Skip to main content

ภาษา

 

ข้าหลวงใหญ่ฯ UNHCRเดินทางเยี่ยมผู้ลี้ภัยที่ได้เดินทางกลับประเทศที่ท่าเรือเขตคิสมาโย ประเทศโซมาเลีย

นายอันโตนิโอ กุเตอเรส ข้าหลวงใหญ่ฯ พบกับผู้ลี้ภัยที่ได้เดินทางกลับประเทศตนเองเพื่อพูดคุยถึงความท้าทายที่พวกเขาต้องเผชิญตั้งแต่ออกจากประเทศเคนย่า และตั้งรกรากที่ท่าเรือเขตคิสมาโย ประเทศโซมาเลีย

 

คิสมาโย ประเทศโซมาเลีย วันที่ 11 พฤษภาคม (UNHCR) อาลิ อับดิ มาดาร์ ชายวัย 22 ปีซึ่งเกิดและโตในค่ายผู้ลี้ภัยดาดาบประเทศเคนยาตัดสินใจที่จะกลับประเทศโซมาเลียบ้านเกิดของตนเมื่อได้รับโอกาสนั้น

อาลีเดินทางมาถึงท่าเรือทางตอนใต้ของโซมาเลียในเมืองคิสมาโย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เขาลาจากแม่ และน้องชายและบอกว่าเขาต้องการจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ที่นี่

อาลีได้มีโอกาสพูดคุยกับนายอันโตนิโอ กุเตอเรส ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ที่เมืองคิสมาโย ในช่วงการเดินทางมายังประเทศเคนยา และประเทศโซมาเลียเป็นระยะเวลาสั้นๆ อาลีเล่าว่า เขาคุยกับเม่ทุกคืน และคิดถึงแม่ของเขามากแต่ไม่เคยที่จะรู้สึกเสียใจเลยกับการตัดสินใจของตัวเอง “ถ้าผมได้งานดีๆทำ ผมจะไปรับแม่มาอยู่ที่นี่ด้วยกัน” อาลีกล่าว

ถึงแม้ว่าเขาจะรู้สึกดีใจที่ได้กลับมายังประเทศโซมาเลีย แต่อาลีก็รู้ดีว่าการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในประเทศที่เขาไม่รู้จัก มากไปกว่านั้นยังเป็นประเทศที่กำลังพยายามฟื้นตัวหลังจากเหตุการณ์ความขัดแย้งที่ยาวนานหลายสิบปีนั้นไม่ง่ายเลย “ผมจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาในค่ายผู้ลี้ภัยดาดาบแต่ก็ยังไม่สามารถหางานได้”

อาลีได้กลับมายังประเทศโซมาเลียภายใต้ข้อตกลงระหว่าง  UNHCR รัฐบาลเคนยา และรัฐบาลโซมาเลีย ปีพ.ศ 2556 ที่มีจุดประสงค์ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวโซมาเลียในค่ายผู้ลี้ภัยดาดาบที่ประสงค์จะเดินทางกลับประเทศบ้านเกิดในพื้นที่ที่เลือกไว้โดยสมัครใจ และอย่างปลอดภัยและสมศักดิ์ศรี 

นายกุเตอเรส ข้าหลวงใหญ่ฯ  กล่าวถึงข้อตกลง และแนวทางระยะยาวระหว่างการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงชาวเคนยาและชาวโซมาเลีย รวมถึงนาย ฮัสซัน ชีค โมฮามุดประธานาธิบดีประเทศโซมาเลีย และนายอูฮูรุ เคนยัตตาประธานาธิบดีประเทศเคนยา“สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การส่งพวกเขากลับบ้าน แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขที่จะนำไปสู่เดินทางกลับที่ยั่งยืนและสามารถคืนสู่สังคมได้อีกครั้งในโซมาเลีย” คุณกุเตอเรส กล่าว

ปัจจุบันค่ายผู้ลี้ภัยดาดาบบได้ให้ที่พักพิงกับผู้ลี้ภัยกว่า 350,000 คนในค่ายผู้ลี้ภัยจำนวน 5 แห่ง โดยร้อยละ 95ของผู้ลี้ภัยเป็นชาวโซมาเลีย ค่ายผู้ลี้ภัยแห่งแรกในเมืองดาดับก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ 2534 และจากปัญหากว่า 20 ปีจากสงคราม ความไม่มั่นคง รวมถึงความแห้งแล้ง และอดอยากทำให้ชาวโซมาเลียรุ่นแล้วรุ่นเล่าต้องอาศัยอยู่ที่นี่และไม่สามารถที่กลับบ้านเกิดของตนได้

