Skip to main content

ภาษา

 

ยูเอ็นเอชซีอาร์รายงาน ร้อยละ 80 ของผู้ลี้ภัยในโลกอาศัยในประเทศกำลังพัฒนา

Number of refugees per 1 USD GDP (PPP) per capita 2010

 

เจนีวา 20 มิ.ย. 2511 –ยูเอ็นเอชซีอาร์เผยรายงานล่าสุดถึงความไม่สมดุลของการให้ความช่วยเหลือในระดับนานาชาติสำหรับผู้พลัดถิ่นทั่วโลก โดย 4 ใน 5 ของผู้ลี้ภัยในโลกนี้พักพิงในประเทศกำลังพัฒนา ในขณะที่การต่อต้านผู้ลี้ภัยมีสูงขึ้นในประเทศอุตสาหกรรม

รายงานแนวโน้มระดับโลก หรือ Globa Trendปีพ.ศ. 2553 แสดงให้เห็นว่าประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกหลายประเทศในโลกกำลังให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัย ปากีสถาน อิหร่าน และซีเรีย มีประชากรผู้ลี้ภัยมากที่สุดอยู่ที่ 1.9 ล้าน 1.07 ล้าน และ 1.005 ล้านคนตามลำดับ ปากีสถานยังคงได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยอัตราส่วน   ผู้ลี้ภัย 710 คนต่อหนึ่งดอลลาร์ของจีดีพี (พีพีพี) ตามมาด้วยสาธารณรัฐคองโก และเคนยา ซึ่งมีอัตราผู้ลี้ภัย 475 และ 247 คนตามลำดับ หากเปรียบเทียบกับประเทศเยอรมัน ซึ่งเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่รองรับผู้ลี้ภัยมากที่สุด (594,000คน) อัตราส่วนผู้ลี้ภัย 17 คนต่อหนึ่งดอลลาร์ของค่าจีดีพี

โดยรวม ภาพที่นำเสนอในรายงานปีพ.ศ. 2553 แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมากของภาวะแวดล้อมในการให้ความคุ้มครองนับจาก 60 ปีที่แล้วเมื่อยูเอ็นเอชซีอาร์ได้ก่อตั้งขึ้น ในเวลานั้น จำนวนผู้ลี้ภัยชาวยุโรปมีเพียง 2.1 ล้านคนที่ต้องพลัดถิ่นจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบัน ยูเอ็นเอชซีอาร์ทำงานในกว่า 120 ประเทศ และให้ความช่วยเหลือผู้คนที่ถูกบังคับให้หนีข้ามพรมแดน รวมถึงผู้คนที่หนีจากการสู้รบภายในประเทศของตน รายงาน Global Trend บ่งบอกว่ายังมีผู้คนกว่า 43.7 ล้านคนที่ต้องพลัดถิ่นทั่วโลก โดยเทียบเท่ากับประชากรทั้งหมดของโคลัมเบีย หรือเกาหลีใต้ หรือสแกนดิเนเวีย และศรีลังการวมกัน จำนวนผู้ลี้ภัย 15.4 ล้านคน (10.55 ล้านอยู่ภายใต้ความดูแลของยูเอ็นเอชซีอาร์ และ 4.82 ล้านคนลงทะเบียนกับหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติที่ดูแลผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์โดยเฉพาะ) 27.5 ล้านคนพลัดถิ่นภายในประเทศจากความขัดแย้ง โดย 837,500 คนเป็นผู้ขอลี้ภัย รายงานฉบับนี้ ไม่ครอบคลุมการพลัดถิ่นในปีพ.ศ. 2554 จากประเทศลิเบีย และไอเวอรี่ โคสต์ 

“เรามีความกังวลกับความความเข้าใจผิดระหว่างการเคลื่อนไหวของผู้ลี้ภัย และการให้ความคุ้มครองระดับนานาชาติ”นายอันโตนิโอ กุเตอเรส ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติกล่าว “ความหวาดกลัวว่าจะมีกลุ่มผู้ลี้ภัยเดินทางจำนวนมากจะเข้าพักพิงในประเทศอุตสาหกรรมมีลักษณะเกินความจริง หรือไม่ก็เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนกับการโยกย้ายถิ่น ในขณะที่ประเทศยากจนถูกทิ้งให้รับภาระเกือบทั้งหมด”

