Skip to main content

ภาษา

 

สหรัฐอเมริกาเตรียมปิดโครงการตั้งถิ่นฐานใหม่แบบกลุ่มสำหรับผู้ลี้ภัยชาวพม่าในประเทศไทย

ทูน เมียน และครอบครัวที่อาศัยในค่ายแม่ละอูน จ.แม่ฮ่องสอนยืนยันที่จะเดินทางไปตั้งถิ่นฐานใหม่ที่อเมริกา

 

ผู้ลี้ภัยชาวพม่าที่อาศัยในค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทยมากกว่า 70,000คนได้รับตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกกำลังจะจบลง

อ.แม่สะเรียง ประเทศไทย 29 มกราคม ( UNHCR) – โครงการตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ดำเนินการในประเทศไทยเป็นหนึ่งในโครงการตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของโลกกำลังจะปิดตัวลง เมื่อ UNHCR ได้รับความจำนงเมื่อวันศุกร์ที่ 24 ม.ค. ที่ผ่านมาจากผู้ลี้ภัยชาวพม่ากลุ่มสุดท้ายที่ต้องการไปตั้งถิ่นฐานใหม่ที่สหรัฐอเมริกา

โครงการตั้งถิ่นฐานใหม่แบบกลุ่มนี้เริ่มต้นในปีพ.ศ. 2548ด้วยการสนับสนุนของรัฐบาลไทย และสหรัฐอเมริกาที่เสนอทางออกที่ยั่งยืนแก่ผู้ลี้ภัยหลายหมื่นคนที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ผู้ลี้ภัยที่ยืดเยื้อ ยาวนาน และมีชีวิตขึ้นอยู่กับความช่วยเหลือจากนานาชาติ และอาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย 9 ค่ายตามแนวชายแดนไทยพม่า

"ตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2548 สหรัฐอเมริกาได้ต้อนรับผู้ลี้ภัยกว่า 73,000 คน และพวกเขาอาศัยอยู่ในหลายเมืองทั่วสหรัฐอเมริกา" แอนน์ ซี. ริชาร์ด ผู้ช่วยเลขานุการสำนักประชากร ผู้ลี้ภัยและการย้ายถิ่น กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกากล่าว "สหรัฐอเมริกามีความภูมิใจที่ได้ให้การเริ่มต้นใหม่แก่ผู้ลี้ภัย พวกเขาเติบโตในบ้านใหม่ และเติมเต็มชุมชนใหม่ของพวกเขา หลายคนได้เป็นเจ้าของบ้าน เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก และพลเมืองอเมริกัน"

"เราคาดว่าจะมีอีกหลายพันคนตั้งถิ่นฐานใหม่ในปีนี้ ขณะที่โครงการกำลังปิดตัวลง" เธอเสริม “โครงการตั้งถิ่นฐานใหม่นี้ประสบความสำเร็จด้วยดี และได้มาถึงวันสุดท้ายตามควรจะเป็น ซึ่งคือวันที่ 24 ม.ค. ที่ผ่านมาที่ผู้ลี้ภัยชาวพม่าที่จะสามารถแสดงความจำนงในการตั้งถิ่นฐานใหม่กับUNHCRได้"

ก่อนที่โครงการจะปิดลง เราได้มีการประกาศ และดำเนินการครั้งแรกโดยเริ่มที่ค่ายแม่หละ ในเดือนมกราคม ปี 2556 และทำต่อมาที่ค่ายอื่นๆ ในช่วงเวลาที่ต่างกัน โดยผู้ลี้ภัยในแต่ละค่ายที่มีสิทธิจะมีเวลา 3 เดือนเพื่อตัดสินใจว่าจะสมัครไปตั้งถิ่นฐานที่สหรัฐอเมริกาหรือไม่ อย่างไร ภายใต้ขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อน

การดำเนินงานครั้งสุดท้ายสิ้นสุดลงที่ค่ายผู้ลี้ภัย 3 ค่ายในจังหวัดแม่ฮ่องสอน คือค่ายแม่ละอูน แม่ลามาหลวง และบ้านแม่สุรินทร์

ปีที่ผ่านมา ผู้ลี้ภัยชาวพม่า เกือบ 6,500 คน ได้แสดงความสนใจในโครงการตั้งถิ่นฐานใหม่ที่สหรัฐอเมริกาแบบกลุ่ม โดยมีจำนวนมากกว่าปี 2555 ถึง 2,500 คน ซึ่งบ่งชี้ได้ว่าผู้ลี้ภัยจำนวนมากรอโอกาสสุดท้ายก่อนตัดสินใจว่าจะไปตั้งถิ่นฐานใหม่หรือไม่

