Skip to main content

ภาษา

 

ข้าหลวงใหญ่ฯ กุเตอเรสหาแนวทางช่วยเหลือเยเมนเพิ่มขึ้น

ข้าหลวงใหญ่ฯ อันโตนิโอ กุเตอเรส และกรรมธิการยุโรป คริสตาลิน่า จอร์จีเอว่า ระหว่างเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยในคาราซ

 

17 มกราคม 2554

กรุงซานา เยเมน 17 มกราคม (ยูเอ็นเอชซีอาร์) – ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ นาย อันโตนิโอ กุเตอเรส เรียกร้องให้รัฐบาลเยเมนและกองกำลังติดอาวุธ อัล ฮูธิ ทุ่มเทความพยายามให้กับการสร้างสันติภาพและยอมให้องค์กรด้านมนุษยธรรมเข้าไปให้ความช่วยเหลือประชาชนหลายแสนคนที่กำลังประสบภาวะวิกฤต

“ทั้งสองฝ่ายต่างบอกกับเราว่าเหนื่อยเหลือเกินกับสงครามและจะยอมให้องค์กรด้านมนุษยธรรมเข้าไปช่วยเหลือ” นายกุเตอเรสกล่าวถึงผลการประชุมในเมืองซาดาซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเยเมนระหว่างเขากับรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ และอีกการประชุมหนึ่งระหว่างเขากับตัวแทนของกลุ่ม อัล ฮูธิ ปัจจุบันยังมีประชาชนไร้ที่อยู่อาศัยประมาณ 3 แสนคนทางตอนเหนือของเยเมนซึ่งการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าถึงลำบากมาก แม้ว่าได้มีการหยุดยิงแล้วก็ตาม

นายกุเตอเรสให้สัญญาว่าจะเพิ่มการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว เขากล่าวว่า “เราเชื่อว่าความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมควรเข้าถึงประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติและไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา หรือลัทธิทางการเมือง และจะใช้การช่วยเหลือทางมนุษยธรรมเพื่อเป็นกลไกในการลดความตึงเครียดและสร้างสรรค์สภาวะแห่งกระบวนการสันติภาพให้ประสบความสำเร็จ”

ข้าหลวงใหญ่ฯได้สิ้นสุดการเดินทางเยือนเยเมนเป็นเวลา 3 วันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ร่วมกับนางคริสตาริน่า จอร์จิเอว่า กรรมาธิการยุโรปฝ่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการรับมือกับภาวะวิกฤติ ทั้งสองได้ประจักษ์ถึงความเสียหายเป็นวงกว้างของเมืองทางตอนเหนือของซาดา และใช้เวลาพูดคุยกับผู้ลี้ภัยชาวโซมาเลียในค่ายผู้ลี้ภัยคาราซและในเมืองเอเดนทางตอนใต้ นอกจากนั้นยังได้เข้าพบ นายอาลี โมฮัมเม็ด มูยาวาร์ นายกรัฐมนตรีและเจ้าหน้าระดับสูงของเยเมนด้วย

ในการเข้าเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยคาราซซึ่งดำเนินการโดยยูเอ็นเอชซีอาร์ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือห่างจากเมืองเอเดนโดยใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 90 นาที ทั้งสองได้พบกับผู้รอดชีวิตที่ยังขวัญเสียจากการเดินทางข้ามอ่าวเอเดน จากเมืองโอบอค สาธารณรัฐจิบูตี ซึ่งก่อนหน้านั้น ในวันที่ 4 มกราคม เพิ่งเกิดเหตุการณ์เรืออับปาง ส่งผลให้มีผู้อพยพและผู้ลี้ภัย 40 คนจมน้ำเสียชีวิต