อาลิ อับดิ มาดาร์ ชายวัย 22 ปี คือหนึ่งในกลุ่มผู้ลี้ภัยจำนวนหนึ่งที่เดินทางกลับประเทศของตน และได้เข้าพูดคุยกับข้าหลวงใหญ่ฯ UNHCR นายอันโตนิโอ กุเตอเรส ที่เขตคิสมาโยทางตอนใต้ของประเทศโซมาเลีย โดยได้พูดเกี่ยวกับความท้าทายต่างๆที่พวกเขาพบเจอ ©UNHCR/B.Loyseau
อาลิ อับดิ มาดาร์ ชายวัย 22 ปี คือหนึ่งในกลุ่มผู้ลี้ภัยจำนวนหนึ่งที่เดินทางกลับประเทศของตน และได้เข้าพูดคุยกับข้าหลวงใหญ่ฯ UNHCR นายอันโตนิโอ กุเตอเรส ที่เขตคิสมาโยทางตอนใต้ของประเทศโซมาเลีย โดยได้พูดเกี่ยวกับความท้าทายต่างๆที่พวกเขาพบเจอ ©UNHCR/B.Loyseau

ส่วนหนึ่งของโครงการนำร่อง ระยะเวลา 6 เดือนของ UNHCR สำหรับผู้สมัครใจเดินทางกลับบ้านเกิด และการกลับคืนสู่สังคม ที่ผ่านมาได้มีผู้ลี้ภัยจำนวนน้อยมากที่ตัดสินใจเดินทางกลับในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา โดยกว่า 2,000 คนคนเดินทางกลับไปยังเขตลุค ไบเดา และคิสมาโย

ผู้ลี้ภัยที่เดินทางกลับประเทศได้เงินสมทบสำหรับการเดินทางกลับจำนวน 80 เหรียญสหรัฐต่อคน โดยผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษจะได้รับ 100 เหรียญ UNHCR ได้จัดตั้งระบบศูนย์แรกรับหลายสถานีทั้งที่ชายแดนและในพื้นที่ที่เดินทางกลับเพื่อช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ลี้ภัยเพื่อเดินทางกลับบ้าน นอกเหนือจาก 3 พื้นที่ในโครงการนำร่องนี้แล้วก็ยังมีอีก 5 เขตในโซมาเลียที่ถือว่าเป็นเขตที่มีความเป็นไปได้สูง ในส่วนของโปรแกรมเพื่อการศึกษา สุขภาพ ที่พักอาศัยชั่วคราว และสภาพความเป็นอยู่นั้นกำลังดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้เดินทางกลับในการคืนสู่สังคม

ในระหว่างการเดินทางเข้าพบผู้ลี้ภัยที่เดินทางกลับในคิสมาโยนั้น อาลิบอกกับนายกุเตอเรสว่าชาวโซมาเลียที่เดินทางกลับเมืองดาดับนั้นไม่ได้ต้องการเพียงเอกสาร แต่ต้องการโอกาสที่จะร่วมมือกับ UNHCR และรัฐบาลเพื่อทำให้สภาพความเป็นอยู่ในประเทศโซมาเลียดีขึ้น อาลิเล่าว่าเขาได้พูดกับเพื่อนๆของเขาในเมืองดาดาบและสนับสนุนให้พวกเขาเดินทางกลับโซมาเลียเช่นกัน

โดยผู้ที่เดินทางกลับรายอื่นๆกล่าวว่าถึงแม้ว่าการกลับมาในครั้งนี้จะได้รับความยากลำบากด้านที่อยู่อาศัย การดูแลสุขภาพ และการศึกษาแต่พวกเขาก็ดีใจที่อย่างน้อยได้กลับมายังบ้านเกิดของตน

ในขณะเดียวกัน นายกุเตอเรส ข้าหลวงใหญ่ฯ ได้กล่าวขอบคุณนายอูฮุรุ เคนยัตตา ประธานาธิบดีเคนย่าสำหรับการช่วยเหลือของประเทศเคนย่าที่มีต่อผู้ลี้ภัยมาโดยตลอด “ผมขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อท่านประธานาธิบดีเคนยัตตาสำหรับการให้ความมั่นใจว่าจะให้การเดินทางกลับประเทศโซมาเลียเป็นไปโดยการสมัครใจเพื่อความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของผู้ลี้ภัย”

นายกุเตอเรส ข้าหลวงใหญ่ฯ เรียกร้องให้นานาชาติร่วมช่วยเหลือประเทศโซมาเลีย “ถ้าเราช่วยประเทศโซมาเลีย และโซมาเลียสามารถแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยได้ นี้จะเป็นประโยชน์กับประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด รวมถึงประเทศเคนย่าด้วย”

เรื่องโดย ดานา ฮิวจ์ จากคิสมาโย ประเทศโซมาเลีย