สงครามยืดเยื้อ การลี้ภัยยาวนาน

จากระยะเวลาที่ยืดเยื้อของความขัดแย้งระหว่างประเทศส่วนใหญ่ในปัจจุบัน รายงานฉบับนี้พบว่าผู้ลี้ภัยหลายล้านคนทั่วโลกต้องตกอยู่ในสถานะผู้ลี้ภัยในระยะเวลาที่ยาวนาน ยูเอ็นเอชซีอาร์ให้คำจำกัดความสำหรับสถานการณ์ผู้ลี้ภัยที่ยาวนานว่าสถานการณ์ที่มีผู้คนจำนวนมากติดอยู่ในสถานะของการลี้ภัยเป็นเวลานานกว่า 5 ปี หรือมากกว่า ในปีพ.ศ. 2554 ผู้ลี้ภัยที่ยูเอ็นเอชซีอาร์ให้ความช่วยเหลือจำนวน 7.2 ล้านคนตกอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าวซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดตั้งแต่ปีพ.ศ. 2544 ในขณะนี้ ผู้คนจำนวน 197,600 สามารถเดินทางกลับบ้านได้ ซึ่งเป็นจำนวนที่ต่ำที่สุดตั้งแต่ปีพ.ศ. 2533

ผู้ลี้ภัยหลายคนลี้ภัยมาแล้วกว่า 30 ปี ชาวอัฟกันที่หนีจากการบุกของโซเวียตในปีพ.ศ. 2522 และถือเป็นสามส่วนของผู้ลี้ภัยทั่วโลกในทั้งในปีพ.ศ. 2544 และ 2553 ชาวอิรัค โซมาเลีย คองโก และซูดานถือเป็นสัญชาติที่ติดหนึ่งใน 10 ของผู้ลี้ภัยทั้งตั้งแต่เริ่มต้นถึงสิ้นทศวรรษนี้

“ผู้ลี้ภัยหนึ่งคนสิ้นหวังถือว่าเป็นจำนวนที่มากเกินไป นายกุเตอเรสกล่าว “ทั่วโลกล้มเหลวในการให้ความช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ ทิ้งให้พวกเขารอคอยความมั่นคงในบ้านเมืองเขา และเอาชีวิตพวกเขาไปแขวนอยู่อย่างไม่มีกำหนด ประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถรับภาระได้อีกต่อไป และประเทศอุตสาหกรรมจะต้องทำอะไรเพื่อลดความไม่สมดุลนี้ เราต้องการเห็นโควต้าของการรับผู้ลี้ภัยไปตั้งถิ่นฐานใหม่เพิ่มขึ้น เราจำเป็นต้องเร่งรัดให้เกิดสันติภาพในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งยาวนานเพื่อผู้ลี้ภัยจะกลับบ้านได้”

ความเคลื่อนไหวของผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ

แม้ว่าจำนวนผู้ลี้ภัยที่สามารถกลับบ้านในปีที่แล้วมีจำนวนน้อยลง แต่สถานการณ์ของผู้พลัดถิ่นภายในประเทศมีความเคลื่อนไหวที่ดีขึ้น ในปีพ.ศ. 2553 ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศจำนวน 2.9 ล้านคนสามารถกลับบ้านของตนได้ อาทิ ปากีสถาน สาธารณรัฐคองโก อุกันดา และคีร์กีสถาน จำนวนผู้พลัดถิ่นในประเทศทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับสูง และสถานการณ์ที่ไม่มั่นคงยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามตัวเลขผู้พลัดถิ่นภายในประเทศที่สามารถกลับบ้านได้เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดตั้งแต่ยูเอ็นเอชซีอาร์เริ่มติดตามแนวโน้มของผู้พลัดถิ่นภายในประเทศตั้งแต่ปีพ.ศ. 2540

นอกจากนี้ ยังมีอีกกลุ่มที่ยากที่จะทราบจำนวนที่แท้จริงนั่นคือ คนไร้รัฐ หรือบุคคลที่ไม่มีสัญชาติ ประเทศที่รายงานประชากรไร้รัฐมีปริมาณสูงขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2547 แต่ความแตกต่างในคำนิยาม และแนวทางการติดตามทำให้ไม่สามารถทราบปริมาณที่ชัดเจนได้ ในปีพ.ศ. 2553 จำนวนบุคคลไร้รัฐ (3.5 ล้านคน) น้อยกว่าปีพ.ศ. 2552 เกือบครึ่ง นั่นเป็นเพราะการเปลี่ยนวิธีการในการติดตามข้อมูลของบางประเทศ การประเมินอย่างไม่เป็นทางการพบว่าทั่วโลกมีบุคคลไร้รัฐจำนวน 12 ล้านคน ยูเอ็นเอชซีอาร์จะจัดแคมเปญทั่วโลกในเดือนส.ค.ปีนี้เพื่อสร้างความสนใจต่อบุคคลไร้รัฐ และเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการให้ความช่วยเหลือพวกเขา