Skip to main content

ภาษา

 

ลำดับเหตุการณ์วิกฤติผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา: 100 วัน แห่งความหวาดกลัวและความหวัง

ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญามากกว่า 500,000 คน หนีมายังบังคลาเทศหลังความรุนแรงปะทุขึ้นในประเทศเมียนมาร์เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นี่เป็นสรุปเหตุการณ์สำคัญจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้

 

ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาหลั่งไหลเข้ามาในประเทศบังคลาเทศเป็นจำนวนมาก เป็นวิกฤตการณ์ที่เป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวางของสื่อต่างๆ ท่ามกลางความสนใจของผู้คนทั่วโลก นับตั้งแต่ความรุนแรงปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนสิงหาคม ในรัฐไข่ ประเทศเมียนมาร์ที่ผ่านมา ผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กๆชาวโรฮิงญากว่า 620,000 คน ถูกบังคับให้หนีออกจากประเทศ กลายเป็นวิกฤตการณ์ผู้ลี้ภัยที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

 

 

 

สรุปเหตุการณ์สำคัญในช่วงเวลา 100 วันแรกของวิกฤตการณ์ฉุกเฉินนี้

วันที่ 25 สิงหาคม- สื่อของทางการเมียนมาร์รายงานว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 12 นาย ถูกทำร้ายเสียชีวิตโดยกลุ่มกบฎชาวโรฮิงญา กองกำลังเข้าปราบปรามในพื้นที่รัฐยะไข่ ส่งผลให้เกิดการอพยพของบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมในพื้นที่ สี่วันต่อมา ผู้ลี้ภัยหลายพันคนเดินทางมายังประเทศบังคลาเทศทางเท้าและทางเรือ

วันที่ 29 สิงหาคม- UNHCR หน่วยงานที่ทำงานในพื้นที่ประเทศบังคลาเทศนับสิบปี ให้คำมั่นสัญญาในการช่วยเหลือและเรียกร้องให้เมืองธากา เปิดชายแดนเพื่อรับผู้ลี้ภัยที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ UNHCR ประจำประเทศบังคลาเทศซึ่งขณะนั้นให้ความคุ้มครองและดูแลผู้ลี้ภัยในค่ายกูตูปาลองนับหมื่นคนที่เดินทางมาถึงก่อนหน้านี้ต้องขยายการทำงานเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่หลั่งไหลเข้ามาใหม่

วันที่ 5 กันยายน – UNHCR เรียกร้องความช่วยเหลือเพื่อช่วยชีวิตผู้ลี้ภัยที่เพิ่มจำนวนสูงถึง 125,000 คน สามวันต่อมา วันที่ 8 กันยายน จำนวนผู้ลี้ภัยเพิ่มสูงขึ้นเป็น 270,000 คน เกินกว่าค่ายผู้ลี้ภัยทั้งสองค่ายสามารถรองรับผู้ลี้ภัยที่เดินทางมาใหม่ได้ ชาวบังคลาเทศและผู้ลี้ภัยที่เดินทางมาถึงก่อนหน้านี้ต้องการความช่วยเหลือในทุกๆด้าน ทั้งอาหาร เสื้อผ้าและที่พักพิง ในขณะที่ที่พักพิงชั่วคราวถูกสร้างขึ้นเป็นจำนวนมาก และเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วบริเวณข้างถนนและพื้นที่ว่าง

วันที่ 12 กันยายน – เครื่องบินลำเลียงลำแรกของ UNHCR เดินทางมาถึง ในขณะเดียวกันจำนวนผู้ลี้ภัยที่เดินทางมาถึงใหม่เพิ่มสูงเป็น 370,000 คน ความอดอยากและเหตุการณ์การประหัตประหารที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมาร์ ทำให้ผู้ลี้ภัยประสบกับภาวะขาดสารอาหารตั้งแต่ก่อนเดินทางผ่านป่าท่ามกลางมรสุมหนัก ผู้สูงอายุแลผู้ป่วยคือกลุ่มคนที่เปราะบางมากที่สุดเช่นคุณยายมาเบีย วัย 75 ปีที่ญาติๆต้องช่วยกันแบกข้ามชายแดนมา 

  • มาเบีย คาทุน (ในผ้าห่ม) ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาวัย 75 ปี ถูกหามมาโดยลูกชายทั้งสองคนหลังจากเดินทางข้ามมายังประเทศบังคลาเทศ © UNHCR/Adam Dean

  • ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญากำลังปีนลงจากเรือหลังเดินทางมาถึงประเทศบังคลาเทศเมื่อวันที่ 14 กันยายน ปี 2560 ที่ผ่านมา © UNHCR

  • ครอบครัวผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาจากประเทศเมียนมาร์ข้ามแม่น้ำที่ท่วมสูงขึ้นจากมรสุมหนักที่ค่ายผู้ลี้ภัยกูตูปาลอง ประเทศบังคลาเทศ © UNHCR/Paula Bronstein

