Skip to main content

ภาษา

 

การประชุมใหญ่ที่สุดของยูเอ็นเอชซีอาร์เรียกร้องให้นานาชาติเคียงข้างผู้ที่ถูกบังคับให้พลัดถิ่นและบุคคลไร้รัฐ

ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ นาย อันโตนิโอ กุเตอเรส กล่าวเปิดการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยเรื่องผู้ลี้ภัยและคนไร้สัญชาติครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ60ปีของยูเอ็นเอชซีอาร์ ที่ กรุงเจนีวา

 

กรุงเจนีวา ยูเอ็นเอชซีอาร์ -ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ นาย อันโตนิโอ กุเตอเรส เปิดการประชุมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 60 ปีของ ยูเอ็นเอชซีอาร์เมื่อวันพุธที่ผ่านมาด้วยการเรียกร้องการสนับสนุนจากนานาชาติในการให้ช่วยเหลือเร่งด่วนกับผู้ที่ถูกบังคับให้พลัดถิ่นและคนไร้รัฐจำนวนหลายล้านคน

ในการกล่าวเปิดพิธีการประชุมระดับรัฐมนตรีที่กรุงเจนีวา นาย กุเตอเรส กล่าวถึงเหตุการณ์ทางการเมืองและการถดถอยของเศรษฐกิจโลก ที่ท้าทายการให้ความคุ้มครองผู้ที่ถูกบังคับให้ออกจากถิ่นฐานตนเอง เขายังกล่าวถึงโรคหวาดกลัวผู้พลัดถิ่นต่างชาติที่เกิดจากความวิตกกังวลของทางภาครัฐบาล

 

"ผู้พลัดถิ่นไม่ใช่ภัยคุกคามด้านความมั่นคง แต่เป็นเหยื่อรายแรกที่ได้รับผลกระทบจากความไม่มั่นคง"

ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ

"นักการเมืองที่ต้องการได้รับความนิยม และ การไม่มีความรับผิดชอบของสื่อ หาประโยชน์จากการก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยและหวาดกลัวต่อคนต่างชาติที่จริงๆแล้วคือแพะรับบาป และพยายามจะบังคับให้ออกนโยบายที่จำกัดพวกเขา รวมถึงการก่อให้เกิดทัศนคติ การเหยียดเชื้อชาติอื่น และโรคหวาดกลัวผู้พลัดถิ่นต่างชาติ" เขากล่าว โดยเสริมว่า รัฐบาลและกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองต้องกล้าหาญมากกว่านี้ในการต่อสู้กับการมีความคิดที่แตกต่าง "ผู้พลัดถิ่นไม่ใช่ภัยคุกคามด้านความมั่นคง แต่เป็นเหยี่อรายแรกที่ได้รับผลกระทบจากความไม่มั่นคง"

ยูเอ็นเอชซีอาร์ ก่อตั้งเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2493 เพื่อช่วยเหลือชาวยุโรปพลัดถิ่นอันเนื่องมาจากความขัดแย้งของสงครามโลกครั้งที่สอง และอนุสัญญาปีพ.ศ. 2494 ว่าด้วยเรื่องสถานภาพของผู้ลี้ภัย ถูกร่างขึ้นมาหลังจากนั้นไม่กี่เดือนและได้เป็นเอกสารทางกฎหมายคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่นานาชาติยอมรับอย่างกว้างขวางและได้ช่วยชีวิตผู้ลี้ภัยหลายล้านคน

การทำงานของยูเอ็นเอชซีอาร์ได้ขยายวงกว้างมากขึ้น โดยเพิ่มการให้ความคุ้มครองคนไร้รัฐและช่วยเหลือคนหลายล้านคนที่พลัดถิ่นในประเทศตนเอง เมื่อต้นปีที่ผ่านมา จำนวนผู้ลี้ภัย ผู้ขอลี้ภัย และผู้พลัดถิ่นในประเทศของตนเนื่องจากความขัดแย้งทั่วโลก มี 43.7 ล้านคน โดยที่จำนวนของคนไร้รัฐยากที่จะระบุได้ มีจำนวนประมาณ 12 ล้านคน

นาย กุเตอเรส กล่าวถึง ความท้าทาย 4 อย่างในการให้ความคุ้มครองตามที่ระบุใว้ในอนุสัญญาปีพ.ศ. 2494 คือ 1) การที่รัฐล้มเหลวในการดำเนินการตามข้อตกลงตามที่ระบุใว้ในอนุสัญญา 2) ความไม่เท่าเทียมกันของแต่ละประเทศ กล่าวคือประเทศที่กำลังพัฒนาเป็นผู้ให้ที่พักพิงผู้ลี้ภัยถึง ร้อยละ 80 ของทั้งหมด 3) ผู้ลี้ภัยหลายล้านคนถูกลืมและถูกทิ้งให้ลี้ภัยมาอย่างยาวนาน 4) ผลกระทบที่ซับซ้อนจากการเติบโตของประชากร ความขาดแคลนน้ำและอาหาร เขากล่าวเตือนเพิ่มเติมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้การเติบโตของการลี้ภัยเพิ่มสูงขึ้น

