Skip to main content

ภาษา

 

ผู้อุทิศชีวิตให้แก่การรณรงค์เพื่อพัฒนาสิทธิของบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย

เตือนใจ ดีเทศน์ ได้รับรางวัล ผู้เข้ารอบสุดท้ายจากภูมิภาคเอเชีย สำหรับรางวัล Nansen Refugee Award ของ UNHCR

 

ผู้อุทิศชีวิตให้แก่การรณรงค์เพื่อพัฒนาสิทธิของบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย

เตือนใจ ดีเทศน์ ได้รับรางวัล ผู้เข้ารอบสุดท้ายจากภูมิภาคเอเชีย สำหรับรางวัล Nansen Refugee Award ของ UNHCR

โดย โจอันนา โรลดัน

 

Campaigner Tuenjai Deetes has devoted her life to improving the lives of stateless hill tribe communities in northern Thailand.  © UNHCR/Rachapon Riansiri
Campaigner Tuenjai Deetes has devoted her life to improving the lives of stateless hill tribe communities in northern Thailand. © UNHCR/Rachapon Riansiri


กรุงเทพฯ ประเทศไทย

นาทีเติบโตมาโดยไม่มีสัญชาติเช่นเดียวกับเด็กชาวเขาหลายพันคนในภาคเหนือของประเทศไทย ภาวะไร้รัฐไร้สัญชาตินี้อาจรวมถึงสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากและการเข้าไม่ถึงสวัสดิการด้านสุขภาพและการศึกษา ซึ่งอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติและการดำรงชีวิตบนความไม่แน่นอน

ชีวิตของนาทีได้เปลี่ยนไปหลังจากได้รับความช่วยเหลือจากเตือนใจ ดีเทศน์ ผู้ที่เดินทางเข้ามาในหมู่บ้านของเธอในฐานะอาสาสมัครสอนภาษาไทยในปีพ.ศ. 2516

“คุณเตือนใจ ช่วยทุกคนในหมู่บ้านและจากชนเผ่าอื่นๆ” นาทีกล่าว
“เธอช่วยให้พวกเราเรื่องสัญชาติไทยและมีสิทธิขั้นพื้นฐานตามที่ควรจะมี”

 

เตือนใจได้รับคัดเลือกเข้ารอบสุดท้ายจากภูมิภาคเอเชีย ในรางวัล Nansen Refugee Award ประจำปีพ.ศ. 2561 รางวัลนี้เป็นรางวัลที่ UNHCR มอบให้แก่บุคคลดีเด่นที่อุทิศชีวิตให้แก่การช่วยเหลือผู้ลี้ภัย บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ และบุคคลพลัดถิ่นภายในประเทศทั่วโลกเป็นประจำทุกปี

รางวัลนี้ได้รับการตั้งชื่อตามนักสำรวจขั้วโลกชาวนอร์เวย์ Fridtjof Nansen ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยองค์การสันนิบาตชาติให้ดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยเป็นท่านแรก

เมื่อเตือนใจอายุได้ 20 ปี เธอเริ่มทำงานกับชุมชนชาวเขาที่ยากจนในจังหวัดเชียงราย การมุ่งมั่นทำงานอย่างต่อเนื่องในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมาทำให้เธอได้เข้าใจถึงปัญหาที่พวกเขาต้องเผชิญจากการไม่มีสัญชาติ และเธอได้พยายามที่จะหาทางแก้ไขเพื่อช่วยเหลือพวกเขา

“เมื่อตอนที่ฉันเริ่มทำงาน ประมาณ 40 ปีที่แล้ว มีคนในประเทศไทยไม่กี่คนที่เข้าใจถึงปัญหาและให้ความสำคัญกับการหาทางแก้ไขอย่างจริงจัง” คุณเตือนใจ อายุ 66 ปี ได้กล่าวกับ UNHCR

 

“ฉันฝันถึงการมีสังคมส่วนรวมที่ไม่ทอดทิ้งคนที่มีความหลากหลายในสังคมและทุกคนสามารถใช้สิทธิของตนและพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่”

เธอร่วมก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) เพื่อพัฒนาชุมชนให้พึ่งตนเอง ส่งเสริมการศึกษา และพัฒนาระบบการเกษตรให้มีความยั่งยืนและเป็นแบบอย่าง

ตั้งแต่นั้นมา เธอได้รับรางวัลและเกียรติบัตรมากมาย ในปีพ.ศ. 2543 เธอได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย และต่อมาในปีพ.ศ. 2549 เตือนใจได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เธอมีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ไขกฎหมายที่สำคัญที่เกี่ยวกับสัญชาติและทะเบียนราษฎร ส่งผลให้บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทยนับแสนคนมีสิทธิยื่นคำร้องขอสัญชาติ

ทั่วโลกมีคนจำนวนอย่างน้อย 10 ล้านคนที่ถูกปฏิเสธการมีสัญชาติ ส่งผลให้พวกเขามักจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียนในโรงเรียน เข้ารับการรักษาพยาบาล ทำงาน หรือแม้กระทั่งจดทะเบียนสมรส อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทยได้ลดลงอย่างมาก โดยตั้งแต่ปีพ.ศ. 2551 เป็นต้นมา มีผู้ได้รับอนุมัติสัญชาติไทยไปแล้วกว่า 90,000 คน และนาทีก็เป็นหนึ่งในนั้นจากการที่ได้รับความช่วยเหลือจากคุณเตือนใจ

 

  • Campaigner Tuenjai Deetes has devoted her life to improving the lives of stateless hill tribe communities in northern Thailand. © UNHCR/Rachapon Riansiri

  • Natee, a formerly stateless woman from the Lahu hill tribe, shows a photograph of her university graduation © UNHCR/Rachapon Riansiri

  • A formerly stateless man from the Lisu hill tribe shows his ID card in northern Thailand. He was supported by 2018 Nansen Award finalist for Asia, Tuenjai Deetes, in applying for citizenship. © UNHCR/Rachapon Riansiri


“ถ้าเราไม่มีสัญชาติไทย เราไม่มีสิทธิ คนอื่นก็จะมองไม่เห็นเรา” นาที อายุ 42 กล่าว “เมื่อฉันมีสัญชาติแล้ว ฉันมีสิทธิเหมือนคนอื่นๆ ฉันรู้สึกมีความมั่นใจ ไม่รู้สึกด้อยกว่าใคร ฉันมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ได้เรียนหนังสือ ได้รับการรักษาพยาบาล รู้สึกปลอดภัยเมื่อเดินทาง”

ในปีพ.ศ. 2558 คุณเตือนใจได้เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และยังคงรณรงค์เพื่อคนไร้รัฐไร้สัญชาติและเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนชาวเขาต่อไป

เธอได้กล่าวว่า “ในฐานะมนุษย์ เราทุกคนสมควรได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพและอย่างมีศักดิ์ศรี เราทุกคนมีสิทธิที่จะมีสัญชาติ เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมฉันถึงได้ทุ่มเททั้งชีวิตในการทำงานเพื่อยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ”

 

#NansenAward

#IBelong             

#WithRefugees