน้อยที่สุดมักเป็นผู้ให้มากที่สุด”

นี่เป็นสถานการณ์ที่อยู่ระหว่างความเป็นและความตายของชาวเวเนซุเอลาหลายล้านคน แต่ UNHCR ได้รับงบประมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับงบประมาณที่ต้องการทั้งหมดเพียงเพื่อให้ความช่วยเหลือขั้นพื้นฐานเพื่อให้พวกเขามีชีวิตรอด

ประเทศต่างๆ ที่ให้การต้อนรับผู้ลี้ภัยและผู้อพยพเช่นประเทศโคลอมเบีย กำลังพยายามบริหารจัดการสถานการณ์ที่ยากต่อการควบคุมและกำลังขาดแคลนทรัพยากร แต่ไม่ว่าจะเป็นทั้งประเทศเหล่านี้หรือหน่วยงานด้านมนุษยธรรมเช่น UNHCR ต่างก็ไม่ได้รับงบประมาณที่เพียงพอที่จะให้ความช่วยเหลือในวิกฤตการณ์และพวกเขากำลังทำทุกอย่างที่ทำได้

นี่ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับวิกฤตการณ์ผู้ลี้ภัยชาวเวเนซุเอลาเท่านั้น แต่ภาพของจำนวนผู้ลี้ภัยที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะที่งบประมาณลดลงเรื่อยๆ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลายประเทศทั่วโลก

วันที่ 20 มิถุนายน เป็นวันผู้ลี้ภัยโลก UNHCR คาดการณ์ว่า จำนวนผู้ที่ถูกบังคับให้หนีออกจากบ้านทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่จำนวนประชาชนที่สามารถเดินทางกลับบ้านได้ลดน้อยลง

แทนที่เราจะมุ่งเน้นไปที่วิธีการหาช่องโหว่ทางการทูต ความปลอดภัยและสันติภาพ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการลี้ภัย แต่เรากลับได้ยินรัฐบาลหลายประเทศที่ปฏิเสธการเตรียมตัว ไม่ว่าจะเป็นการรับผู้ลี้ภัย ผู้ขอลี้ภัย หรือมอบงบประมาณให้หน่วยงานของสหประชาชาติเพื่อให้ความช่วยเหลือ

ด้วยจำนวนผู้ลี้ภัยทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นี่ดูเป็นเรื่องที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริงและซับซ้อนเกินกว่าที่จะนำเสนอนโยบายเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจนเป็นทางออกของปัญหา

ตอนที่บ้านของเพื่อนบ้านคุณกำลังถูกไฟไหม้ คุณจะไม่ปลอดภัยหากคุณล็อคประตู

“ฉันจะไม่มีวันลืมสิ่งที่ฉันได้เห็นที่นี่ ฉันจะไม่ลืมชาวเวเนซุเอลา”

การเป็นผู้นำคือการแสดงความรับผิดชอบ คนรุ่นก่อนหน้าเราแสดงความรับผิดชอบโดยการจัดการกับภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงและสร้างโลกระบบอิงกับกฎกติกา เราต้องการผู้นำแบบนั้นอีกครั้ง อย่างเร่งด่วน

ในขณะเดียวกัน ความช่วยเหลือจากประเทศโคลอมเบีย เปรู และเอกวาดอร์ที่มีต่อประชาชนชาวเวเนซุเอลา เป็นความช่วยเหลือที่ไม่อาจประเมินค่าได้ เพราะการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เป็นหัวใจหลักของการเป็นมนุษย์

สิ่งที่เราทุกคนควรทำคือการเปิดตาหนึ่งข้างที่ปิดอยู่ คือการบอกกับมนุษย์ทุกคนทั้งชายและหญิงเกี่ยวกับความยากลำบากของพวกเขา คือการทำงานเพื่อหาทางออก ไม่ว่าจะเหนื่อยยากเท่าไหร่ก็ตาม

ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะมนุษย์เราไม่ควรกล่าวโทษผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของสงครามหรือความรุนแรงเกี่ยวกับสถานการณ์ที่พวกเขากำลังเผชิญ

วันนี้เราต้องการความเป็นมนุษยธรรมแบบนั้น มากกว่าทุกครั้ง และกระบวนการคิดอย่างมีหลักการจากผู้ที่ไม่เกรงกลัวต่อการแสดงความรับผิดชอบและแสดงความเป็นผู้นำ

นี่คือข้อความจากฉันที่กำลังเดินทางออกจากประเทศโคลอมเบีย และในอีกไม่กี่เดือนที่กำลังจะมาถึงฉันจะติดตามในสิ่งที่ฉันสังเกตุการณ์ตลอด 2 วัน ที่ผ่านมา ฉันจะไม่ลืมสิ่งที่ฉันได้เจอที่นี่ ฉันจะไม่ลืมประชาชนชาวเวเนซุเอลาที่ฉันได้เจอที่นี่ ฉันขออยู่เคียงข้างพวกเขาและฉันหวังว่าจะได้กลับมาเร็วๆ นี้

ขอบคุณมากค่ะ