Skip to main content

ภาษา

 

รายงานการสำรวจจำนวนผู้ที่ต้องถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานทั่วโลกประจำปี 2559

 

สงคราม ความรุนแรง การประหัตประหาร ส่งผลให้ตัวเลขการพลัดถิ่นสูงสุดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

 

• ทุก 3 วินาที จะมี 1 คนที่ต้องลี้ภัยจากสงครามและความรุนแรง 
• กว่า 65.6 ล้านคนถูกบังคับให้ลี้ภัย สูงสุดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จำนวนทั้งหมดเกือบเท่าจำนวนประชากรประเทศไทย และสหราชอาณาจักร
• ครึ่งหนึ่งของผู้ลี้ภัยทั่วโลกคือเด็ก 
• ในวันผู้ลี้ภัยโลกวันนี้ ร่วมลงชื่อ #เคียงข้างผู้ลี้ภัย ได้ที่ www.unhcr.or.th/supportrefugees 

 

กรุงเทพฯ 19มิถุนายน 2560– สงคราม ความรุนแรง และการประหัตประหารที่เกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้จำนวนผู้คนถูกบังคับให้พลัดถิ่นมจำนวนสูงมากกว่าที่เคย จากรายงานล่าสุดเปิดเผยโดยสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR

 

รายงานประจำปีของ UNHCR ฉบับล่าสุด หรือ Global Trends reportว่าด้วยเรื่องการสำรวจจำนวนผู้ที่ต้องถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานทั่วโลก ในปี 2559 พบว่ามีจำนวนมากขึ้นถึง 65.6 ล้านคน ซึ่งสูงกว่าปีก่อนหน้านั้นกว่า 300,000 คน โดยตัวเลข 65.6 ล้านคนนี้ แสดงให้เห็นถึงความต้องการความคุ้มครองของผู้ที่ต้องลี้ภัยและพลัดถิ่นจำนวนมหาศาลทั่วโลก

 

จำนวนตัวเลขกว่า 65.6 ล้านคนในปี 2559นั้น ประกอบไปด้วยผู้ได้รับผลกระทบสามส่วนหลักๆ ได้แก่ผู้ลี้ภัย  จำนวน 22.5 ล้านคน อันเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเท่าที่เคยปรากฎ ซึ่งในจำนวนนี้ 17.2 ล้านคน อยู่ในความรับผิดชอบของ UNHCR และที่เหลือคือผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ที่ขึ้นทะเบียนและได้รับความช่วยเหลือโดยตรงจากสำนักงานบรรเทาทุกข์และจัดหางานของสหประชาชาติสำหรับผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ในตะวันออกใกล้ หรือ UNRWA ซึ่งเป็นองค์กรพี่น้องของ UNHCR อีกทั้งจากการสำรวจล่าสุดซีเรียยังคงเป็นประเทศที่ก่อให้เกิดผู้ลี้ภัยมากที่สุดในโลก คือ 5.5 ล้านคน หากแต่ ในปี 2559 ยังมีปัจจัยใหม่ที่ใหญ่ที่สุดคือ ประเทศซูดานใต้ซึ่งในช่วงเดือนกรกฎาคม 2559 ความล้มเหลวในการสร้างสันติภาพในประเทศได้ก่อให้เกิดคลื่นผู้ลี้ภัยขนาดใหญ่กว่า 739,000 คน ในช่วงสิ้นปี และมากกว่า1.87 ล้านคนขณะนี้

 

ในส่วนที่สองคือผู้ที่ถูกบังคับให้พลัดถิ่นภายในประเทศจำนวน 40.3 ล้านคน ลดลงจากปีก่อนหน้านั้นคือ 40.8 ล้านคน  ซึ่ง ซีเรีย อิรัก และโคลัมเบีย ยังคงติดอันดับสามประเทศหลักที่ต้องเผชิญสถานการณ์ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศจำนวนมากที่สุดในโลก โดยปัญหาผู้พลัดถิ่นภายในประเทศนั้นถือเป็น2 ใน 3 ของสถานการณ์การพลัดถิ่นฐานทั่วโลก

 

