Skip to main content

ภาษา

 

ยูเอ็นเอชซีอาร์ร่วมระลึกถึงโอกาสครบรอบ60ปีของอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย

ผู้ลี้ภัยจากไอวอรีโคสต์รอลงทะเบียนที่แคมป์ในประเทศไลบีเรียหลังจากที่ต้องหนีความรุนแรงที่บ้านเกิดตัวเองเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

 

เจนีวา (ยูเอ็นเอชซีอาร์)- ยูเอ็นเอชซีอาร์ทั่วโลกร่วมระลึกถึงโอกาสครบรอบ60ปีของอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย –รากฐานทางกฎหมายสำหรับการให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและเป็นเสาหลักในการทำงานของยูเอ็นเอชซีอาร์ หลักการของกฏหมายฉบับนี้เกิดขึ้นเพื่อรองรับความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นของการถูกบังคับให้ออกจากถิ่นฐานและการที่ประเทศที่กำลังพัฒนามีความยุ่งยากในการทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยหลายล้านคน

อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยได้รับการผ่านมติและนำมาใช้ในวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2494 เพื่อแก้ไขปัญหาของผู้ลี้ภัยในยุโรปซึ่งเกิดจากการสู้รบในสงครามโลกครั้งที่2 กฎหมายระหว่างประเทศนี้ให้คำนิยาม และความหมายของสถานภาพผู้ลี้ภัย  (ผู้ลี้ภัย หมายถึง  บุคคลที่จำเป็นต้องทิ้งประเทศบ้านเกิดของตนเอง เนื่องจากความหวาดกลัวการถูกประหัตประหารหรือได้รับการคุกคามต่อชีวิตเนื่องจากสาเหตุข้อหนึ่งข้อใด เช่น เชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติสมาชิกภาพในกลุ่มทางสังคม สมาชิกภาพในกลุ่มความคิดทางการเมือง) และเป็นเอกสารทางกฎหมายที่สำคัญในการอธิบายถึงสิทธิของผู้ลี้ภัยและหน้าที่ของรัฐต่อผู้ลี้ภัยว่ามีอะไรบ้าง

ตลอด 60 ปีมานี้ อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยทำให้ยูเอ็นเอชซีอาร์ได้ช่วยเหลือผู้ที่พลัดถิ่นหลายล้านคนได้มีชีวิตใหม่ วันนี้อนุสัญญานี้ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญพื้นฐานในการคุ้มครองผู้ลี้ภัย อนุสัญญานี้ได้ยืนหยัดมาตลอด 60 ปีและปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่หลายครั้ง แต่อนุสัญญานี้ก็ยังได้เจอกับการท้าทายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

"สาเหตุการถูกบังคับให้ออกจากประเทศได้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ"ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ นาย อันโตนิโอ กุเตอเรส กล่าว "ผู้พลัดถิ่นตอนนี้ไม่ไช่แค่ที่ได้รับความหวาดกลัวการถูกประหัตประหาร การคุกคามต่อชีวิตจากความขัดแย้งเท่านั้น แต่รวมถึงความยากจนข้นแค้นและการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศปัจจัยพวกนี้มีความเกี่ยวเนื่องกันมากขึ้นเรื่อยๆ"

ในประเทศโซมาเลีย มากกว่า 170,000 คนได้อพยพไปยังประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ภาวะข้าวยากหมากแพง ความแห้งแล้ง และ ความไม่ปลอดภัยในถิ่นที่อยู่เป็นปัจจัยสำคัญในการอพยพ และมากกว่าหนึ่งล้านคนอพยพจากการสู้รบในประเทศลิเบีย ในกลุ่มนั้นมีทั้งผู้ลี้ภัย ผู้ขอลี้ภัยและแรงงานต่างด้าวที่เดินทางออกนอกประเทศของตนโดยสมัครใจเพื่อหาโอกาสทางเศรษฐกิจ

"เราต้องการชายแดนที่ปลอดภัยเพื่อเวลาที่ผู้ที่หนีตายมาจะหาที่คุ้มครองได้"นายกุเตอเรสกล่าว "และในขณะเดียวกันเราต้องคิดหาวิธีใหม่ๆที่จะเติมเต็มช่องว่างที่ขาดหายไปจากระบบการคุ้มครองระหว่างประเทศ รวมทั้งสนับสนุนคุณค่าของความกล้าหาญมากกว่าความกลัวและความสงสัยในการให้ความช่วยเหลือ"

ร้อยละ 80 ของผู้ลี้ภัยในโลกนี้อาศัยในประเทศกำลังพัฒนา และสถานการณ์ล่าสุดที่ประเทศโซมาเลีย ลิเบีย และ ไอวอรี โคสต์ ทำให้จำนวนผู้ลี้ภัยในประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ประเทศแถบแอฟริกาตะวันออกซึ่งกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก ความแห้งแล้งที่สุดในรอบ 60 ปี ประเทศเคนย่า เอธิโอเปีย และ จิบูตีกำลังช่วยเหลือ ผู้ลี้ภัยชาวโซมาเลียประมาณ 450,000คน และจำนวนก็เพิ่มขึ้นทุกวัน

