Skip to main content

ภาษา

 

จากจูบาสู่กรุงเทพ : สัมภาษณ์พิเศษ มิมิ จิราร์ ถึงการทำงานในพื้นที่ที่แตกต่าง

คุณมิมิที่ค่ายโดโร ในรัฐอัพเพอร์ ไนล์ ประเทศซูดานใต้

 

มิเรย์ จิราร์ เพิ่งเสร็จสิ้นการปฎิบัติภารกิจที่ประเทศซูดานใต้ ในฐานะผู้แทนของยูเอ็นเอชซีอาร์พร้อมความทรงจำเกี่ยวกับผู้คนจากซูดานใต้ เธอได้เริ่มชีวิตและงานใหม่ในสถานที่ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงในฐานะผู้แทนยูเอ็นเอชซีอาร์ในประเทศไทย

UNHCR:คุณเพิ่งออกจากจูบาหลังจากที่ทำงานในฐานะผู้แทนเป็นเวลา 2.5 ปีในซูดานใต้ คุณมีความประทับใจอะไรจากที่นั่นบ้าง

คุณมิมิฉันรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้อยู่ที่นั่นในช่วงที่มีการเตรียมข้อตกลงในการเป็นอิสระ ซึ่งนำไปสู่การได้รับเอกราช และในที่สุดคือวันที่ได้รับเอกราช

ถือเป็นช่วงเวลาพิเศษสำหรับประชาชนชาวซูดานใต้ เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง อย่างไรก็ตาม สำหรับชาวซูดานอีกส่วนหนึ่งคือต้องเห็นประเทศบางส่วน “จากพวกเขาไป” ฉันจะไม่มีวันลืมช่วงเวลาเหล่านี้ เสียดายที่ 18 เดือนต่อมา ความตึงเครียดกับซูดานเพิ่มขึ้น บางครั้งมีการเผชิญหน้าโดยตรงบริเวณชายแดน รวมทั้งระเบิดในพื้นที่พักพิงของผู้ลี้ภัย เป็นความท้าทายสูงสุดของยูเอ็นเอชซีอาร์ ถือเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ที่ระบบโลจิสติกส์ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นคนที่จากมาจะมีความรู้สึกเหมือนทิ้งเรือ คุณต้องการจากมาเมื่อสถานการณ์ปกติ น่าเสียดายที่สถานการณ์ในซูดานใต้จะไม่เป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะกับผู้ลี้ภัย   

ตอนที่เดินทางไปถึงจูบาเป็นอย่างไรบ้าง เปรียบเทียบกับตอนที่คุณจากมา

คุณมิมิจูบาเป็นเมืองเล็กตอนที่ฉันไปถึง เป็นเมืองหลวงของภูมิภาคซึ่งมีอิสระในการปกครองตนเองค่อนข้างสูงหลังจากที่มีข้อตกลงกับซูดานในปีพ.ศ. 2548 แต่ยังไม่มีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นเวลาหลายสิบปีเนื่องจากความขัดแย้ง การก่อสร้างส่วนใหญ่จะเป็นอาคารสำเร็จรูป สำนักงานของเราก็เป็นลักษณะเช่นนั้น เราพยายามเปลี่ยนที่พักที่เป็นคอนเทนเนอร์ให้เป็นโครงสร้างคอนกรีตแต่เราทำได้ทีละนิดเนื่องจากข้อจำกัดทางงบประมาณ มีถนนเพียง 4 สายในจูบาที่เป็นถนนลาดยาง ตอนที่ฉันออกมามีถนนเพิ่มเป็น 10 ถึง 12 สาย การพัฒนาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นได้จากการก่อสร้างทุกหนทุกแห่ง ฉันบอกกับเพื่อนร่วมงานว่าด้วยความเร็วระดับนี้ ถนนหลักที่มุ่งไปสนามบินจะดูเหมือนถนนชองเซลิเซ่ก่อนที่ฉันจะจากมาแน่ๆ 

