Skip to main content

ภาษา

 

ชาวกะเหรี่ยงใน เคนทักกีกับชีวิตใหม่ที่ท้าทาย

เซอ เซ ภรรยาของเขา เซอ เคิล และลูกสาว มะ มะ ชาเรล ร่วมทานอาหารเช้าที่บ้านในเมืองหลุยส์วิลล์

 

เมืองหลุยส์วิลล์ สหรัฐอเมริกา 3 ก.พ. (ยูเอ็นเอชซีอาร์) –วันที่ฝนตกในฤดูหนาวแถบที่อยู่อาศัยของชนชั้นกลางในเมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกี เซอ เซ เปิดหนังสือพิมพ์หางานทำ ขณะที่ภรรยากำลังทำแกงปลาอยู่ในครัวภายในอพาร์ตเมนท์ที่มีความชื้นของพวกเขา

เหนือโซฟามือสองที่เก่าและขาดของเขาคือธงของชาวกะเกรี่ยงที่แขวนไว้เพื่อย้ำเตือนถึงการเดินทางอันยาวไกลที่พาเขามาถึงสหรัฐอเมริกาหลังจากต้องอาศัยในค่ายอุ้มเปี้ยมบริเวณชายแดนไทยพม่าเป็นเวลาหลายปี

“เราโชคดีที่ได้มาที่นี่ แต่มันก็ไม่ง่าย” ชาวกะเหรี่ยงอายุ 42 ปีกล่าว เขาเคยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ต้องหนีจากการปราบปราบกลุ่มผู้ประท้วงเพื่อประชาธิปไตยโดยเจ้าหน้าที่ของพม่าในปีพ.ศ. 2531 โดยหลบหนีเข้าป่าก่อนที่เขาจะเดินทางเข้าลี้ภัยในประเทศไทย ในปีพ.ศ. 2551 เซอ เซ ภรรยาของเขา เซอ เคิล และลูกๆ มะ มะ ซาเรล อายุ 11 ปี และโพ ควา ซี อายุ 7 ปี ได้รับโอกาสในการตั้งถิ่นฐานใหม่ในเมืองหลุยส์วิลล์   

แต่พวกเขาก็ต้องพบกับความท้าทายในการปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ เหมือนกับผู้ลี้ภัยอีก 2,400 คนจากพม่าที่ได้รับโอกาสในการตั้งถิ่นฐานในเคนทักกีตั้งแต่ปี 2549 โดยส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยง กลุ่มชาติพันธ์จากภาคตะวันออกของพม่าซึ่งต่อต้านรัฐบาลกลางมากว่า 60 ปีจนกระทั่งเพิ่งมีการเซ็นสัญญาหยุดหยิงในวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา

สำหรับเซอ เซ วันเวลาในค่ายอุ้มเปี้ยมที่เขาใช้เพื่อซ่อมแซมบ้านที่ทำจากไม้ไผ่ หรือการสอนภาษากะเหรี่ยงและภาษาอังกฤษได้ถูกแทนที่ด้วยการหางานทำในโรงฆ่าสัตว์ และโรงงาน จัดการกับใบเรียกเก็บเงิน หาโรงเรียนรัฐบาลให้ลูก และการนั่งรถเมล์ที่ยาวนานเพื่อค้นหาร้านขายของชำราคาถูก

เขากล่าวว่าเขาโล่งใจที่ในที่สุดเขาได้รับสถานภาพการเป็นผู้พักอาศัยที่ถูกกฎหมายในฐานะผู้ลี้ภัยอย่างสมบูรณ์ มีอิสรภาพในการทำงาน เข้าถึงการศึกษา และสาธารณสุข และมีบ้านที่มีน้ำประปาใช้ถึงแม้จะเป็นที่อยู่อาศัยแออัดสำหรับผู้มีรายได้น้อยก็ตาม

เซอ เซ เคยเรียนชีววิทยาในมหาวิทยาลัย แต่ผู้ลี้ภัยหลายคนที่ตั้งถิ่นฐานในเคนทักกีเคยเป็นชาวนามาก่อนซึ่งมีการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และทักษะด้านภาษาอังกฤษน้อย พวกเขาต้องพยายามเข้าใจระบบราชการ เรียนหัดขับรถ จ่ายใบเรียกเก็บเงิน และค่าเช่า และหางานท่ามกลางภาวะตกงานในอเมริกา

“พวกเขามาถึงที่นี่ด้วยความสุข หลังจากนั้น เขาก็พบความจริง แล้วก็จะจมอยู่ในความทุกข์” แอนเน็ต เอลลาร์ด ซึ่งให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยผ่านโบสถ์ท้องถิ่นกล่าว “ความจริงสำหรับผู้ลี้ภัยหลายคนคือพวกเขาต้องการกลับบ้าน และใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม แต่พวกเขาไม่มีทางเลือก” หลายคนรวมกลุ่มกับผู้ลี้ภัยคนอื่นๆเพื่อรู้สึกอุ่นใจขึ้น