ประเทศตูนีเซียและอียิปต์ ต่างรับการอพยพหนีภัยจำนวนมากจากประเทศลิเบียท่ามกลางความวุ่นวายช่วงฤดูใบไม้ผลิในแถบประเทศอาหรับ และที่ยังไม่ฟื้นจากปัญหาภายใน ประเทศไลบีเรียต้องตอบรับผู้ลี้ภัยชาวไอวอรี โคสต์ มากกว่า 150,000คน ที่หนีจากเหตุการณ์รุนแรงหลังจากการเลือกตั้งและความไม่แน่นอนในประเทศบ้านเกิด

โดยการเปรียบเทียบ ปีที่แล้ว 27 ประเทศในสหภาพยุโรป รับการลงทะเบียนของ ผู้ขอลี้ภัยมากกว่า 243,000 คน หรือประมาณ 29%ของจำนวนผู้ขอลี้ภัยทั้งหมดทั่วโลก

"ยุโรป (ในฐานะที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากอนุสัญญา) ต้องรักษาคุณค่าของอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยปีพ.ศ. 2494 และตอบแทนด้วยการมอบความช่วยเหลือแก่ผู้ลี้ภัยมากขึ้น”

ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ กล่าวและตั้งข้อสังเกตว่า สหภาพยุโรปยังสามารถขยายการรองรับผู้ลี้ภัย และผู้ขอลี้ภัยได้อีกมาก เพื่อแบ่งเบาความรับผิดชอบต่อผู้ลี้ภัยในระดับโลก

 

 "ปัจจุบัน ระบบการรองรับ และดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ขอลี้ภัยยังไม่มีมาตรฐานเดียวกัน เนื่องจากระบบที่รัฐบาลประเทศต่างๆใช้ดำเนินการมีความแตกต่าง เราหวังว่าเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปีของอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 จะเป็นแรงกระตุ้นให้มีการก่อตั้งและพัฒนาระบบการขอลี้ภัยที่มีมาตรฐานเดียวกันสำหรับใช้ในทวีปยุโรปอย่าง แท้จริงเพื่อสร้างความเท่าเทียมในการปฏิบัติไม่ว่าผู้ขอลี้ภัยจะยื่นคำร้องขอลี้ภัยที่ประเทศใดในสหภาพยุโรป นอกจากนี้ ทวีปยุโรปสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้โดยเฉพาะการรับผู้ลี้ภัยมาตั้งถิ่นฐานใหม่มากขึ้น"นายกุเตอเรสกล่าว โดยอ้างถึงแนวทางช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่ส่วนใหญ่มาจากประเทศกำลังพัฒนาซึ่งได้รับอนุญาตให้ตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว

ประเทศเดนมาร์ก เป็นประเทศแรกที่ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 และเป็นเวลา 60 ปีมาแล้วที่ 148 ประเทศ (สามในสี่ส่วนของประเทศทั้งหมดในโลก)เป็นส่วนหนึ่งของอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 และ พิธีสารเพิ่มเติมปี พ.ศ. 2510 ประเทศนาอูรูเป็นประเทศล่าสุดที่ร่วมลงนามเมื่อเดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามยังมีหลายประเทศ โดยเฉพาะ ในแถบเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ ตะวันออกกลาง ที่หลายประเทศส่วนใหญ่ยังไม่ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญา

ในเดือนธันวาคมนี้ ยูเอ็นเอชซีอาร์จะจัดประชุมระดับรัฐมนตรีของประเทศสมาชิกของอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494  โดยเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกยืนยันจุดยืนของตนเองต่อคำมั่นที่เคยให้ไว้ต่ออนุสัญญาที่เป็นเหมือนเครื่องมืออันสำคัญในการคุ้มครองผู้ลี้ภัยและมอบแนวทางที่เป็นรูปธรรมเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาให้ผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ การประชุมครั้งนี้จะมีการหารือ เพื่อหาหนทางที่จะทำให้การลดช่องว่างของการให้การคุ้มครองในสิ่งแวดล้อมที่เป็นสาเหตุของการถูกบังคับให้ออกจากถิ่นฐานเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมีความคืบหน้ามากขึ้น

ยูเอ็นเอชซีอาร์เชื่อว่าแม้แค่คนๆเดียวถูกบังคับให้ออกจากบ้านของตน โดยสงครามหรือการถูกประหัตประหารก็มากเกินไป เพื่อร่วมระลึกถึงโอกาสครบรอบ60ปีของอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ยูเอ็นเอชซีอาร์ได้จัดโครงการรณรงค์ชื่อ "1" โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยที่ไม่ได้นำเสนอเพียงตัวเลข สถิติ แต่ผ่านการบอกเล่าเรื่องราวของผู้ลี้ภัยและผู้คนที่ถูกบังคับให้ออกจากถิ่นฐานเพื่อให้สังคมได้รับรู้ และเห็นใจพวกเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งในโลกนี้

หาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ แคมเปญ "1"ได้ที่ http://www.unhcr.org/do1thing