"จำนวนที่เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากภัยธรรมชาติ หรือ การที่พื้นที่ดำรงชีพกลายสภาพเป็นทะเลทราย ตอนนี้เราพบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสาเหตุหลักที่เร่งให้เกิดการย้ายถิ่นฐาน" เขากล่าว "พวกเขาไม่ใช่ผู้อพยพ ในความหมายที่ว่าพวกเขาไม่ได้เต็มใจที่จะออกจากถิ่นฐานตนเอง การถูกบังคับให้ย้ายถิ่นฐานลักษณะนี้ไม่ได้ถูกระบุอยู่ในระบบการคุ้มครองผู้ลี้ภัย พวกเขาถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ไม่มีผลทางกฏหมาย ดังนั้นเมื่อมีภัยธรรมชาติบังคับให้คนออกจากถิ่นฐานของตนมากขึ้น นานาชาติก็ไม่ควรเพิกเฉยอีกต่อไป"

ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ เรียกร้องให้ รัฐต่างๆหาทางที่จะให้กลไกความคุ้มครองของตนเองเข้มแข็งขึ้นเพื่อคุ้มครองผู้พลัดถิ่นและคนไร้รัฐ เขายังประกาศด้วยว่า ยูเอ็นเอชซีอาร์มุ่งมั่นที่จะต่อสู้กับความรุนแรงทางเพศและระหว่างเพศโดยเฉพาะที่เกิดกับผู้หญิงและเด็กผู้หญิงที่อยู่ในความคุ้มครองของยูเอ็นเอชซีอาร์

"เรื่องที่ผมจะขอพวกคุณในวันนี้ไม่ใช่อนุสัญญาฉบับใหม่และก็ไม่ใช่การขยายขอบเขตอำนาจของยูเอ็นเอชซีอาร์" เขากล่าว "สิ่งที่ผมจะขอคือ อยากให้พวกเราทุกคนรับผิดชอบหน้าที่ร่วมกัน..คือเปิดการให้ความช่วยเหลือใหม่ๆที่จะให้ความคุ้มครองกับผู้คนที่ลำบาก ซึ่งจะส่งผลประโยชน์ทำให้มีการร่วมมือกันในสังคม สร้างสันติภาพและความปลอดภัยให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้"

นาง ฮิลลารี ร็อดแดม คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวในโอกาสพิเศษนี้ว่า รัฐบาลของเธอขอยืนยันอีกครั้งว่าจะสนับสนุนการทำงานของยูเอ็นเอชซีอาร์และจะขอเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆร่วมมือกัน ทำงานใกล้ชิดกันมากขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้พลัดถิ่นและคนไร้สัญชาติ "พวกเราต้องทำให้ดีขึ้นเพื่อที่จะก้าวข้ามอุปสรรคนี้ไปให้ได้ ทั้งการทำงานในรัฐบาลของเราเองหรือระหว่างรัฐบาลและแม้แต่กับหน่วยงานพหุภาคีต่างๆ" เธอเสริม "ถ้าเราทำอะไรที่สมควรทำวันนี้ เราจะบรรเทาความทุกข์ทรมานต่างๆลงได้"

นาง ฮิลลารี ร็อดแดม คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวในวันแรกของการประชุมระดับรัฐมนตรีที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ © UNHCR/Jean-Marc Ferré

นาง คลินตัน กล่าวว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาจะให้คำมั่น 28 ข้อในการประชุมนี้ รวมถึงมุ่งหมายที่จะกระจายความตระหนักรู้เกี่ยวกับ "หนึ่งในสาเหตุหลักของภาวะไร้รัฐคือการต่อต้านผู้หญิง" เธอกล่าวอีกว่า " อย่างน้อย 30 ประเทศที่จำกัดไม่ให้ผู้หญิงได้รับ รักษา หรือถ่ายทอดความเป็นพลเมืองให้กับเด็กที่เกิดมา หรือที่เกิดจากคู่ชาวต่างชาติ และในบางกรณี กฏหมายระดับประเทศของบางประเทศระบุว่าจะปลดสัญชาติของผู้หญิงถ้าเธอแต่งงานกับชาวต่างชาติ"

เธอเรียกร้องให้นานาชาติร่วมกับสหรัฐอเมริกาในการริเริ่มที่จะ "สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้และร่วมกันที่จะช่วยให้มีการแก้ไขกฏหมายต่อต้านผู้หญิงหรือทำให้มันหมดไป"

