Skip to main content

ภาษา

 

บังคลาเทศและ UNHCR ลงนามข้อตกลงในแผนงานการเดินทางกลับมาตุภูมิด้วยความสมัครใจ

 

 

นายฟิลิปโป กรันดี ข้าหลวงใหญ่ฯ UNHCR และนายโมฮัมหมัด ชาฮิดูล ฮาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประเทศบังคลาเทศ ลงนามในบันทึกข้อตกลงการเดินทางกลับมาตุภูมิด้วยความสมัครใจของผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา เมื่อวันศุกร์ที่ 13 เมษายน ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ © UNHCR/Susan Hopper
นายฟิลิปโป กรันดี ข้าหลวงใหญ่ฯ UNHCR และนายโมฮัมหมัด ชาฮิดูล ฮาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประเทศบังคลาเทศ ลงนามในบันทึกข้อตกลงการเดินทางกลับมาตุภูมิด้วยความสมัครใจของผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา เมื่อวันศุกร์ที่ 13 เมษายน ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ © UNHCR/Susan Hopper

 

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติหรือ UNHCR และรัฐบาลบังคลาเทศร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงการเดินทางกลับของผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา เมื่อสถานการณ์ที่ประเทศเมียนมาร์เอื้ออำนวย 
 

บันทึกข้อตกลงลงนามโดยนายฟิลิปโป กรันดี ข้าหลวงใหญ่ฯ UNHCR และนายโมฮัมหมัด ชาฮิดูล ฮาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประเทศบังคลาเทศ จัดตั้งแผนการดำเนินงานด้วยความร่วมมือระหว่าง UNHCR และรัฐบาลบังคลาเทศ ในการเดินทางกลับมาตุภูมิด้วยความสมัครใจอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามมาตรฐานสากล
 

ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญามากกว่า 670,000 คน หนีจากความรุนแรงในประเทศเมียนมาร์ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา รวมกับชาวโรฮิงญาอีกราว 200,000 คน ที่ลี้ภัยเข้ามาและพักพิงอยู่ในประเทศบังคลาเทศก่อนหน้านี้เป็นเวลาหลายสิบปี UNHCR ขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อรัฐบาลและประชาชนชาวบังคลาเทศ ที่มอบที่พักพิง ความคุ้มครองและความช่วยเหลือในด้านต่างๆ 

แม้การลงนามในบันทึกข้อตกลงจะไม่ครบไตรภาคี ซึ่งต้องประกอบไปด้วย UNHCR รัฐบาลเมียนมาร์และรัฐบาลบังคลาเทศ แต่ UNHCR ยังคงทำงานเพื่อประสานงานความร่วมมือระหว่างสองรัฐบาลในการเจรจาต่อรองในบันทึกข้อตกลงสองฉบับ เพื่อให้แน่ใจว่าการเดินทางกลับในอนาคตจะเป็นไปตามมาตรฐานสากล คือเป็นไปด้วยความสมัครใจ ปลอดภัย และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

จากการประเมินของ UNHCR สถานการณ์ในประเทศเมียนมาร์ยังไม่เอื้ออำนวยต่อการเดินทางกลับอย่างปลอดภัย  ได้รับการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเป็นไปอย่างยั่งยืน ความรับผิดชอบต่อการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยยังคงเป็นหน้าที่ของประเทศเมียนมาร์ ซึ่งมีความหมายมากกว่าการเตรียมพร้อมเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับ

ก่อนการตัดสินใจเดินทางกลับ ผู้ลี้ภัยในประเทศบังคลาเทศต้องการเห็นกระบวนการที่เป็นรูปธรรม ไม่เพียงแต่การเดินทางกลับแต่ยังรวมถึงสถานะทางกฎหมายและสถานะพลเมือง ความปลอดภัยและความสามารถในการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานที่บ้านของพวกเขาในรัฐยะไข่ UNHCR ยังคงเรียกร้องให้รัฐบาลเมียมาร์ใช้มาตรการที่เป็นรูปธรรมในการระบุสาเหตุของปัญหาการพลัดถิ่นซึ่งสอดคล้องกับคำแนะนำจากคณะกรรมการที่ปรึกษารัฐยะไข่

 

สิ่งที่รัฐบาลเมียนมาร์ต้องปฏิบัติอย่างเร่งด่วนคือการให้ UNHCR และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าถึงพื้นที่รัฐยะไข่ พื้นที่ที่ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาจากมาได้อย่างไร้ข้อจำกัด เพื่อให้ UNHCR ประเมินสถานการณ์ เป็นข้อมูลแก่ผู้ลี้ภัยเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่รวมถึงความเป็นไปได้อื่นๆในการเดินทางกลับมาตุภูมิและการคืนสู่สังคม ลำดับต่อมาคือมาตรการที่เป็นไปได้ในการยกเลิกข้อจำกัดในการเดินทางของผู้ที่ถูกบังคับให้พลัดถิ่นในประเทศ ที่พักพิงอยู่ในใจกลางเมืองของรัฐยะไข่ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ลี้ภัยในประเทศบังคลาเทศ โดยมาตรการที่เป็นรูปธรรมจะช่วยพิสูจน์ว่ารัฐบาลเมียนมาร์ มีความมุ่งมั่นแก้ปัญหาในการหาทางออกที่ยั่งยืน

 

ในประเทศเมียนมาร์ UNHCR ร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติหรือ UNDP หารือกับรัฐบาลเมียนมาร์ในข้อตกลงไตรภาคี เพื่อร่างความร่วมมือระหว่างองค์กรและรัฐบาลเมียนมาร์ในรัฐยะไข่ โดยข้อตกลงมีเป้าหมายในการจัดตั้ง 4 แผนงานเพื่อการเดินทางกลับมาตุภูมิโดยสมัครใจและเป็นไปตามมาตรฐานสากล สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเดินทางกลับโดยสมัครใจในที่สุดและมอบความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมรวมถึงความช่วยเหลือด้านการพัฒนาแก่ประชาชนในรัฐยะไข่ 

เพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาได้อย่างยั่งยืน โปรดบริจาคเพื่อมอบความคุ้มครองตอนนี้