Skip to main content

ภาษา

 

6 เดือนผ่านไปกับความหวังที่ยังเลื่อนลอยของชาวโรฮิงยาในประเทศไทย

เจ้าหน้าที่ยูเอ็นเอชซีอาร์เข้าติดตามสถานการณ์ของชาวโรฮิงยาผู้ชายในประเทศไทยที่ศูนย์กักกัน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จ.อยุธยา

 

อยุธยาประเทศไทย 2 สิงหาคม (ยูเอ็นเอชซีอาร์)-ทุกๆปี จะมีนักท่องเที่ยวหลายล้านคนมาเมืองไทยเพราะความสวยงามของทะเลอากาศที่ดีและการช้อปปิ้ง แตกต่างกับไซฟูลา เด็กหนุ่มชาวโรฮิงยา วัย 17 ปี ที่ร้องไห้ทุกครั้งเมื่อนึกถึงวันที่เขาเดินทางมาถึงประเทศไทย

“ทุกวันนี้ ผมยังร้องไห้ทุกครั้งเมื่อนึกถึงความยากลำบากบนเรือที่ลี้ภัยมา” เด็กหนุ่มชาวโรฮิงยากล่าวถึงวันที่เขาต้องอยู่บนเรือกลางทะเลลึกนาน 16 วันกับคนอีก 178 คน เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา

“เราขาดอาหารกว่า 10 วัน ขาดน้ำอีก 4 วัน แล้วเครื่องยนต์เกิดเสีย ผมคิดว่าผมจะไม่มีวันได้เห็นแผ่นดินอีกแล้ว”

อะไรที่ทำให้เด็กหนุ่มตัดสินใจลี้ภัยจากบ้านตนเองเสี่ยงชีวิตอยู่บนเรือที่แออัดออกไปโดยไม่รู้จุดหมายกับอนาคตที่ไม่แน่นอน “ตอนนั้นผมคิดชีวิตผมก็ตกนรกทั้งเป็นอยู่แล้ว ตอนที่อยู่ที่รัฐยะไข่ของพม่า แล้วทำไมผมจะไม่ลองหาโอกาสมีชีวิตที่อื่นดู” ไซฟูลาให้เหตุผล

คามัลชาวโรฮิงยา วัย 22 ปี ที่ต้องสูญเสียน้องชายจากความขัดแย้งที่เมืองซิตเวเมืองหลวงของรัฐยะไข่ เขาอยู่บนเรือเช่นกันและร่วมออกความคิดเห็นว่า น้องเขาถูกแทงด้วยมีดที่ใหญ่มากและตายหลังจากนั้นไม่นาน คามัลและน้องชายอีกคนจึงหนีและหลบในป่าก่อนตัดสินใจลี้ภัยออกมา

“คนหนุ่มอย่างเราไม่สามารถจะอยู่ที่รัฐยะไข่ได้ เพราะตำรวจจับเราได้ตลอดเวลา เราไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง” คามัลกล่าว เขาเคยเป็นแรงงานรับจ้างรายวันที่หมู่บ้านของเขา“ผมเลยคิดว่า ถ้าจะต้องตายที่นั่น ทำไมไม่ลองหาที่ๆจะได้เจอกับสันติภาพที่อื่นดู”

คามัล กับคนอื่นที่หลบอยู่ในป่า ได้เช่าเรือและจ่ายเงินที่เขามีทั้งหมดประมาณ 15,000 จัดต์ (ประมาณ 450 บาท) เสี่ยงชีวิตกับการเดินทางที่ยาวนานและยากลำบาก

“บางครั้งมีเรือผ่านมาบ้างเขาก็ให้ข้าว พริก ปลา เราก็ปรุงกับเครื่องยนต์ที่มี” คามัลนึกถึงวันนั้น “พวกเราหิวโหยอย่างมาก ถ้าเราหิว เราจะนอนลง บางครั้งก็กินน้ำทะเลประทังชีวิต หลายคนอาเจียนแต่ไม่มีใครเสียชีวิต แล้วเมื่อเครื่องยนต์พัง เราช่วยกันพายจนกระทั่งเรือเล็ก 4 ลำมาพาเราเข้าฝั่ง”