ระหว่างการเยือนเยเมนครั้งนี้ มีผู้ประท้วงหลายร้อยคนแสดงความคับข้องใจในการอาศัยในค่ายร่วมกับผู้ลี้ภัยชาวโซมาเลียซึ่งมีจำนวนมาก นายกุเตอเรสกล่าวว่า “พวกเขามีชีวิตที่ยากลำบากในโซมาเลีย จึงต้องลี้ภัยมาอยู่ที่นี่” นายอิบริฮิม โมฮัมเม็ด ชาลินเล อายุ 24 ปี กล่าวว่า “ผมไม่ต้องการอยู่ที่นี่นานนัก” ผู้ลี้ภัยที่อยู่ในค่ายคาราซไม่สามารถกลับประเทศบ้านเกิดตัวเองที่มีแต่ภัยสงครามได้ และไม่มีทางเลือกอื่นมากไปกว่าอาศัยชั่วคราวในค่ายไปก่อน “ความฝันของพวกเราคือการไปอยู่ที่ไหนซักแห่งที่ดีกว่าที่นี่” นายอิบริฮิม โมฮัมเม็ด ชาลินเล อายุ 24 ปี กล่าว ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ต้องการออกไปตั้งถิ่นฐานในประเทศอื่น

ค่ายผู้ลี้ภัยคาราซเป็นบ้านให้กับผู้ลี้ภัย 14,000 ชีวิตให้ได้อยู่อาศัยท่ามกลางกระแสลมแรงของทะเลทรายเพื่อรองรับผู้ลี้ภัยที่เข้ามาทางชายฝั่งทางตอนใต้ของเยเมน ผู้ลี้ภัยทั้งหมดกระจุกตัวอยู่ในเมืองเอเดนหรือซาดาและมีชีวิตที่ยากลำบากมาก ยูเอ็นเอชซีอาร์กำลังนำกลยุทธ์ใหม่ๆ เข้ามาช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่อยู่ในเมืองในเรื่องการศึกษา โครงการปล่อยสินเชื่อขนาดเล็ก การดูแลสุขภาพและการช่วยเหลือทางกฎหมาย

เยเมนเป็นที่พักพิงให้กับชาวโซมาเลียประมาณ 170,000 คน ซึ่งคนเหล่านี้จะได้รับสถานภาพผู้ลี้ภยทันทีที่เข้ามาในเยเมน เยเมนเป็นเพียงประเทศเดียวในประเทศคาบสมุทรอาหรับที่ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยปี พ.ศ.2494 และ พิธีสาร พ.ศ.2510 เยเมนตั้งอยู่บนเส้นทางอพยพที่ใช้มาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งขณะนี้กำลังเผชิญปัญหาผู้อพยพและผู้ลี้ภัยจำนวนมากที่เข้ามาเพื่อแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจต่อไปในประเทศคาบสมุทรอาหรับและประเทศอื่นๆ

“ชุมชนระหว่างประเทศควรแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและให้การสนับสนุนประชาชนเยเมนดังที่เยเมนมีให้กับผู้ลี้ภัย” นายกูเตร์เรสกล่าว

ในช่วงท้ายของการเยือนเยเมน กรรมาธิการจอร์จีเอว่าได้ประกาศว่า กรรมาธิการยุโรปได้ระดมทุนเป็นเงิน 15 ล้านยูโรเพื่อให้ความช่วยเหลือเยเมนในด้านมนุษยธรรมที่มีความจำเป็นเร่งด่วน และเพื่อเปิดสำนักงานที่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแห่งใหม่อีกด้วย

ข้าหลวงใหญ่ฯ กุเตอเรสได้เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ดำเนินรอยตามตัวอย่างของ เยเมนในการเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยชาวโซมาเลียได้พักพิง และยังขอให้ช่วยกันสนับสนุนองค์กรมนุษยธรรมที่ทำงานในเยเมนให้มากขึ้น และในขณะเดียวกันต้องตระหนักว่าเยเมนเองก็มีความจำเป็นต้องพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจของตนเองด้วย

นาย กุเตอเรสยังเรียกร้องให้มีการจัดการด้านการส่งเสริมสันติภาพในโซมาเลียอย่างมีกลยุทธ์และส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในแถบที่มีสันติภาพอยู่แล้ว นายกุเตอเรสกล่าวว่า “ปัจจุบันมีความกังวลอย่างมากในเรื่องปัญหาเรื่องโจรสลัดและการก่อการร้ายแต่เราต้องมีความชัดเจนเสียก่อนว่า วิธีที่ดีที่สุดในการสร้างสันติภาพให้ประสบความสำเร็จคือการต่อสู้กับความยากจน” เขากล่าว

เรื่องโดย เมลิสซ่า เฟลมมิ่ง กรุงซานา ประเทศเยเมน

ขอบคุณผู้แปล คุณนุชจรีย์ รูปเล็ก