และอันดับสุดท้ายคือ ผู้ขอสถานะผู้ลี้ภัย ซึ่งคือผู้ที่จำเป็นต้องหนีออกจากประเทศของตน และต้องการความคุ้มครองระหว่างประเทศในฐานะผู้ลี้ภัย โดยในปลายปี 2559 มีจำนวนผู้ขอสถานะผู้ลี้ภัยทั่วโลกมากถึง 2.8 ล้านคน

 

จำนวนยอดรวมผู้พลัดถิ่นและผู้ลี้ภัยกว่า 65.6 ล้านคนนั้น คือผลพวงมหาศาลจากสงครามและการประหัตประหารทั่วโลกที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ นั่นหมายความว่าประชากรทุก 1ใน 113 คนทั่วโลกนั้นต้องถูกบังคับให้ออกจากบ้านของตนเอง อันมีจำนวนสูงกว่าประเทศที่มีจำนวนประชากรลำดับที่ 21 ของโลก นั่นคือ ประเทศอังกฤษ

 

“ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ตัวเลขนี้ก็ไม่อาจยอมรับได้ และตัวเลขนี้บ่งบอกอย่างเด่นชัดกว่าครั้งใดๆว่าเราทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อป้องกันและแก้ไขวิกฤตการณ์ พร้อมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ลี้ภัย ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ รวมถึงผู้ขอสถานะผู้ลี้ภัย ว่าพวกเขาจะได้รับความคุ้มครองและดูแล จนกว่าทางออกของปัญหาได้รับการแก้ไข”นายฟิลิปโป กรานดี ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ กล่าว “อีกทั้งเราต้องพยายามมากขึ้นเพื่อคนเหล่านี้ เพราะในสถานการณ์ความขัดแย้งระดับโลกนั้น สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยว ไม่ใช่ความหวาดกลัว”

 

ข้อมูลสำคัญจากรายงานGlobal Trends Report 2016 ของ UNHCRคือจำนวนของผู้พลัดถิ่นและผู้ลี้ภัยที่เกิดขึ้นใหม่ ราว 10.3 ล้านคน ในปี 2559 โดยประมาณสองในสาม หรือ 6.9 ล้านคน คือผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ หมายความว่ามีคนที่ต้องถูกบังคับให้ออกจากบ้านของตนเอง1 คน ในทุกๆ 3 วินาที ซึ่งน้อยกว่าเวลาที่ใช้ในการอ่านย่อหน้านี้เสียอีก   

 

ในขณะเดียวกัน ปี  2559 ก็ยังมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ในส่วนของการเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดหรือประเทศของตนเอง รวมถึงการตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม โดยกว่า 37 ประเทศทั่วโลก ยอมรับผู้ลี้ภัยกว่า 189,300 คนให้ตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศ  และผู้ลี้ภัยกว่าครึ่งล้านคนสามารถเดินทางกลับสู่ประเทศบ้านเกิด นอกจากนี้ ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศกว่า 6.5 ล้านคนยังได้กลับไปยังถิ่นฐานของตนเอง แม้ว่าจำนวนมากยังคงไม่แน่ใจกับสถานการณ์ที่พวกเขาหวังเอาไว้

 

ทั่วโลก ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 84พักพิงอยู่ในประเทศที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ประมาณหนึ่งในสาม หรือ 4.9 ล้านคน ได้รับความคุ้มครองจากประเทศที่ด้อยพัฒนาที่สุดในโลก ความไม่สมดุลนี้สะท้อนปัจจัยหลายอย่างรวมถึงการขาดฉันทามติในระดับนานาชาติเกี่ยวกับปัญหาการให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัย ซึ่งประเทศข้างเคียงที่ให้การพักพิงส่วนมากมีฐานะยากจนและอยู่ในพื้นที่ของความขัดแย้ง อีกทั้งสิ่งนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความต้องการทรัพยากร และการสนับสนุนเป็นอย่างมาก ของประเทศและชุมชนที่รองรับผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่น ซึ่งหากขาดสิ่งเหล่านี้ก็จะส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงต่อการทำงานด้านมนุษยธรรมเพื่อช่วยชีวิต รวมถึงอาจจะก่อให้เกิดการพลัดถิ่นเป็นครั้งที่สองอีกด้วย 

 

