Skip to main content

ภาษา

 

ผู้แทนพิเศษของข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติเรียกร้องการสนับสนุนเด็กผู้ลี้ภัยในประเทศเคนย่า

แองเจลีน่า โจลีเรียกร้องให้มีการสะท้อน “ความเจ็บปวดและความทุกข์ยาก” ของเด็กผู้ลี้ภัยในช่วงที่เธอได้เข้าเยี่ยมศูนย์พักพิงเด็กและเยาวชนหญิงในไนโรบีเนื่องในวันผู้ลี้ภัยโลก

 

แองเจลีน่า โจลีเรียกร้องให้มีการสะท้อน “ความเจ็บปวดและความทุกข์ยาก” ของเด็กผู้ลี้ภัยในช่วงที่เธอได้เข้าเยี่ยมศูนย์พักพิงเด็กและเยาวชนหญิงในไนโรบีเนื่องในวันผู้ลี้ภัยโลก

 

(รูป) ผู้แทนพิเศษของข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติแองเจลีน่า โจลีพบปะเด็กและพี่น้องของผู้ลี้ภัยหญิงในไนโรบี

 

ไนโรบี,ประเทศเคนย่า – ผู้แทนพิเศษของข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติแองเจลีน่า โจลีเรียกร้องให้คนตระหนักถึงสภาพอันเลวร้ายของเด็กผู้ลี้ภัยในช่วงที่เธอเข้าเยี่ยมศูนย์พักพิงผู้ลี้ภัยเด็กและเยาวชนหญิงในเมืองไนโรบีเนื่องในวันผู้ลี้ภัยโลก

โจลีได้พบปะกับเด็กผู้ลี้ภัยหญิงประมาณ 200 คนที่ต้องแยกจากพ่อแม่ ซึ่งตอนนี้พวกเธออาศัยอยู่ที่เซฟเฮ้าส์เฮชิมาเคนยา ในเมืองหลวงของเคนย่า สถานที่ที่พวกเธอได้เข้าร่วมโปรแกรมพัฒนาศักยภาพผู้หญิง

เด็กสาวเหล่านี้ได้หลบหนีจากสภาวะความรุนแรงอันโหดร้ายในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก(DRC)ซูดานใต้ โซมาเลีย บุรุนดีและรวันดา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วพวกเธอต้องเผชิญกับความรุนแรงทางเพศ

หลายคนตั้งครรภ์และคลอดลูกหลังจากที่ถูกข่มขืน พวกเธอได้แชร์เรื่องราวและรายละเอียดต่างๆในชีวิตของพวกเธอกับผู้แทนพิเศษในช่วงการเข้าพบปะ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มีการบันทึกรายงานประจำปีของผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานทั่วโลก

“กว่าครึ่งของผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นทั่วโลกเป็นเด็กและผู้หญิง การปฎิบัติต่อพวกเขาเหล่านี้เป็นเครื่องวัดความเป็นมนุษย์ของพวกเราในฐานะที่เป็นชาติหนึ่งๆ”โจลีกล่าว “ในวันผู้ลี้ภัยโลกนี้ สิ่งเดียวที่คำขอเดียวของฉันคือให้ทุกคนตระหนักถึงความเจ็บปวกและความทุกข์ยากของเด็กสาวเหล่านี้ พวกเธอไม่เพียงแต่ต้องเผชิญกับความรุนแรงอันโหดร้าย สูญเสียทุกสิ่งและเผชิญกับการเสียชีวิตของคนในครอบครัว แต่พวกเธอยังต้องเผชิญกับการข่มเหง การถูกปฏิเสธจากสังคมและความทุกข์ยาก”

 

“การปฎิบัติต่อพวกเขาเหล่านี้เป็นเครื่องวัดความเป็นมนุษย์ของพวกในฐานะที่เป็นชาติหนึ่งๆ”

 

โจลีกล่าวว่าเยาวชนเหล่านี้พยายามอย่างสุดความสามารถในการดำรงชีวิตด้วย “การสนับสนุนในระดับพื้นฐานเพื่อที่จะดำรงชีวิตได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีในสถานะที่ยากลำบากเช่นนั้น ฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้ใช้เวลากับพวกเธอ”