 เอลลาร์ดมักจะใช้เวลา 12 ชม.ในหนึ่งวันเพื่อช่วยผู้ลี้ภัยที่โรงเรียน คลินิค สำนักงานประกันสุขภาพ และบ้านที่ให้ผู้ลี้ภัยร่วมอาศัย เธอ และกลุ่มคนทำงานในโบสถ์ท้องถิ่นร่วมแสดงตัวในศาล และการเกิดที่โรงพยาบาล และรับสายด่วนที่เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ เช่น ช่วยผู้ลี้ภัยที่หลงทางไปกับสายต่างๆของรถเมล์ และจบลงที่ความพยายามที่จะนอนนอกร้านขายของชำ

ผู้ลี้ภัยในเคนทักกีได้รับความช่วยเหลือพื้นฐานซึ่งสามารถนำไปใช้จ่ายค่าเช่า ตั๋วรถเมล์ และของใช้ในบ้าน โดยทั่วไปประมาณ 900 เหรียญสหรัฐ (27,000 บาท) องค์กรด้านการตั้งถิ่นฐานใหม่สองแห่งในเมืองหลุยส์วิลล์จัดหาที่พัก การฝึกอบรมด้านอาชีวศึกษา ห้องเรียนภาษาอังกฤษ และความช่วยเหลืออื่นๆที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินบางส่วนผ่านการบริจาค ครอบครัวสามารถสมัครรับความช่วยเหลือทางสาธารณสุข และเงินสนับสนุนจากรัฐบาลได้ โบสถ์ต่างๆก็สามารถช่วยเหลือพวกเขาได้

หลายคนได้ลงหลักปักฐานทันทีที่พวกเขาเดินทางมาถึง วัยรุ่นกลุ่มแรกจบการศึกษาระดับมัธยมเมื่อปีที่แล้ว หลายคนได้เริ่มเปิดธุรกิจของตัวเอง หรือได้งานทำ ตา ธิน ทำงานที่โรงงานบรรจุเนื้อสัตว์ เป็นงานที่ยุ่งยากแต่ก็เป็นที่ต้องการเพราะสร้างรายได้ดีให้แก่ผู้ลี้ภัย ซึ่งมักจะหางานในโรงงานบรรจุหีบห่อ หรือเป็นคนขับรถบรรทุก และพนักงานในร้านอาหาร

ขณะที่ภรรยานำขนมข้าวเหนียวมาเสริ์ฟ ตา ธิน ที่สวมโสร่งแบบดั้งเดิม อธิบายว่าเขาหนีจากบ้านเกิดเพราะถูกบังคับให้เป็นแรงงานแก่ทหาร เขาใช้เวลา 9 ปี ในค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทยก่อนที่จะได้รับการตั้งถิ่นฐานในเมืองหลุยส์วิลล์เกือบ 4 ปีที่แล้ว

“ไม่มีการศึกษาที่ดีในพม่า หรือในค่าย ที่นี่มีโรงเรียนดี และงานที่ดี” เขากล่าว ลูกๆของเขาเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้เร็วจากครู ทีวี และจากเด็กคนอื่น

 

แต่สำหรับ กา วา ผู้ที่เคยเป็นชาวนาอายุ 38 ปี ยังคงหางานทำหลังจากมาถึงเคนทักกี 1 ปีมาแล้ว เขาพูดภาษาอังกฤษได้ซึ่งถือเป็นเรื่องดี แต่เขากล่าวว่าเขากังวลถึงอนาคต “ใครจะดูแลครอบครัวถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับเขา” เขากล่าว

ในระหว่างนี้ เซอ เซ ยังคงติดต่อกับญาติในพม่า และในค่ายผู้ลี้ภัย พวกเขาคุยกันผ่านมือถือ และส่งเงินให้กัน ด้วยความฝันถึงอากาศแถบร้อนชื้น ร้านชาที่อบอุ่น และครอบครัว

 

ไม่นานมานี้ เมื่อไม่มีงานแปล หรืองานประจำที่เพียงพอ เซอ เซ เดินทางไปหลายร้อยไมล์ทางใต้ของอลาบามาเพื่อทำงานในโรงงานบรรจุเนื้อสัตว์ เขาไม่รู้ว่าเมื่อไรที่เขาจะกลับไปที่หลุยส์วิลล์ได้อีก

ปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาทางการเมืองที่สำคัญๆภายในหลายเดือนที่ผ่านมาในพม่า โดยผู้นำฝ่ายค้านคนสำคัญได้รับการปล่อยตัวออกจากคุก และมีความเคลื่อนไหวไปสู่ประชาธิปไตย แต่เซอ เซ ยังคงมีความสงสัย และไม่คิดว่าจะกลับบ้านได้ในเร็วๆนี้ หลังจากที่เขาย้ายที่มาหลายปี เขากล่าวว่า บางครั้งรู้สึกเหมือน “ไม่มีบ้านอีกแล้ว”

บทความนี้เขียนเพื่อยูเอ็นเอชซีอาร์ โดยคริส เคนนิง ผู้สื่อข่าวในเมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกี ในสหรัฐอเมริกา