Skip to main content

ภาษา

 

แองเจลิน่า โจลี เรียกร้องความช่วยเหลือต่อลิเบีย และไอเวอรี่ โคสต์

ทูตสันทวไมตรีของยูเอ็นเอชซีอาร์ แองเจลิน่า โจลี พูดคุยกับผู้ลี้ภัยชาวโซมาเลียในค่ายผู้ลี้ภัยชูชา บริเวณชายแดนตูนีเซีย และลิเบีย

 

เมืองราส แอดจีร์ ประเทศตูนีเซีย 5 เม.ย. (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ค่ายผู้ลี้ภัยหนึ่งแห่ง แต่ความซับซ้อนมากมาย นั่นคือสิ่งที่ทูตสันทวไมตรีของยูเอ็นเอชซีอาร์ แองเจลิน่า โจลี ได้พบในวันอังคารที่ผ่านมา เมื่อเธอเดินทางเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยใกล้ชายแดนตูนีเซีย-ลิเบีย

โจลี เยี่ยมประเทศตูนีเซียเป็นเวลา 2 วัน เพื่อสร้างการรับรู้ว่ายังมีคนอีก 440,000 คนที่ต้องหนีจากลิเบียเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านตั้งแต่ต้นเดือนมี.ค. กว่าครึ่งอยู่ในตูนีเซีย โดยส่วนใหญ่เป็นผู้เดินทางเพื่อทำงานในลิเบีย แต่ยังมีอีก 2,500 คนที่มาจากประเทศที่มีสงคราม และความขัดแย้ง

ในวันเช้าวันอังคาร เธอเดินทางถึงจุดผ่านแดนเมือง ราส แอดจีร์ ซึ่งมีผู้อพยพเข้ามาเฉลี่ยวันละ 2,000 คนจากลิเบีย เธอเดินทางต่อไปยังค่ายชั่วคราวชูชา ซึ่งรองรับคนกว่า 7,000 คนที่เพิ่งหนีการสู้รบในลิเบีย

"มีชาวอียิปต์ เอริเทรียน โซมาเลีย และอีกหลายเชื้อชาติ” ทูตสันทวไมตรีของยูเอ็นเอชซีอาร์ แองเจลิน่า โจลี กล่าว “ค่ายมีการบริหารจัดการที่ดี ถึงแม้จะยังมีความท้าทายในหลายด้าน เช่น ความแตกต่างทางวัฒนธรรมและการหาทางออกที่หลากหลายสำหรับกลุ่มต่างๆ ไม่ใช่ทุกคนสามารถขึ้นเครื่องบิน และกลับบ้านได้ นอกจากนี้ ยังต้องช่วยเหลือผู้ที่ยังไม่ได้เดินทางกลับตามความขาดแคลนของพวกเขาอีกด้วย”

แรงงานอพยพกว่า 70,000 คนได้เดินทางกลับบ้านเรียบร้อยแล้วโดยเที่ยวบินทางมนุษยธรรมที่ดำเนินการโดยยูเอ็นเอชซีอาร์ และองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่น หรือไอโอเอ็ม แต่ยังมีผู้คนอีกมากมายที่ยังไม่ได้เดินทางกลับและอีกหลายคนที่เพิ่งอพยพเข้ามาใหม่ซึ่งเกิดขึ้นทุกวัน ส่วนการกลับบ้านเป็นไปไม่ได้สำหรับอีก 2,500 คนที่หนีความรุนแรงมาจากประเทศของตน

โจลี พบครอบครัวจากโซมาเลีย ซึ่งพลัดถิ่นมาเป็นเวลา 18 ปีแล้ว เริ่มแรกพวกเขาหนีจากความขัดแย้งในบ้านมาพักพิงในตะวันออกกลาง แต่ถูกส่งกลับ จากนั้น พวกเขาก็พยายามหนีทางเรือ แต่ถูกจับ และขังในลิเบียเป็นเวลา 5 เดือน แม้แต่ลูกสาวที่มีอายุเพียง 5 ขวบ พวกเขาเดินทางถึงค่ายชูชาสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

“ฉันหวังว่าที่นี่จะเป็นที่สุดท้ายก่อนที่คุณจะหาประเทศที่คุณจะเรียกว่าบ้านได้ และจะได้หยุดย้ายประเทศเสียที” เธอกล่าวกับพวกเขา

ทูตสันทวไมตรีของยูเอ็นเอชซีอาร์ ได้พูดคุยกับหญิงสาวจากไอเวอรี่ โคสต์ที่กำลังฟังวิทยุถึงสถานการณ์ล่าสุดในประเทศของเธอ หญิงสาวต้องทิ้งลูกสาววัย 4 ขวบไว้ที่อะบิจัน เพื่อหางานในลิเบีย แต่ต้องอพยพเข้ามาในตูนีเซียเพราะความไม่สงบที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ เธอกังวลใจเพราะครั้งสุดท้ายที่เธอได้คุยกับลูกสาว ลูกของเธอไม่ได้กินข้าวและน้ำเป็นเวลาหลายวันแล้ว

“ไอเวอรี่ โคสต์ ต้องพบกับความขัดแย้ง และความยากจนเป็นเวลาหลายปี และสถานการณ์มีความซับซ้อน” โจลี กล่าว “แต่หากการสู้รบลดลง ก็จะถือเป็นก้าวที่สำคัญ คำถามแรกก็คือ ความช่วยเหลือจะเข้าถึงได้รวดเร็วแค่ไหน เราต้องส่งของบรรเทาทุกข์ให้พวกเขาอย่างเร่งด่วนที่สุด”

ผู้คนกว่า 136,000 คนได้หนีจากไอเวอรี่ โคสต์ เข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านตั้งแต่เกิดความรุนแรงหลังการเลือกตั้งในเดือนพ.ย. โดยเชื่อว่ามีผู้คนถึง 1 ล้านคนที่ต้องพลัดถิ่นภายในประเทศ

ทูตสันทวไมตรีของยูเอ็นเอชซีอาร์ย้ำว่าเธอขอเรียกร้องให้มีการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมต่อผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในไอเวอรี่ โคสต์ และลิเบีย และช่วยอพยพอย่างปลอดภัยต่อคนที่ต้องการเดินทางกลับระหว่างการเยี่ยมตูนีเซีย โจลี เรียกร้องให้ประชาคมโลกให้ความช่วยเหลือค่ายชั่วคราวที่ชูชาและร่วมบริจาครถพยาบาลเพื่อรับส่งคนเจ็บจากชายแดน รวมทั้งสนับสนุนเที่ยวบินเพื่ออพยพคน 177 คนกลับประเทศ