Skip to main content

ภาษา

 

ยินดีต้อนรับสู่ญี่ปุ่น : ประเทศแรกในเอเชียร่วมโครงการตั้งถิ่นฐานใหม่ของยูเอ็นเอชซีอาร์

กลุ่มผู้ลี้ภัยจากประเทศพม่ากลุ่มแรกได้เดินทางถึงประเทศญี่ปุ่นแล้ว

 

ข่าว วันที่ 28 กันยายน 2553

โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น 28 ก.ย. (ยูเอ็นเอชซีอาร์) – แสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูป และเสียงปรบมือ ต้อนรับผู้ลี้ภัยกลุ่มแรกจำนวน 18 คนเพื่อตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศญี่ปุ่น พวกเขาเดินทางถึงสนามบินนาริตะในเช้าของวันอังคารที่ผ่านมา ผู้ลี้ภัยได้ละทิ้งชีวิตในค่ายในป่าลึกที่อาศัยเป็นเวลาหลายทศวรรษ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในประเทศที่เป็นพลังทางเศรษฐกิจของเอเชีย "ดีใจที่ได้มาถึงญี่ปุ่น” หนึ่งในผู้ลี้ภัยผู้หญิงกล่าว เธอดูประหม่าจากกลุ่มสื่อมวลชนจำนวนมาก ก่อนที่เธอจะขึ้นรถบัสต่อไปยังศูนย์ต้อนรับซึ่งกลุ่มผู้ลี้ภัยจะใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ในการปรับตัวให้เข้ากับเมืองหลวงที่วุ่นวายของญี่ปุ่น “ยินดีต้อนรับสู่ญี่ปุ่น” เป็นคำพูดที่อยู่บนป้ายในนาริตะ

ครอบครัวผู้ลี้ภัยจากประเทศพม่า ประกอบด้วย คู่สามีภรรยา 3 คู่ และเด็กๆอีก 12 คน อายุตั้งแต่ 1-15 ปี เดินออกจากเครื่องบินที่ใช้เวลา 6 ช.ม. จากกรุงเทพ ถือเป็นการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกของพวกเขา

อีกสองครอบครัว ครอบครัวหนึ่งมีลูก 4 คน และอีกครอบครัวมีลูก 3 คน ยังต้องอยู่ในกรุงเทพในนาทีสุดท้าย เนื่องจากพวกเขาเป็นไข้หวัด พวกเขาจะเดินทางได้ทันทีที่หายเป็นปกติ

ครอบครัวเหล่านี้ เป็นชาวนากะเหรี่ยงที่ต้องหนีออกจากประเทศพม่าในปีพ.ศ. 2528 และ 2544 อายุของกลุ่มพ่อแม่ตั้งแต่ 28 ถึง 45 และลูกๆ ของพวกเขาเกือบทั้งหมดเกิดในพื้นที่พักพิงชั่วคราวแม่หละ จ.ตาก

กลุ่มผู้ลี้ภัยเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นภายใต้โครงการนำร่องที่จะเปิดรับผู้ลี้ภัยจำนวน 90 คนภายในระยะเวลา 3 ปี โดยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่กลายเป็นประเทศที่รับผู้ลี้ภัยตั้งถิ่นฐานใหม่ ในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค มีประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ที่เปิดรับผู้ลี้ภัยมาระยะหนึ่งแล้ว

“ถือเป็นมิติใหม่ของประเทศญี่ปุ่นที่ช่วยสร้างความเข็มแข็งต่อนโยบายด้านผู้ลี้ภัย และการขอลี้ภัยของประเทศ” นายโจฮัน เซลส์ ผู้แทนยูเอ็นเอชซีอาร์ในประเทศญี่ปุ่น กล่าว

