Skip to main content

ภาษา

 

‘ฉันจะทำงานกับ UNHCR ตราบเท่าที่ฉันยังสามารถทำงานได้ ’

UNHCR มีเจ้าหน้าที่กว่า 11,000 คน ซึ่งส่วนมากทำงานอยู่ในพื้นที่ วันนี้เราขอพาทุกคนไปพบกับชีริน อัคทาร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความคุ้มครอง ซึ่งทำงานในประเทศบังคลาเทศ

 

‘ฉันจะทำงานกับ UNHCR ตราบเท่าที่ฉันยังสามารถทำงานได้ ’

UNHCR มีเจ้าหน้าที่กว่า 11,000 คน ซึ่งส่วนมากทำงานอยู่ในพื้นที่ วันนี้เราขอพาทุกคนไปพบกับชีริน อัคทาร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความคุ้มครอง ซึ่งทำงานในประเทศบังคลาเทศ


 

 

ชื่อ: ชีริน อัคทาร์ อายุ 36 ปี จากค่ายผู้ลี้ภัยเมืองค็อกบาร์ซาร์ ประเทศบังคลาเทศ

ตำแหน่ง: เจ้าหน้าที่ฝ่ายความคุ้มครอง UNHCR

ตลอดระยะเวลา 12 ปี ของการทำงาน เริ่มตั้งแต่เป็นเจ้าหน้าที่ชั่วคราวในปีพ.ศ. 2544 ทำหน้าที่สัมภาษณ์ครอบครัวผู้ลี้ภัยจากประเทศเมียนมาร์ จนกระทั่งได้ทำงานกับ UNHCR เต็มตัวในปี พ.ศ. 2550

ทำไมคุณถึงเลือกมาทำงานงานด้านมนุษยธรรม

ในปีพ.ศ. 2544 ตอนนั้นฉันยังเป็นนักเรียน ฉันเริ่มทำงานกับ UNHCR ในทีมสัมภาษณ์ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในประเทศบังคลาเทศ ที่ซึ่งเป็นบ้านของฉัน ฉันพูดภาษาอังกฤษและภาษาท้องถิ่นที่ใกล้เคียงกับภาษาของชาวโรฮิงญา เราพูดเหมือนพวกเขา เราแต่งตัวเหมือนพวกเขา เมื่อฉันได้ฟังเรื่องราวของพวกเขา ทำไมพวกเขาจึงหนี พวกเขามีความเป็นอยู่อย่างไรที่นี่ ฉันจึงไม่ลังเลที่จะตอบตัวเองว่า “ใช่ ฉันต้องการเป็นเจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม ฉันอยากช่วยพวกเขา”

สิ่งใดที่คุณรู้สึกว่าเป็นรางวัล หรือเป็นความท้าทายมากที่สุดในงานของคุณ

ในฐานะของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความคุ้มครอง ฉันได้พบกับเจ้าหน้าที่จากองค์กรพันธมิตรของ UNHCR และหัวหน้าชุมชนที่ค่ายผู้ลี้ภัยกูตูปาลองและนายาพารา ประเทศบังคลาเทศ ฉันทำงานในพื้นที่ดูแลโครงการแก้ปัญหาและป้องกันความรุนแรงทางเพศ ต้องคลุกคลีอยู่กับเด็กๆและผู้หญิง โดยร้อยละ 80-85 ของเหตุการณ์ที่ได้รับการรายงานเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว ในขณะที่รายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์การถูกคุกคามทางเพศ การค้ามนุษย์และการแต่งงานในวัยเด็กมีจำนวนน้อยมากกว่า เราทำงานกับผู้รอดชีวิตและรายงานต่อหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลในแต่ละกรณีโดยตรง ฉันถือว่าเป็นรางวัลสำหรับการทำงานเมื่อฉันสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้

ความท้าทายที่สุดที่ฉันเจอคือความอนุรักษ์นิยมของชุมชน การทุบตีภรรยาเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ในสังคม ฉันรู้สึกแย่และโกรธเมื่อได้ยินเรื่องเกี่ยวกับสามีที่ทำร้ายภรรยาด้วยเหตุผลเล็กน้อยที่สามารถจบลงได้ด้วยการคุยกัน อย่างเช่น ‘เธอไม่ได้ขออนุญาตไปบ้านพ่อแม่’ หรือ ‘เธอไม่ได้ถามว่าออกไปข้างนอกได้หรือไม่’ เป็นเรื่องเล็กน้อยมากๆ เราทำงานกับชุมชนเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมและความคิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ชายและเด็กผู้ชาย สถานการณ์ตอนนี้ดีขึ้นมากเมื่อเปรียบเทียบกับ 12 ปี ก่อน ผู้หญิงมีส่วนร่วมมากขึ้น พวกเธอมีโอกาสได้ร่วมตัดสินใจ ได้รับการศึกษา มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งฉันรู้สึกมีความสุขมากๆ  