  • นายฟิลิปโป กรันดี ข้าหลวงใหญ่ฯ UNHCR เดินทางเยี่ยมผู้ลี้ภัยที่ค่ายผู้ลี้ภัยกูตูปาลอง เมืองค็อกบาซาร์ ประเทศบังคลาเทศ © UNHCR/Roger Arnold

  • อาสาสมัครของ UNHCR กำลังเก็บข้อมูลจากมูฮัมเหม็ด โบโช วัย 80 ปี ในค่ายส่วนต่อขยาย ประเทศบังคลาเทศ ข้อมูลนี้จะช่วยให้การให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น © UNHCR/Roger Arnold

  • เด็กชายชาวโรฮิงญากำลังเติมน้ำจากท่อน้ำในค่ายผู้ลี้ภัยกูตูปาลอง ประเทศบังคลาเทศเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2560 . © UNHCR/Roger Arnold

  • ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาหลายพันคนที่เดินทางมาถึงใหม่ข้ามชายแดนมาใกล้หมู่บ้านอันจูมานพารา เมืองปาลองคาลี ประเทศบังคลาเทศ © UNHCR/Roger Arnold

วันที่ 19 กันยายน – ผู้ลี้ภัยมากกว่า 450,000 คน เดินเท้าเข้ามาทางตอนใต้ของประเทศบังคลาเทศ เช่นราบียา แม่ของลูกทั้ง 6 คน ที่ต้องเผชิญกับฝนตกและน้ำท่วมมาตลอดทาง ในวันเดียวกัน UNHCR ได้ประกาศให้เหตุการณ์นี้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อยกระดับความช่วยเหลือ รวมถึงการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่และทรัพยากรด้านต่างๆ ท่ามกลางความหวาดกลัวและโรคภัยไข้เจ็บที่ระบาดในพื้นที่พักพิงชั่วคราวที่ถูกสร้างขึ้นและเพิ่มจำนวนแผ่ขยายไปทั่วทั้งพื้นที่ เราเพิ่มการมอบวัคซีน น้ำสะอาด และความช่วยเหลือด้านสุขอนามัย 

วันที่ 24 กันยายน –  นายฟิลิปโป กรันดี ข้าหลวงใหญ่ฯ UNHCR เรียกร้องการเพิ่มความพยายามในการช่วยเหลือที่รวดเร็วและยั่งยืนมากขึ้นระหว่างการเข้าเยี่ยมผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา ในประเทศบังคลาเทศ 

วันที่ 28 กันยายน – ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาอย่างน้อย 14 คน จมน้ำเสียชีวิตจากเหตุการณ์เรือล่มในอ่าวเบงกอล โดยในจำนวนนี้ 9 คน เป็นเด็ก ขณะที่จำนวนผู้ลี้ภัยเพิ่มสูงมากกว่า 500,000 คนนายอันโตนิโอ กุเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวกับสภาความมั่นคงในนครนิวยอร์ก ว่าวิกฤติผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาเป็น “ฝันร้ายของสิทธิมนุษยชน”

 

  • ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญานับแสนคนหนีจากความรุนแรงในประเทศเมียนมาร์ ติดตามสถานการณ์ที่นี่  

9 ตุลาคม - ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญายังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง UNHCR เร่งส่งมอบสิ่งของช่วยชีวิตไปยังบริเวณชายแดน ขณะที่มีรายงานว่าผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาเดินทางเข้ามายังประเทศบังคลาเทศราว 10,000 คน ต่อวัน หลายวันต่อมาเราได้ทำการนับจำนวนครัวเรือนในพื้นที่ที่พักพิงชั่วคราวเพื่อเก็บข้อมูลจำนวน ความต้องการพิเศษ และทำเลที่พักของผู้ที่เดินทางมาถึงใหม่ เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างตรงจุดโดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการการช่วยเหลือพิเศษเช่นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่เดินทางมาพร้อมกับเด็กแรกเกิด ผู้พิการ เด็กที่ไม่มีพ่อแม่และผู้สูงอายุ

ชาวโรฮิงญาหลายพันคนเลือกที่จะอยู่ในบ้านของตัวเองถึงแม้ว่าอาจจะต้องถูกทำร้ายเสียชีวิต วันที่ 17 ตุลาคม ผู้ลี้ภัยราว 15,000 คน ใกล้กับชายแดนเมียนมาร์-บังคลาเทศ ตัดสินใจหนีออกมาช่วงกลางเดือนตุลาคม เพราะทั้งหมู่บ้านถูกเผาและหลังจากรอการอนุญาติให้เดินทางเข้าประเทศเพื่อหาที่พักพิงที่ปลอดภัย

 

  • วัคซีนป้องกันโรคท้องร่วงถูกแจกจ่ายให้แก่ผู้ลี้ภัยโดยเจ้าหน้าที่สหประชาชาติและด้วยความช่วยเหลือจากอาสาสมัคร ชุมชนในพื้นที่และองค์กรพันธมิตร ในค่ายผู้ลี้ภัยบาลูคาลิ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2560 © UNHCR/Roger Arnold

