Skip to main content

ภาษา

 

ผู้ลี้ภัยชาวซูดานใต้ตามหาญาติพี่น้องในค่ายผู้ลี้ภัยประเทศเอธิโอเปีย

ท่ามกลางความสับสนในสถานการณ์รุนแรง ผู้ลี้ภัยจากประเทศซูดานต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก สำหรับบางคน พวกเขาได้รับข่าวร้าย เด็กชายฝาแฝดสองคนนี้กำลังถามหาพ่อแม่ของตน โดยที่ไม่รู้เลยว่าพวกเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว

 

ค่ายผู้ลี้ภัยเชอร์โคเล, ประเทศเอธิโอเปีย (ยูเอ็นเอชซีอาร์) – ผู้ลี้ภัยในค่ายแห่งนี้ดูเหมือนจะกำลังตามหาคนกันให้ทั่วไปหมด ส่วนผู้ที่เลิกตามหาแล้วก็กำลังเช็ดน้ำตา

เด็ง บุลลิส อายุ 18 ปี กำลังตามหาแม่และน้องสาว เขาเคยอยู่ที่เมืองเคอร์เมิกในประเทศซูดานตอนที่มีการทิ้งระเบิดเมื่อเดือนกันยายน ตอนที่เขาได้ยินเสียงระเบิด เขารีบวิ่งกลับบ้านเพื่อไปหยิบของสำคัญ ซึ่งได้แก่พจนานุกรมภาษาอังกฤษ คัมภีร์ไบเบิ้ล และหนังสือวิชาชีววิทยา

แม้เขาจะสามารถนำหนังสือเหล่านี้ข้ามชายแดนเข้ามาสู่ประเทศเอธิโอเปียได้ แต่เขายังคงตามหาครอบครัว เขาใช้ก้อนหินขูดคำว่า “ที่ไหน” บนแขน “ผมไม่รู้เลยว่าผมจะไปที่ไหน” เขากล่าว “ผมไม่รู้ว่าแม่กับน้องสาวของผมอยู่ที่ไหน ผมไม่รู้เลยว่าอนาคตของผมอยู่ที่ไหน”

ท่ามกลางความสับสนในสถานการณ์รุนแรง ผู้ลี้ภัยจากประเทศซูดานหลายคนต้องพลัดพรากกับบุคคลอันเป็นที่รัก และหลายอย่างทำให้เกิดความรู้สึกคิดถึงและโหยหา ทุกวัน ผู้ลี้ภัยที่เดินทางจากประเทศซูดานมาที่ค่ายผู้ลี้ภัยใกล้กับเมืองอะโซซาจะถามหาข่าวคราวของญาติตนเองอย่างไม่หยุดหย่อน และสำหรับบางคน ข่าวที่พวกเขาได้รับก็เป็นข่าวที่ไม่ดีนัก

ยูเอ็นเอชซีอาร์ได้พบกับความท้าทายหลายอย่างในการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่กระจัดกระจายอยู่ในสามประเทศ รวมทั้งในเขตสงครามให้ได้พบกับครอบครัว “เป็นการง่ายกว่าที่จะตามหาคนในช่วงที่จำนวนประชากรของผู้ลี้ภัยมีความคงที่” มวาจูมา มซังกิ เจ้าหน้าที่ยูเอ็นเอชซีอาร์ ผู้จัดการค่ายผู้ลี้ภัยเชอร์โคเล กล่าว

“การข้ามชายแดนจากเมืองแอ็บเยไปถึงรัฐบลูไนล์และหลายพื้นที่ของประเทศซูดานใต้ ทำให้สถานการณ์มีความซับซ้อนอย่างมากและทำให้ยากที่จะตามหาคนที่หายไปได้” เขาเสริม โดยขั้นต้นยูเอ็นเอชซีอาร์ทำงานร่วมกับคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศในการตามหาสมาชิกครอบครัวที่หายไปของผู้ลี้ภัย