ทูน เมียน คุณพ่อวัย 30  ปี ของลูก 3 คนที่อาศัยในค่ายแม่ละอูน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ลี้ภัยในการสมัครไปตั้งถิ่นฐานใหม่เมื่อไม่นานมานี้กล่าว "เรารอดูว่าคนอื่นเขาจะเลือกอย่างไรกัน”เขาเสริม "ตอนนี้พี่น้องของผมสมัครไปตั้งถิ่นฐานใหม่กันหมด เราไม่อยากจะถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง และอยู่อย่างโดดเดี่ยวในค่าย"

การได้อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ลี้ภัยจำนวนมากสมัครไปตั้งถิ่นฐานใหม่ "พ่อแม่ผมสมัครไปตั้งถิ่นฐานใหม่ที่สหรัฐอเมริกา และผมไม่อยากให้เด็กๆต้องแยกจากปู่ย่าตายา ของพวกเขา" อาว เมียะ เคผู้ลี้ภัยวัย39 ปีจากค่ายแม่ละอูน กล่าว การตัดสินใจดังกล่าวไม่ง่าย เพราะเขาห่วงว่าลูกๆของเขาอาจจะลืมวัฒนธรรมกะเหรี่ยงของพวกเขาในอนาคต

การเข้าถึงการศึกษาที่สูงขึ้นเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจที่จะตั้งถิ่นฐานใหม่ "ชีวิตเด็กๆจะดีขึ้นมากถ้าได้ไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เพราะถ้าอยู่ในค่ายพวกเขาไม่สามารถเรียนสูงกว่าชั้นมัธยมปลาย และไม่สามารถเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศไทยได้ " เต็ง ตัน เอ ครูและบาทหลวง ในค่ายแม่ลามาหลวง กล่าว

ทูน เมียน เห็นด้วย "ในสหรัฐอเมริกา ลูกๆและภรรยาของผมจะมีโอกาสทางการศึกษามากขึ้น ส่วนผมก็จะทำงานที่ผมสามารถจะทำได้ "

UNHCR ทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมงานโครงการตั้งถิ่นฐานใหม่ คณะกรรมการช่วยเหลือนานาชาติ และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน ในการดำเนินโครงการตั้งถิ่นฐานใหม่ ตั้งแต่การรับสมัคร จนกระทั่งตรวจสอบใบสมัคร และการช่วยให้ผู้ที่ได้รับการอนุมัติเดินทางออกจากประเทศไทย

ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมานอกจากการตั้งถิ่นฐานใหม่ที่สหรัฐอเมริกาแล้ว  ผู้ลี้ภัยกว่า 19,000 คนได้ตั้งถิ่นฐานใหม่ ในประเทศอื่นๆ รวมทั้ง ออสเตรเลีย แคนาดา ฟินแลนด์ และญี่ปุ่น

"การปิดโครงการในครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าโครงการตั้งถิ่นฐานใหม่จะจบลงทั้งหมด" คุณมิเรย์ จิราร์ ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทยกล่าว “UNHCR จะยังคงช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่ต้องการความคุ้มครองเป็นพิเศษ และเป็นรายบุคคลเพื่อไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศต่างๆ นอกจากนี้เรายังทำงานร่วมกับรัฐบาลไทย และประเทศต่างๆในการตั้งถิ่นฐานใหม่ เพื่อที่จะรวมครอบครัวให้กับผู้ลี้ภัย เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ลี้ภัยและครอบครัวจะสามารถอยู่ด้วยกันได้อีกครั้ง"

ผู้ลี้ภัยชาวพม่าที่อยู่ใน 9 ค่าย มีประมาณ 120,000คน โดยรวมกว่า 40,000 คนที่ไม่ได้รับการลงทะเบียน

UNHCRได้ทำงานเพื่อให้ความคุ้มครอง เพิ่มทางเลือก และการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนสำหรับผู้ลี้ภัย และได้ทำการสำรวจความต้องการของผู้ลี้ภัยทั้งที่ได้รับการจดทะเบียน และไม่ได้จดทะเบียนในค่าย  เพื่อให้เข้าใจถึงแผนการใช้ชีวิตของพวกเขา นอกเหนือจากการอยู่ในค่าย

2 ปีที่ผ่านมา ด้านตะวันออกเฉียงใต้ของพม่าได้มีการพัฒนาในเชิงบวกมากขึ้น และมีความคาดหวังว่าผู้ลี้ภัยอาจจะสามารถที่จะกลับบ้านได้ในอนาคตอันไม่ไกลนี้ ถึงแม้ว่า UNHCR เชื่อว่าสถานการณ์ยังไม่เอื้อต่อการเดินทางกลับ ในขณะเดียวกันUNHCRทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนถ้าผู้ลี้ภัยจะตัดสินใจที่จะกลับไปที่พม่า

โดย วิเวียน ทัน  กรุงเทพมหานคร และแม็กซ์ แมคคลีแลนใน อ.แม่สะเรียง ประเทศไทย