  • ไลลา เบกุม วัย 30 ปี และลูกๆของเธอกำลังเปิดกล่องอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่ได้รับจาก UNHCR ซึ่งประกอบไปด้วย ตะเกียงพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ชาร์จโทรศัพท์ ผ้าห่ม ผ้าใบกันน้ำ และอุปกรณ์ทำอาหาร ที่ค่ายผู้ลี้ภัยกูตูปาลอง เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 © UNHCR/Andrew McConnell

  • นี่เป็นภาพชีวิตประจำวันและการต่อแถวรับอาหารในค่ายผู้ลี้ภัย ประเทศบังคลาเทศ © UNHCR/Roger Arnold

  • ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีการวางแผนการแก้ปัญหาความแออัดในพื้นที่โดยการเคลื่อนย้ายผู้ลี้ภัย 5,000 คน ไปยังพื้นที่เปิดใหม่ในค่ายส่วนต่อขยายกูตูปาลอง © UNHCR/Roger Arnold

  • ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาหลายร้อยคนข้ามแม่น้ำนาฟด้วยเรือที่ประกอบขึ้นเอง หนีจากความขัดแย้งและความรุนแรงจากบ้านเกิดมายังประเทศบังคลาเทศ © UNHCR/Andrew McConnell

  • เด็กผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาคนนี้คือหนึ่งในผู้ลี้ภัย 1,700 คน ที่เดินทางมาจากค่ายผู้ลี้ภัยเดิมมายังพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศบังคลาเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่จัดสรรโดยรัฐบาล © UNHCR/Roger Arnold

วันที่ 24 ตุลาคม – ผู้บริจาคจากนานาชาติประกาศมอบเงินบริจาคเพิ่มเติมกว่า 12,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือให้ผู้ลี้ภัยและชุมชนของประเทศบังคลาเทศที่ให้ความช่วยเหลือในวิกฤตการณ์ทางมนุษยธรรมนี้ ที่ซึ่งจำนวนเด็ก ผู้หญิง และผู้ชายชาวโรฮิงญาที่แสวงหาที่พักพิงที่ปลอดภัยเพิ่มสูงเกินกว่า 600,000 คน 

เดือนพฤศจิกายน – ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาหลายพันคนถูกทิ้งในประเทศเมียนมาร์ พวกเขารอที่จะข้ามแม่น้ำนาฟ มายังประเทศบังคลาเทศ เพราะไม่สามารถจ่ายเงินเพื่อนั่งเรือข้ามมา แพราว 30 ลำ ที่ทำขึ้นเองง่ายๆจากวัสดุท้องถิ่นเช่นไม้ไผ่ กระป๋องน้ำผูกด้วยเชือก ข้ามปากอ่าวมายังประเทศบังคลาเทศ วันที่ 17 พฤศจิกายน ขณะที่จำนวนผู้ลี้ภัยเพิ่มเป็น 620,000 คน 

วันที่ 24 พฤศจิกายน UNHCR ยินดีที่ได้ทราบถึงรายงานการหารือร่วมกันระหว่างรัฐบาลบังคลาเทศและเมียนมาร์ และได้แสดงจุดยืนอย่างหนักแน่นว่าการเดินทางกลับ “จะต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ เป็นไปอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีบนพื้นฐานของมาตรฐานระดับสากล”

ระหว่างสัปดาห์นั้นเอง ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาราว 100 ครอบครัวหรือจำนวน 430 คน เดินทางเข้ามาประเทศบังคลาเทศต่อวันในขณะที่วิกฤตการณ์ที่รุนแรงที่สุดในภูมิภาคครั้งนี้ยังดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง 

วันที่ 1 ธันวาคม ครบรอบ 100 วัน วิกฤตการณ์ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา UNHCR ได้ส่งมอบความช่วยเหลือฉุกเฉินรวมถึงผ้าใบกันน้ำเอนกประสงค์เพื่อสร้างที่พักพิง จำนวน 93,000 ชุด ผ้าห่มจำนวน 178,000 ผืน และอุปกรณ์ประกอบอาหารกว่า 36,000 ชุด แก่ครอบครัวผู้ลี้ภัย นอกจากนี้ยังได้มอบน้ำสะอาดและห้องน้ำเพื่อรองรับผู้ลี้ภัยราว 100,000 คน รวมถึงการรักษาพยาบาลและที่ปรึกษาเพื่อฟื้นฟูจิตใจแก่ผู้ลี้ภัยราว 60,000 คน ข้อมูลล่าสุดจากการนับจำนวนครัวเรือนพบว่ามีครอบครัวผู้ลี้ภัยราว 173,356 ครอบครัว ทำให้เราสามารถระบุและให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในกลุ่มเปราะบางอย่างรวดเร็วและเข้าถึงมากที่สุดต่อไป

 

  • การสนับสนุนจากคุณสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อช่วยชีวิตผู้ลี้ภัยในประเทศบังคลาเทศ บริจาคด่วน