ค่ายโดโร ในรัฐอัพเพอร์ ไนล์ ประเทศซูดานใต้

ผู้ที่เดินทางกลับจากซูดานจำนวนมากในเวลานั้นท่วมท้นศูนย์รับรองในจูบา ประเทศซูดานใต้

UNHCR:คุณมีความคาดหวังอย่างไรต่อประเทศซูดานใต้

คุณมิมิ:ถ้ามองในด้านการให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัย ฉันเห็นความหวัง เจ้าหน้าที่หลายคนบอกฉันว่าถ้าการที่พวกเขามีความรับผิดชอบในวันนี้ เพราะว่าพวกเขาได้รับโอกาสให้เดินทางไปโรงเรียนที่ค่ายผู้ลี้ภัยในเคนย่า หรือเอเธิโอเปียระหว่างที่มีสงครามกลางเมืองในซูดาน เพื่อที่พวกเขาจะเข้าใจว่าความทุกข์ของผู้ลี้ภัยอย่างแท้จริง

ฉันคิดว่ามีแนวโน้มที่ดีที่จะสร้างระบบการให้ความคุ้มครองที่เข้มแข็ง จริงๆแล้ว ซูดานใต้ได้พัฒนากฎหมายผู้ลี้ภัยเพียงไม่กี่เดือนก่อนที่พวกเขาจะได้รับเอกราช

UNHCR: ไม่นานนี้ คุณได้เริ่มงานที่กรุงเทพในฐานะผู้แทนสำหรับประเทศไทย คุณจัดการกับการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
 

คุณมิมิ: จริงๆ ฉันก็กำลังปรับตัวอยู่ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่จริงๆ ฉันยังประหลาดใจทุกวันที่เห็นว่าสิ่งรอบๆตัวเข้าถึงได้ง่าย แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่ฉันชอบเกี่ยวกับยูเอ็นเอชซีอาร์คือคุณต้องเปลี่ยนสภาพแวดล้อมตลอดเวลาและจะไม่ละเลยรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ

เป็นเรื่องดีที่จะเตือนตัวเองว่าการมีเครือข่ายโทรศัพท์ที่ทำงานได้ หรือการได้กินผักสดไม่ได้เป็นสิ่งที่ทุกคนบนโลกนี้ได้รับ ฉันรู้สึกดีที่ได้เปลี่ยนพื้นที่ทำงาน การอยู่ในพื้นที่ฉุกเฉินเป็นเวลานานๆก็ไม่ดีเสมอไป คุณจะเหนื่อยล้า และไม่ค่อยเป็นประโยชน์เท่าที่ควร ในขณะเดียวกัน คุณก็จะไม่เข้าใจการทำงานที่แท้จริงของยูเอ็นเอชซีอาร์หากคุณไม่เคยทำงานในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ฉุกเฉิน ฉันพยายามที่จะมีประสบการณ์รอบด้าน ฉันพบว่านี่เป็นการผลักดันตัวเองให้พัฒนาทักษะต่างๆในการทำงานแต่ละที่ วิธีนี้ จะทำให้เราเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด
 
ประเทศไทยไม่ถือเป็นสิ่งใหม่สำหรับฉัน ฉันเคยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งติดต่อกับประเทศไทยมาก่อน ฉันยังเคยประจำที่พม่าเป็นเวลา 3.5 ปี เป็นเรื่องน่าสนใจที่ได้เห็นว่าความท้าทายหลายอย่างยังคงอยู่บริเวณชายแดนไทย-พม่า โดยความคิดของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เริ่มมีการพูดคุยถึงการเดินทางกลับประเทศ ผู้ลี้ภัยเริ่มคิดว่าวันหนึ่งพวกเขาอาจจะสามารถเดินทางกลับบ้านได้ นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายใหม่ๆเกิดขึ้น ตอนนี้เราไม่พูดถึงมนุษย์เรือที่มาจากอินโดจีนอีกแล้ว แต่เราจะพูดถึงมนุษย์เรือโรฮิงญามากขึ้น ซึ่งเป็นความท้าทายระดับภูมิภาค
 

โดย Astrid van Genderen Stort