นี่เป็นครั้งที่สามที่เธอเยือนประเทศเคนยา บ้านของผู้ลี้ภัยกว่า491,000คนจากประเทศเพื่อบ้าน โซมาเลีย ซูดานใต้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกบุรุนดี และประเทศอื่นในภูมิภาค

ผู้ลี้ภัยในเขตเมืองกว่า 67,000ในประเทศเคนย่า  ส่วนใหญ่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการช่วยเหลือของUNHCRหรือข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติและองค์กรมนุษยธรรมอื่นๆ อีกทั้งหลายคนยังต้องรักษาตัวจากการข่มเหงและความเลวร้ายจากช่วงก่อนและระหว่างการอพยพ

โดยรวมแล้ว โครงการพัฒนาศักยภาพผู้หญิงในเฮชิม่า เคนย่าได้ช่วยเหลือเด็กผู้ลี้ภัยหญิงกว่า 200 คน รวมไปถึงผู้ลี้ภัยที่อยู่ในเซฟเฮ้าส์  พวกเขาได้รับการศึกษา การฝึกฝนทักษะต่างๆที่จะทำให้พวกเขาสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้

 

“พวกเราแค่ต้องการชีวิตที่เคยมีของเรากลับมาก ได้เล่นเหมือนที่เคย”

 

ในบรรดาหญิงสาวที่อาศัยอยู่ในบ้านพักพิงในเฮชิมา ลูซี่ เจ้าของชื่อที่หมายถึง “ความเคารพ”ในภาษาสวาฮิลี ภาษาราชการของประเทศเคนยา เด็กสาววัย 14 จากประเทศบุรุนดี ลูซี่และน้องสาวหลบหนีมาที่เคนย่าโดยรถบรรทุกหลังจากที่พ่อแม่ของเธอถูกฆ่าทำให้ไม่มีใครดูแลพวกเธอ ซึ่งต่อมาพวกเธอก็ได้มาอาศัยอยู่ที่ศูนย์พักพิงแห่งนี้

“พวกเราแค่ต้องการชีวิตที่เคยมีของเรากลับมาก ได้เล่นเหมือนที่เคย” ลูซี่กล่าว เบเนดิกท์ ผู้ดูแลโครงการเฮชิม่าเคนยา พูดถึงแรงบันดาลในการทำงานช่วยเหลือผู้ลี้ภัยว่า  “เมื่อผมเห็นพวกเขา ผมไม่ได้เห็นผู้ลี้ภัย ผมเห็นมนุษย์คนหนึ่งที่เผชิญกับความทุกข์ยากไม่ใช่เพราะไม่มีตัวเลือก แต่ เพราะสถานการณ์ที่พวกเขาไม่สามารถควบคุมได้”

ด้วยตัวเลือกการตั้งถิ่นฐานในประเทศนั้นเป็นเรื่องยาก เฮชิม่าเคนย่าจึงเน้นไปที่การช่วยให้ผู้ลี้ภัยกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเคนย่า ซึ่งการช่วยเหลือเช่นนี้ประสบความสำเร็จจากการทำงานของUNHCRและหน่วยงานอื่นที่ได้เจรจาระหว่างประเทศร่วมกันในเรื่องการปรับใช้ข้อตกลงระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติว่าด้วยผู้ลี้ภัย

“เมื่อคุณทำให้พวกเขาเชื่อว่าเขาทำได้ คุณทำให้พวกเขารู้สึกมีเกียรติและศักดิ์ศรี” เบเนดิกท์กล่าว “เมื่อพวกเขาไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคนอื่น รัฐบาลเคนยาก็จะต้อนรับพวกเขาในฐานะที่เป็นคนจ่ายภาษี คนทำงานและลูกค้าที่มีอำนาจในการซื้อสินค้าต่างๆ”โจลีได้ยกย่องการทำงานของเฮชิมาเคนยาและขอบคุณชาวเคนย่า “เคนยาเปิดรับผู้ลี้ภัยกว่าห้าแสนคนและพวกเราในฐานะUNHCRรู้สึกขอบคุณประชาชนและรัฐบาลเคนยา”