Skip to main content

ภาษา

 

ชาวปากีสถานเกือบ 100 คนได้รับการประกันตัวในกรุงเทพ

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองนำผู้ลี้ภัยไปรอรถหลังจากที่ผู้ลี้ภัย 94 คน ถูกปล่อยจากการกักตัวเป็นเวลา 6 เดือน

 

กรุงเทพ ประเทศไทย 6 มิ.ย. (ยูเอ็นเอชซีอาร์) – ถึงแม้เขาจะอายุ 35 ปีแล้ว แต่ในวันจันทร์ที่ผ่านมา ทาฮีร์ เมห์มุด ผู้ลี้ภัยชาวปากีสถานรู้สึกเหมือนเกิดใหม่อีกครั้ง เขาถูกปล่อยหลังจากกักตัวที่กองตรวจคนเข้าเมืองเป็นเวลา 6 เดือนพร้อมผู้ลี้ภัยอีก 93 คน ที่ถูกจับกุมเพียงเพราะพวกเขาเป็นผู้ลี้ภัย

“เหมือนเป็นเด็กเกิดใหม่” อดีตผู้นำทางศาสนาของชาวอาห์มาดิ ชนกลุ่มน้อยที่ถูกประหัตประหารจากเหตุผลทางศาสนากล่าว “เหมือนเป็นนกที่ถูกปล่อยจากกรงขัง แล้วโบยบินเป็นอิสระอีกครั้ง ผมไม่มีคำพูดที่จะบอกความรู้สึกได้ตอนนี้ คุณคงเห็นได้จากใบหน้าของพวกเรา”

รอยยิ้ม ปนความสับสน และน้ำตาที่ไหลออกมาเพราะความโล่งใจ ผู้ลี้ภัยชาวอาห์มาดิจำนวน 94 คน และผู้ขอลี้ภัย 2 คน ถูกตำรวจจับในเดือนธ.ค. ปีที่แล้ว และก.พ.ปีนี้ ได้รับการประกันตัวโดยความช่วยเหลือจากเครือข่ายที่ทำงานเพื่อสิทธิผู้ลี้ภัยของไทย โดยผู้ลี้ภัยที่ได้รับการประกันตัวประกอบไปด้วยเด็กจำนวน 34 คน อายุต่ำกว่า 12 ปี หนึ่งในนั้นเกิดในศูนย์กักกัน

การปล่อยตัวเกิดขึ้นภายใต้การทำงานของเครือข่ายคุ้มครองสิทธิผู้ลี้ภัยภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค นำโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนประเทศไทย และมูลนิธิเพื่อคนมีปัญหาสิทธิและสถานบุคคล

“ยูเอ็นเอชซีอาร์เชื่อมั่นว่าไม่ควรมีผู้ลี้ภัยคนใดถูกกักขังเพียงเพราะพวกเขาเป็นผู้ลี้ภัย ดังนั้นเราจึงเปิดรับทุกแนวทางที่จะนำผู้ลี้ภัยออกจากห้องขังให้ได้” เจมส์ ลินซ์ ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ ประจำประเทศไทยกล่าว “ขณะเดียวกัน เรายังคงทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการจับกุมผู้ลี้ภัย และการส่งพวกเขาเข้าศูนย์กักกัน”

เมห์มุด กล่าวว่าเขาเสียใจที่ช่วงเวลาที่อยู่ในสถานกักตัวมีผลเสียต่อครอบครัวเขา ลูกชายคนโตสองคนอายุ 8 และ 6 ขวบถูกขังอยู่กับเขาร่วมกับผู้ชายอีก 100 คน ขณะที่ลูกชายคนเล็กอายุยังไม่ถึง 2 ขวบ อยู่กับภรรยาเขาร่วมกับผู้หญิงอีก 300 คน พวกเขาได้พบกันเพียงครั้ง หรือสองครั้งในหนึ่งเดือน

ถึงแม้จะมีอุปสรรคมากมาย เขาก็ยังพยายามรักษาทัศนคติเชิงบวก และขอบคุณยูเอ็นเอชซีอาร์ และหน่วยงานอื่นๆที่ให้ความดูแลด้านสุขภาพ และการศึกษาต่อลูกชายของเขาทุกคน

“ผมจะพูดอย่างไรดี นอกจาก ‘ขอบคุณ’” เขากล่าวสั้นๆ หลังจากถูกปล่อยตัว เขายังคงขอบคุณอัลเลาะห์ หลักศาสนา และความอดทนของผู้ลี้ภัยที่ทำให้พวกเขาผ่านการถูกตัวได้ด้วยจิตใจที่ยึดมั่นในความดี “มอบความรักแก่ทุกคน โดยไม่มีความเกลียดชัง นั่นคือสิ่งที่ศาสนาของเราสอน” เขากล่าว “ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร คุณต้องยึดมั่นในคุณธรรม และเชื่อฟังเจ้าหน้าที่ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตาม นี่คือสิ่งที่เราพยายามทำตอนอยู่ในสถานกักตัว”

เมห์มุด ยังคงขอบคุณยูเอ็นเอชซีอาร์ที่ช่วยเร่งใบสมัครสำหรับผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้ การตั้งถิ่นฐานใหม่เป็นหนึ่งในทางออกสำหรับผู้ลี้ภัยที่สามารถเป็นอิสระจากสถานกักตัวในประเทศไทย

ยูเอ็นเอชซีอาร์ยื่นใบสมัครผู้ลี้ภัย 94 คนสำหรับตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม ภายใต้โครงการตั้งถิ่นฐานใหม่ที่เป็นหนึ่งในโครงการที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยได้ช่วยให้ผู้ลี้ภัยกว่า 70,000 คนเดินทางจากประเทศไทยไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2548

นอกจากการยื่นประกันตัว ผู้ถูกกักตัว (นอกเหนือจากผู้ลี้ภัย) สามารถเป็นอิสระได้โดยการถูกส่งตัวกลับประเทศบ้านเกิด หรือเดินทางไปประเทศที่สามโดยผู้ถูกกักกันรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้วยตนเอง

มร.ลินช์จากยูเอ็นเอชซีอาร์ ตอบรับการดำเนินการของกลุ่มประชาคมของไทยเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ลี้ภัย “เรายินดีที่เห็นสังคมไทยต่อสู้เพื่อคุ้มครองผู้ลี้ภัย ซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกบังคับให้หนีจากการประหัตประหารในบ้านเมืองของตน และถือเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดในประเทศ” เขากล่าว

เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายผู้ลี้ภัยระดับประเทศ บุคคลที่เข้ามา หรืออาศัยในประเทศไทยโดยไม่มีเอกสารจะถูกจับกุม ดำเนินการทางกฎหมาย ถูกคุมขัง และถูกส่งกลับประเทศภายใต้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง ถึงแม้พวกเขาจะได้ลงทะเบียนกับยูเอ็นเอชซีอาร์ในฐานะผู้ขอลี้ภัย หรือผู้ลี้ภัย

โดยคิตตี้ แมคคินซี่ กรุงเทพ

โดยคิตตี้ แมคคินซี่
กรุงเทพ