รัฐบาลญี่ปุ่นเป็นผู้บริจาคอันดับที่สองของยูเอ็นเอชซีอาร์ และเซลส์เสริมว่า “ประเทศไม่เพียงสนับสนุนทางงบประมาณต่อการให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในหลายแห่งในโลก แต่ยังมอบอนาคตให้ผู้ลี้ภัยได้เริ่มต้นในประเทศของเขาอีกด้วย เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศญี่ปุ่นจะสร้างแบบอย่างในการตั้งถิ่นฐานใหม่ให้ผู้ลี้ภัยเพื่อเป็นแนวทางให้ประเทศอื่นๆในเอเชียในก้าวตาม” โครงการนี้ ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนในประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ตั้งแต่การเดินทางออกจากกรุงเทพ จนกระทั่งเดินทางถึงสนามบินนาริตะ กลุ่มผู้ลี้ภัยมีน้อยกว่าจำนวนสื่อมวลชนอีกด้วย

เนย์ มิน ผู้ลี้ภัยชายที่อายุมากที่สุดในกลุ่มอายุ 45 ปี กล่าวว่าเขาเป็นชาวนามาตลอดเพราะเป็นอาชีพที่ชาวกะเหรี่ยงทำมาแต่ดั้งเดิม “แต่หลังจากที่ผมมาถึงญี่ปุ่น ถ้าพวกเขาหางานอะไรให้ทำ ผมก็จะทำถ้าพวกเขาช่วยสอน” เขากล่าวที่กรุงเทพก่อนเดินทาง

หลังจากทั้งครอบครัวนอนไม่หลับมาหลายคืนเพราะความตื่นเต้น และดีใจ เนย์ มิน กล่าวถึงประเทศญี่ปุ่นว่า “ประเทศที่พัฒนาที่สุดในเอเชีย” เป็นตัวแทนของเสรีภาพ และการเริ่มต้นใหม่หลังจากอาศัยในค่ายปิดมากว่าสองทศวรรษ

“กว่า 18 ปีที่เราลำบาก” เขากล่าว “เราอยู่ได้ด้วยสัดส่วนอาหารที่ได้รับ และเราก็ทำตามกฎของค่าย”

ขณะที่ยังอยู่ในพื้นที่พักพิงฯแม่หละ ผู้ลี้ภัยได้เข้าห้องเรียนเพื่อปรับตัวเข้าสู่วัฒนธรรมของญี่ปุ่น และเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นที่สุภาพบางคำ ในโตเกียว พวกเขาจะได้รับความช่วยเหลือให้มีอพาร์ตเม้นท์ เข้าเรียนภาษาญี่ปุ่นเพิ่มเติม และช่วยให้ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรม รวมทั้งเข้ารับการอบรมด้านอาชีพเพื่อช่วยให้พวกเขาหางานทำต่อไป

ก่อนที่จะเดินทางออกจากพื้นที่แม่หละ เด็กๆ หลายคนเริ่มมีความหวังที่จะได้เป็นหมอ หรือครู เนย์ มินกล่าวว่าความฝันอันสูงสุดของเขาในญี่ปุ่นคือการที่ลูกๆทั้งสามคนได้รับการศึกษาที่ดี พวกเขาอายุ 7 ขวบ 11 ขวบ และ 15 ปี สำหรับตัวเขา ความมั่นใจว่าครอบครัวของเขาจะได้รับการเคารพด้านสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด เขายอมรับและยิ้มอย่างเอียงอายว่าเมื่อเขามีสิทธิต่างๆ เขาวาดฝันที่ยิ่งใหญ่ขึ้น

“ผมอยากท่องเที่ยวไปประเทศอื่นๆทั่วโลก เมื่อผมได้รับพาสปอร์ตจากญี่ปุ่น” เขากล่าวว่าก่อนขึ้นเครื่องบินเขาคิดในใจว่าเที่ยวบินนี้เป็นจุดเริ่มต้นของอีกหลายเที่ยวบินที่กำลังจะตามมา

โดยคิตตี้ แมคเคนซี่ จากกรุงเทพ และยูกิ โมริยะ จากโตเกียว