พวกเขาเหนื่อยและป่วยมากเกินกว่าที่จะรู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน บางคนสลบอยู่ที่พื้น ก็มีคนไทยเข้าไปช่วยให้อาหารและการปฐมพยาบาลเร่งด่วนเบื้องต้น “ผมอ่อนแอมาก เพราะผมไมได้กินอะไรเลย” เซเอ็ดชาวโรฮิงยา วัย 17 ปี กล่าวเสริม “พอมาถึงประเทศไทย เขาเอาเลือดผมไปตรวจและให้เกลือแร่กับยารักษาโรคกับผม”

ชาวโรฮิงยา จำนวน 179 คน ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ไทยและถูกนำตัวไปยังศูนย์กักกัน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จ.กาญจนบุรี และหลังจากนั้นอีก 1 เดือน เพื่อบรรเทาความอึดอัด ชาวโรฮิงยา 16 คน ถูกแยกออกมาที่ศูนย์กักกัน จ.อยุธยา

คามัล ดีใจที่เขามีพื้นที่เพิ่มขึ้นรวมถึงการที่เขาสามารถออกจากห้องขังมาออกกำลังกายหรือช่วยทำความสะอาดได้ ชาวมุสลิมและนักเรียนในพื้นที่นำอาหารมาให้อยู่เสมอ มีครั้งหนึ่งที่แม่ของเจ้าหน้าที่ศูนย์กักกันเอาน้ำผลไม้มาให้ด้วย“เจ้าหน้าที่ที่นี่ให้ทุกอย่างที่เราขอ เจ้าหน้าที่บอกว่า ถ้าเรามีความสุข เขาก็ดีใจ” คามัลกล่าว “แต่ที่ผมห่วงคือน้องชายอีกคนที่อยู่ที่ศูนย์กักกัน จ.กาญจนบุรี ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง” ในขณะที่คามัลรู้สึกขอบคุณน้ำใจของเจ้าหน้าที่และชาวบ้าน เขาก็กังวลถึงข่าวที่หายไปของคนในครอบครัวที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังและการที่ถูกขังมานาน พวกเขาใช้เวลากับการสวดภาวนา ท่องคัมภีร์อัลกุรอาน ร้องไห้และพยายามที่จะนอนหลับแม้ไม่มีใครที่สามารถจะหลับลงได้ใน 6 เดือนที่ผ่านมา

“ผมไม่กล้าที่จะคิดถึงอนาคต” ไซฟูลากล่าว “ผมไม่รู้ว่าผมต้องอยู่ที่นี่อีกนานเท่าไหร่ และถ้าวันหนึ่งผมถูกปล่อยตัว ทำงานได้ ผมก็ไม่สามารถกลับไปที่พม่าได้จนกว่าจะมีสันติภาพเกิดขึ้นที่นั่น”

คามัลเห็นด้วย “ผมไม่อยากกลับไปพม่าตอนนี้ แต่ถ้ามีสันติภาพและเรามีสิทธิที่จะไปไหนมาไหนได้ แน่นอนว่าผมอยากจะกลับไปบ้านเกิดของผม” เขากล่าว “พวกเราต้องการอย่างเดียว คือ ที่ๆเรามีสิทธิที่จะเดินทางได้อย่างอิสระ ทำงานและมีชีวิตได้ พวกเราไม่ได้ขออะไรมากมายเลย”

คามัล ไซฟูลา และเซเอ็ดเป็นส่วนหนึ่งของชาวโรฮิงยากว่า 2,000 คน ที่ได้รับการคุ้มครองชั่วคราวจากประเทศไทยและอาศัยอยู่ที่ศูนย์กักกัน  สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หญิงและเด็ก

ยูเอ็นเอชซีอาร์ ยื่นขอให้หน่วยงานของประเทศไทยย้ายพวกเขาไปในที่ๆครอบครัวของพวกเขาจะอยู่ด้วยกันอีกครั้งหนึ่งได้ และมีเสรีภาพในการเคลื่อนไหวมากขึ้นจนกว่าจะพบทางออกที่ยั่งยืน

สถานการณ์ในรัฐยะไข่ของพม่ายังคงตึงเครียดและไม่เหมาะสำหรับการกลับไปของพวกเขา หลังจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นครั้งแรก กว่า 140,000 คน ยังคงเป็นผู้พลัดถิ่นลี้ภัยในประเทศและส่วนใหญ่คือชาวโรฮิงยา

ชื่อ * ใช้นามแฝงเพื่อความปลอดภัย

โดยวิเวียน ทัน จ.อยุธยา ประเทศไทย