Skip to main content

ภาษา

 

ชุมชนรวมใจช่วยผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

จากการศึกษาล่าสุดของ UNHCR พบว่า ผู้ลี้ภัยมีความกังวลที่หลากหลายเกี่ยวกับความปลอดภัยในค่าย อาหารการกินและเด็กๆ อย่างไรก็ตามพวกเขา

 

 

ซาฮาห์ ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา วัย18 ปี ยืนอยู่หน้าที่พักของเธอในค่ายผู้ลี้ภัยกูตูปาลอง ประเทศบังคลาเทศ ที่นี่เธอต้องอยู่ลำพังเพราะพ่อแม่และน้องชายของเธอถูกเผาทั้งเป็นในประเทศเมียนมาร์ © UNHCR/Matthew Saltmarsh
ซาฮาห์ ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา วัย18 ปี ยืนอยู่หน้าที่พักของเธอในค่ายผู้ลี้ภัยกูตูปาลอง ประเทศบังคลาเทศ ที่นี่เธอต้องอยู่ลำพังเพราะพ่อแม่และน้องชายของเธอถูกเผาทั้งเป็นในประเทศเมียนมาร์ © UNHCR/Matthew Saltmarsh

 

เมืองค็อกบาซาร์ ประเทศบังคลาเทศ- ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา 640,000 คน ลี้ภัยจากประเทศเมียนมาร์ ทิ้งให้ซาฮาร์ วัย 18 ปี ต้องอยู่ตามลำพัง พ่อแม่และน้องชายของเธอถูกเผาทั้งเป็นก่อนเธอหนีออกมาเพื่อเอาชีวิตรอด

 

ตอนนี้ซาฮาร์อยู่เพียงลำพังในค่ายผู้ลี้ภัยกูตูปาลอง เธอเป็นเพียงหนึ่งในผู้ลี้ภัยจำนวนมากที่เหตุการณ์ความรุนแรงทิ้งให้พวกเขาตกอย่ในสถานการณ์ที่เกินกว่าจะควบคุมได้ เธอพยายามใช้ชีวิตให้ผ่านไปแต่ละวันด้วยความทุกข์ เธอเป็นกังวลกับอนาคต และคิดว่าเธอจะได้แต่งงานหรือไม่

เพื่อทำความเข้าใจความกังวลใจของผู้ลี้ภัยเช่นซาฮาห์มากขึ้น UNHCR ทำการสำรวจผู้ลี้ภัยจำนวน 500 คน ในค่ายผู้ลี้ภัยและที่พักพิงชั่วคราวกูตูปาลอง นายาพารา และคีรอนโทริ-ชักมาร์กุล

 

ผลการสำรวจพบว่า สภาพความเป็นอยู่ที่คับแคบและการถูกริดรอนสิทธิ์แสดงให้เห็นถึงความกังวลที่หลากหลายของผู้ลี้ภัย แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะพบกับความยากลำบากแต่พวกเขายังรู้สึกปลอดภัยมากกว่าตอนอยู่ที่บ้านเกิดและสามารถขอความช่วยเหลือจากชุมชนได้

 

แน่นอนว่าซาฮาร์ ต้องเผชิญกับชีวิตทั้งสองด้านในค่าย ตอนกลางคืนเธออยู่อย่างโดดเดี่ยวในที่พักที่ทำจากไม้ไผ่และผ้าใบกันน้ำ หวาดกลัวกับการอยู่ในที่มืด แต่ในตอนกลางวันเธออยู่ได้ด้วยมิตรภาพจากเพื่อนบ้าน คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวกับลูกทั้งสองคนของเธอ พวกเธอช่วยเหลือซึ่งกันและกันเช่นการหาน้ำสะอาด ไม้สำหรับทำฟืน หรือการรับอาหาร

 

 

 

“ฉันกังวลมาก แต่ฉันรู้ว่ามีความช่วยเหลือเสมอเมื่อฉันต้องการ”

อย่างไรก็ตาม ซาฮาร์ยังโชคดีที่เธอมีบัตรอาหารจากโครงการอาหารโลกและอยู่ภายใต้ความดูแลของผู้นำชุมชนท้องถิ่น “ฉันกังวลมาก แต่ฉันรู้ว่ามีความช่วยเหลือเสมอเมื่อฉันต้องการ” เธอพูดพร้อมกับยิ้มน้อยๆ

UNHCR ทำการศึกษานี้ร่วมกับองค์กรพันธมิตรเมื่อเดือนที่แล้ว มีการประเมินทั้งในเพศชายและหญิง รวมถึงผู้นำชุมชน ผู้หญิงโสด ผู้สูงอายุและผู้พิการ การศึกษาถูกออกแบบเพื่อระบุกลุ่มที่เปราะบางมากที่สุด เพื่อให้ข้อมูลกับเราและลำดับความช่วยเหลือในอนาคต

ข้อกังวลใจหลักของผู้ลี้ภัยที่เราพบจากการศึกษายังรวมถึงอันตรายในตอนกลางคืน ความไม่แข็งแรงของที่พักพิงชั่งคราว แสงสว่างที่ไม่เพียงพอ ความหวาดกลัวจากการถูกปล้นและการลักพาตัวเด็ก ความกังวลจากการขาดการติดต่อกับชุมชนที่ให้ความช่วยเหลือและความเชื่อมั่นในผู้นำชุมชนเพื่อรับข้อมูลข่าวสาร

นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดของการเข้าถึงสุขอนามัยที่เหมาะสม ทำให้เกิดความแออัดในการใช้ห้องสุขา และความวุ่นวายในการใช้ห้องอาบน้ำส่วนตัวของผู้หญิง  

มาร์เซีย คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวกับลูกๆอีก 3 คน ของเธอ ต้องเดินเป็นระยะทางหลายร้อยเมตรผ่านบ่อพักของเสียเพื่อใช้ห้องอาบน้ำหญิง เธอจึงต้องอาบน้ำเพียงอาทิตย์ละหนึ่งครั้งหรือมากสุดอาทิตย์ละสองครั้ง และที่นั่นมีห้องน้ำหญิงเพียงแห่งเดียวในบริเวณที่เธอพักอยู่ “ความเป็นส่วนตัวของคนที่นี่ถูกจำกัด” เธอกล่าว “ตอนกลางคืน เราไม่มีแสงสว่างเพียงพอ”

แถวที่ยาวของผู้รอรับความช่วยเหลือจำนวนมาก ถูกยกให้เป็นหนึ่งในความยากลำบากที่สุดในการใช้ชีวิตของผู้ลี้ภัยที่นี่ “เราต้องทำอาหารก่อนพระอาทิตย์ตกดิน” มาร์เซียเล่า “แต่เราไม่มีอุปกรณ์ประกอบอาหาร เครื่องเทศ เนื้อปลา เนื้อสัตว์หรือผักมากพอสำหรับเด็กๆ” ในขณะเดียวกัน UNHCR ยังพบว่าเด็กๆที่นี่ต้องทำงานใช้แรงงาน เดินทางไกลเพื่อเข้าถึงน้ำสะอาด เข้าป่าเพื่อหาฟืน หรือรับจ้างแบกของ เด็กๆและพ่อแม่ต้องการเข้าถึงการศึกษาหรือพื้นที่พวกเขาสามารถพักจากความเหนื่อยล้า

“ตอนกลางคืนเราไม่มีแสงสว่างเพียงพอ...

เราต้องทำอาหารก่อนพระอาทิตย์ตกดิน”

ข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลการรักษาพยาบาลเป็นอีกเรื่องที่เรากังวล ผู้ลี้ภัยที่ป่วยเรื้อรังไม่ได้รับการรักษาเพราะระยะทางของสถานพยาบาลที่ห่างไกล นอกจากนี้ยังมีผู้ลี้ภัยที่เดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่องพร้อมกับภาวะซึมเศร้าและไม่เป็นที่ยอมรับโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุและผู้พิการขณะที่ผู้ลี้ภัยในกลุ่มวัยรุ่นยังกังวลกับความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง

ถึงแม้ว่าข้อกังวลเหล่านี้รวมถึงความอดอยากยังคงอยู่ แต่พวกเขาต่างมีความสามัคคีและมีความแน่นแฟ้นในสังคม สมาชิกในชุมชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงและวัยรุ่น พวกเขาเล่าว่าเราแบ่งอาหารและให้ความช่วยเหลืองานประจำวันซึ่งกันและกัน เช่นการพาผู้ป่วยไปที่คลิกนิกและการทำอาหาร 

UNHCR ทำงานในพื้นที่เพื่อหาทางออกและแก้ปัญหา เราปรับปรุงศูนย์บริการข้อมูลแก่ผู้ลี้ภัยและเจ้าหน้าที่รวมถึงเจ้าหน้าที่ขององค์กรพันธมิตร สร้างความเข้มแข็งในการสื่อสารทั้งสองทางเพื่อการบริการที่ดีขึ้น สร้างศูนย์ชุมชนที่ซึ่งเราสามารถให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วยเรื้อรังและผู้ที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ รวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศและการให้ความคุ้มครองเด็ก

UNHCR ได้ปรับปรุงการมอบความช่วยเหลือเพื่อลดจำนวนแถวของผู้ที่รอรับความช่วยเหลือให้สั้นลงและได้ส่งมอบความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมารับด้วยตัวเองได้ ขณะเดียวกันเรายังเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงฟืนสำหรับก่อไฟเพื่อลดการใช้แรงงานเด็กและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและได้เพิ่มห้องน้ำและห้องอาบน้ำสำหรับผู้หญิง

แผนการต่อไปยังรวมถึงการปรับปรุงอุปกรณ์การสร้างที่พักพิงโดยเพิ่มตัวล๊อคเพื่อความปลอดภัย เพิ่มไฟเพื่อแสงสว่างในชุมชน ปลูกต้นไม้และสร้างแนวกันน้ำเพื่อป้องกันดินถล่ม และส่งเสริมกิจกรรมเพื่อสร้างทักษะ

การสนับสนุนจากคุณสำคัญอย่างยิ่งต่อการช่วยชีวิตเด็ก ผู้หญิง และผู้ชายผู้ลี้ภัยในประเทศบังคลาเทศ โปรดบริจาคช่วยชีวิตตอนนี้