ในขณะเดียวกัน เครือข่ายของผู้ลี้ภัยเป็นแหล่งข้อมูลอันสำคัญในการตามหาบุคคลอันเป็นที่รักของพวกเขา ผู้ลี้ภัยที่มาใหม่จะมากับข่าวคราวต่างๆซึ่งจะเกี่ยวกับบุคคลที่หายไป จากข่าวที่ทราบ บุลลิสกลัวว่าพ่อของเขาจะเสียชีวิตไปแล้วจากการทิ้งระเบิดที่เมืองเคอร์เมิก

ในขณะเดียวกัน หลายๆคนยังคงรอและมีความหวัง นยันคิม โบล อายุ 35 ปี ลี้ภัยจากเมืองแอ็บเยมาที่ประเทศเอธิโอเปียเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เธอหวังว่าวันหนึ่งจะได้พบกับสามีของเธออีกครั้ง “พวกเขาเริ่มทิ้งระเบิด มีทหารเข้ามาและเปิดฉากยิง” เธอกล่าว “เราวิ่งหนีมาในตอนกลางคืน ฉันไปตามหาสามีของฉัน แต่ตอนนั้นเราก็พลัดหลงกันเสียแล้ว”

โบล ผู้ที่ครอบครัวมีอาชีพเกษตรกรก่อนที่จะเกิดสถานการณ์รุนแรงครั้งล่าสุด ได้พาลูกๆห้าคนเดินเท้าเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนกว่าจะมาถึงชายแดนประเทศเอธิโอเปีย “ฉันคิดแต่เรื่องลูกๆเท่านั้นว่าพวกเขาจะอยู่หรือจะตาย” เธอพูดถึงการลี้ภัยในครั้งนั้น “ฉันคิดแต่ว่าฉันจะหาอะไรให้ลูกๆกินได้บ้าง” โชคดีที่มีคนแปลกหน้าใจดีให้น้ำดื่มและกระเจี๊ยบแก่เธอ เมื่อเธอกับลูกๆมาถึงค่ายเชอร์โคเลอย่างปลอดภัยแล้ว โบลคิดถึงและเป็นห่วง อะคูอิเอล มาโยล สามีของเธออย่างมาก

ตอนนี้โบลกับผู้ลี้ภัยคนอื่นๆที่ลี้ภัยมาจากเมืองแอ็บเยร่วมร้องเพลงซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นวิธีที่พวกเขาใช้รับมือกับอดีตอันโหดร้าย “เราร้องเพลงนี้เพื่อระลึกถึงผู้คนที่เสียชีวิตในเมืองแอ็บเย” เธอกล่าว

สำหรับบางคน เมื่อพวกเขาทราบชะตากรรมของคนในครอบครัวแล้วทำให้พวกเขาจมอยู่ในความทุกข์ นยายู อัลคอน วัย 65 ปี ได้รู้ว่าลูกสาวและลูกเขยของตนเสียชีวิตตอนที่ทหารบุกเข้าเมืองเคอร์เมิก เธอเห็น นยายูเอล อายุ 32 ปี ลูกสาวของเธอพยายามจะหนีไปกับ บุท อายุ 40 ปี สามี ซึ่งเป็นทหารและอยากจะต่อสู้ ส่วนนยายูเอลนั้นเพียงแค่อยากจะอยู่กับสามีเท่านั้น ทั้งคู่ทิ้งลูกๆห้าคนเอาไว้กับผู้เป็นยาย แต่แล้วสามีภรรยาก็ถูกยิงเสียชีวิต

เด็กที่โตพอจะทราบว่าพ่อแม่ของตนเสียชีวิตไปแล้ว ต่างกับแกชและอนาเบล เด็กฝาแฝดอายุสามปี ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อแม่ของพวกเขา “พวกเขาถามตลอดว่า ‘แม่จะมาเมื่อไหร่’ “ อัลคอนกล่าว “ฉันบอกพวกแกไปว่าเดี๋ยวแม่กับพ่อก็จะมาแล้ว ฉันบอกพวกแกแบบนี้ตลอด เพราะฉันไม่อยากให้พวกแกร้องไห้”

โดย เกร็ก บีลส์ ในค่ายผู้ลี้ภัยเชอร์โคเล ประเทศเอธิโอเปีย

แปลโดย ดาวิษ ชาญชัยวานิช