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวอีกว่า เรื่องที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นคือการช่วยเหลือประเทศเจ้าบ้านต่างๆ เช่น ประเทศเคนย่า "เพื่อแสดงความเห็นอกเห็นใจและห่วงใย หลายครั้งที่พวกเขาเสียสละความปลอดภัยและความต้องการต่างๆ เพื่อดูแลผู้พลัดถิ่น" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการตรวจคนเข้าเมืองประเทศเคนย่า นาย โอเทโน คาจ์วาง บอกกับผู้เข้าประชุมว่า "ตอนนี้เคนย่าดูแลผู้ลี้ภัยกว่า 600,000 คนจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในโซมาเลีย "ตอนนี้เคนย่าแบกรับมากมายเหลือเกิน" เขากล่าวเสริม ถึงความท้าทายด้านค่าใช้จ่ายทางการเงินและด้านความปลอดภัย เขายืนยันว่าในฐานะเป็นประเทศเจ้าบ้าน "มีหน้าที่ต้องแบ่งเบาภาระเพราะเป็นหน้าที่รับผิดชอบร่วมกันของสังคมนานาชาติ"

ในระหว่างนั้น นาง คลินตัน กล่าวเสริม โดยอ้างถึง น.ส. ฟาทูมา เอลมิ ชาวโซมาเลียผู้ที่เคยเป็นผู้ลี้ภัยและได้มาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่สหรัฐอเมริกา ว่าคือ "นี่คือสิ่งที่พิสูจน์ว่าการลงทุนกับผู้หญิงเป็นสิ่งที่คุ้มค่า" เอลมิ ผู้ที่หนีภัยจากสงครามกลางเมืองในโซมาเลียเมื่อ ปี พ.ศ. 2534 ได้แสดงศักยภาพในการสร้างชีวิตใหม่ให้ผู้ลี้ภัยมากมายที่อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ตอนนี้เธอเป็นหนึ่งในคณะผู้แทนของประเทศสหรัฐอเมริกา

ในคืนวันพุธที่ผ่านมาได้มีการจัดงานสำคัญแห่งการลงนามสนธิสัญญา ประเทศเซอร์เบียได้ร่วมลงนามในของอนุสัญญาว่าด้วยการลดสภาวะไร้รัฐปีพ.ศ.2504 และ ประเทศเติร์กเมกิสถานได้ร่วมเป็นหนึ่งในประเทศที่ลงนามอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับสภาวะไร้รัฐของบุคคลปีพ.ศ. 2497

ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ นาย กุเตอเรส ชื่นชมที่สองประเทศร่วมลงนาม รวมถึงกล่าวยกย่องประเทศปานามา โครเอเชีย ไนจีเรีย และ ฟิลิปปินส์ ที่เข้าร่วมลงนามในอนุสัญญาหนึ่งหรือสองอนุสัญญาเรื่องการไร้รัฐ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เขายังกล่าวขอบคุณหลายๆประเทศที่ร่วมให้คำมั่นที่จะลงนามในอนุสัญญาไร้รัฐในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย

อนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับสภาวะไร้รัฐของบุคคลปีพ.ศ. 2497 ได้ให้คำนิยามของบุคคลไร้รัฐ และมาตรฐานขั้นต่ำในการปฎิบัติต่อบุคคลไร้รัฐ อนุสัญญาว่าด้วยการลดสภาวะไร้รัฐปีพ.ศ. 2504 มอบแนวทาง และกรอบทางกฎหมายในการให้ความช่วยเหลือประเทศเพื่อป้องกันปัญหาภาวะไร้รัฐ จากรายงานล่าสุด มี 69 ประเทศที่ลงนามในอนุสัญญาปี พ.ศ. 2497  และ มี 41 ประเทศที่ลงนามในอนุสัญญาปีพ.ศ. 2504

การประชุมครั้งนี้มีตัวแทนจากเกือบ 150 ประเทศทั่วโลก และเจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรีอีกประมาณ 70 คน นี่คือการประชุมสุดยอดที่ยูเอ็นเอชซีอาร์เรียกร้องการสนับสนุนจากทั้งทางการเมืองและการทูตเป็นระยะเวลาหลายปี เพื่อที่จะยืนยันความมุ่งมั่นและคำมั่นสัญญาต่อกฏหมายระหว่างประเทศนี้เพื่อให้ยูเอ็นเอชซีอาร์ได้นำไปใช้คุ้มครองและช่วยเหลือผู้คนในโลกนี้ต่อไป

ในปีแห่งการเฉลิมฉลองนี้ ยูเอ็นเอชซีอาร์สรรเสริญการเดินทางที่ยิ่งใหญ่ของสองอนุสัญญา คือ การครบรอบ 60 ปีของ อนุสัญญาปีพ.ศ. 2494 ว่าด้วยเรื่องสถานภาพของผู้ลี้ภัยและครบรอบ 50 ปีของอนุสัญญาว่าด้วยการลดสภาวะไร้รัฐปีพ.ศ. 2504  ยูเอ็นเอชซีอาร์ครบรอบ 60 ปีเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ข่าวที่เกี่ยวข้องhttp://www.unhcr.or.th/th/news/general/721