  • ชีริน อัคทาร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความคุ้มครอง UNHCR กลุ่มผู้ลี้ภัยที่เดินทางมาถึงใหม่ไปยังที่พักพิงในค่ายผู้ลี้ภัยกูตูปาลอง ประเทศบังคลาเทศ © UNHCR/Paula Bronstein

  • ชีริน อัคทาร์ พูดคุยกับเด็กๆผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาที่กำลังเคลื่อนย้ายไปยังที่พักพิงในค่ายผู้ลี้ภัยกูตูปาลอง ประเทศบังคลาเทศ © UNHCR/Paula Bronstein

  • ชีริน อัคทาร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความคุ้มครอง UNHCR ในค่ายผู้ลี้ภัยกูตูปาลอง ประเทศบังคลาเทศ © UNHCR/Paula Bronstein

อยากให้คุณเล่าถึงวันที่ดีที่สุดของการทำงาน

ตอนนี้เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ฉุกเฉินใหญ่ที่สุดในภูมิภาคที่เคยเกิดขึ้นในรอบ 10 ปี ผู้คนนับหมื่นกำลังหนีมายังประเทศบังคลาเทศ เด็กส่วนมากต้องพลัดพรากกับพ่อแม่และกำลังสับสน เพื่อทำงานตอบสนองต่อเรื่องนี้ เราเปิดพื้นที่ที่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับเด็กๆในค่าย และมีโครงการการติดตามครอบครัวให้เด็กๆได้พบกับพ่อแม่อีกครั้ง

สัปดาห์แรกของวิกฤตการณ์ ฉันได้รับสายจากเจ้าหน้าที่จากองค์กรพันธมิตรหนึ่งในสองค่ายที่เราทำงานอยู่ บอกว่า ‘มาที่นี่เร็ว เราพบเด็กผู้หญิงอายุ 5 ขวบ ที่นี่ เธอหลงกับพ่อแม่และกำลังร้องไห้’ ทันใดนั้นฉันวิ่งออกจากสำนักงาน เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้และร้องไห้ ฉันอุ้มเธอขึ้น ฉันเห็นใบหน้าของลูกสาวฉันตอนที่ร้องไห้เมื่อมองหน้าของเธอ

เธอหลงกับครอบครัวขณะเดินทางเข้ามายังค่าย ฉันรีบประกาศตามหาผ่านเครื่องกระจายเสียงทันทีแต่หาพ่อแม่เธอไม่พบ เราจึงพาเธอไปยังจุดที่เธอพลัดหลงแต่ยังไม่พบ ในที่สุดเราพบพวกเขาบนถนนด้านนอกค่าย ตอนที่ฉันเห็นพวกเขาพบกันอีกครั้ง สวมกอดกันและกันและร้องไห้ ‘นั่นเป็นวันที่ดีที่สุดในชีวิตการทำงานสำหรับฉัน’

วันที่เป็นวันที่แย่ที่สุดของคุณ

สองสัปดาห์แรกของการลี้ภัยเข้ามาช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงกันยายน ผู้คนนับพันเดินทางมาถึงในแต่ละวัน ตอนนั้นเป็นหน้ามรสุมและมีฝนตกหนักมาก มีผู้หญิงจำนวนมากที่กำลังตั้งครรภ์และผู้หญิงที่มาพร้อมกับเด็กเล็กๆกำลังตากฝนอยู่ข้างนอก ไร้สิ่งกำบัง

ในตอนแรกฉันเกิดความรู้สึกหลากหลาย ยากที่จะทำใจยอมรับภาพที่เห็นแต่เราต้องทำงาน ทำหน้าที่ของเรา เราเปิดศูนย์ชุมชนในค่ายเพื่อพวกเขาซึ่งเป็นที่พักพิงให้ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ราว 400-500 คน รวมไปถึงคุณแม่ลูกอ่อนและเด็กๆ เมื่อพวกเขาได้หลบฝนแล้วเราจึงเริ่มส่งพวกเขาไปรับบริการด้านสาธารณะสุขและมอบอาหาร ตอนนี้เราได้รับการสนับสนุนและความช่วยเหลือมากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าฉันรู้สึกโล่งใจแล้วแต่แค่รู้สึกดีขึ้น

เมื่อฉันมองไปยังอนาคตข้างหน้า ฉันรู้ว่าฉันต้องการอะไร ‘ตราบเท่าที่ฉันยังสามารถทำได้ ฉันจะทำงานกับ UNHCR ต่อไป’

UNHCR ทำงานใน 130 ประเทศทั่วโลก ช่วยเหลือผู้ชาย ผู้หญิงและเด็กที่ถูกสงครามและการประหัตประหารบังคับให้หนีออกจากบ้าน สำนักงานใหญ่ของเราตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา แต่เจ้าหน้าที่ของเราส่วนมากทำงานอยู่ในพื้นที่เพื่อช่วยผู้ลี้ภัย นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของเราและงานของพวกเขา

ความช่วยเหลือจากคุณจำเป็นอย่างยิ่งต่อการช่วยชีวิตเด็ก ผู้หญิงและครอบครัวผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในประเทศบังคลาเทศ โปรดบริจาคตอนนี้