ทั้งนี้หากพิจารณาในส่วนของประชากรผู้พลัดถิ่นและผู้ลี้ภัย ประเทศซีเรียก็ยังคงเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ ผู้ลี้ภัย และผู้ขอสถานะผู้ลี้ภัยในต่างประเทศ มากที่สุดในโลกราว 12 ล้านคน หรือเกือบสองในสามของประชากร ซึ่งหากไม่นับสถานการณ์อันยาวนานของผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ อัฟกานิสถานก็ยังคงเป็นอันดับสอง ราว 4.7 ล้านคน ตามด้วย อิรัก ประมาณ 4.2 ล้านคน  และซูดานใต้ ซึ่งวิกฤตการณ์ผู้พลัดถิ่นและ ผู้ลี้ภัยมีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยกว่า 3.3 ล้านคนได้ถูกบังคับให้ออกจากบ้านของตนเองเมื่อสิ้นปี 2559

 

กว่าครึ่งหนึ่งของผู้ลี้ภัยทั่วโลก คือ เด็ก ผู้ซึ่งเปราะบางและยังคงต้องแบกรับความไม่สมส่วนของความทุกข์ทรมานจากการลี้ภัย และเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่ผู้ขอลี้ภัยกว่า 75,000 คน เป็นเด็กที่เดินทางคนเดียว หรือพลัดพรากจากพ่อแม่ ซึ่งจากรายงานกล่าวว่าตัวเลขนี้อาจจะยังน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับเหตุการณ์จริงที่กำลังดำเนินอยู่

UNHCR ยังคาดการณ์อีกว่าอาจจะมีประชากรอย่างน้อย 10 ล้านคนที่ไม่มีสัญชาติหรือมีความเสี่ยงต่อการไร้สัญชาติ ในสิ้นปี 2562 อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่รัฐบาลหลายประเทศบันทึกและแจ้งต่อ UNHCRเกี่ยวกับจำนวนประชากรที่ไร้สัญชาตินั้นมีแค่เพียง 3.2 ล้านคน ใน 74 ประเทศทั่วโลก

 

รายงานGlobal Trends Report 2016 ของ UNHCRเป็นการรวบรวมสถิติของจำนวนผู้พลัดถิ่นและผู้ลี้ภัยทั่วโลก โดยรายงานฉบับนี้ไม่ได้กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงและความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ผู้ลี้ภัยทั้งหมด อาทิ การนำประเด็นการขอลี้ภัยไปใช้ในทางการเมืองในหลายๆประเทศ และความเข้มงวดที่เพิ่มมากขึ้นสำหรับการให้ความคุ้มครองในบางภูมิภาค  ซึ่งแม้ว่าความเปลี่ยนแปลงและความเคลื่อนไหวส่วนมากจะเป็นไปในทางลบหาก แต่ในทางบวกก็ยังมีปรากฎอยู่บ้าง ยกตัวอย่างเช่น การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติครั้งประวัติศาสตร์เพื่อลงนามความร่วมมือปฏิญญานิวยอร์กว่าด้วยเรื่องผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ตลอดจนการจัดทำมาตรการร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์ผู้ลี้ภัยโลก ซึ่งประกอบด้วยแผนรับมือสถานการณ์ผู้ลี้ภัยฉบับครอบคลุม ที่รู้จักกันในชื่อ Comprehensive Refugee Response Framework (CRRF)รวมไปถึงความเอื้อเฟื้ออันต่อเนื่องของหลายประเทศที่ให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัย รวมถึงรัฐบาลต่างๆที่บริจาคงบประมาณ สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นทิศทางอันดีในปี  2559 ต่อการช่วยเหลือผู้พลัดถิ่นและผู้ลี้ภัย

 

UNHCRจัดทำรายงาน Global Trends reportเป็นประจำทุกปี โดยรวบรวมข้อมูลภายในองค์กร ข้อมูลจากองค์กรพันธมิตรนั่นคือ ศูนย์ติดตามการย้ายถิ่นฐานภายในประเทศ (Internal Displacement Monitoring Centre)และข้อมูลที่ได้รับจากรัฐบาลหลายๆประเทศ

 

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

 

ธนัช จรูญรัตนเมธา (มิ้นท์)

02-288-1389 (jarulrat@unhcr.org