Skip to main content

ภาษา

 

ชาวไนเจอร์หลายพันคนหนีการโจมตีจากกลุ่มติดอาวุธโบโกฮาราม

ผู้ลี้ภัยชาวไนจีเรียขุดหลุมเพื่อวางเสาที่พักพิงชั่วคราวที่ค่ายซายาม โฟเรจ ในเขตเมืองดิฟฟา สาธารณรัฐไนเจอร์

 

การเข้าปะทะของกลุ่มกองกำลังติดอาวุธโบโกฮารามทำให้ชาวไนเจอร์ในเมืองบอสโซประมาณ 50,000 คนต้องหนีจากบ้านของตนเองในเขตเมืองดิฟฟา 

เมืองนีอาเม สาธารณรัฐไนเจอร์ 7 มิถุนายน (UNHCR) ผู้คนหลายหมื่นคนหนีออกจากบ้านของตนเองในเมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือของสาะรณรัฐไนเจอร์หลังจากกองกำลังติดอาวุธโบโกฮารามได้เข้าบุกเมืองบอสโซในเขตดิฟฟาเมื่อเร็วๆนี้ UNHCR กล่าว

โดยการเข้าปะทะได้เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ วันอาทิตย์ และวันจันทร์ที่ผ่านมา (3 ,5, และ 6 มิถุนายน) โดยจนถึงวันนี้ (7 มิถุนายน 2559) สถานการณ์ในเมืองบอสโซยังไม่เป็นที่แน่ชัด UNHCR ได้ออกเตือนเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่าสถานการณ์ความปลอดภัยรวมทั้งการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมในเขตดิฟฟานั้นย่ำแย่ลง
 “เราไม่ได้ทำงานในเมืองบอสโซตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีพ.ศ 2558 หลังจากเหตุการณืความไม่สงบจากประเทศไนจีเรียได้ลามเข้ามาในพื้นที่ของสาธารณรัฐไนเจอร์ แต่เราได้ส่งมอบความช่วยเหลือในช่วงที่ผ่านมาผ่านทางหน่วยงานท้องถิ่นในพื้นที่” นายเอเดรียน เอ็ดเวิร์ดส์ โฆษก UNHCR กล่าวในงานแถลงข่าวที่กรุงเจนีวา

นายเอเดรียน ยังได้กล่าวอีกว่า UNHCR กำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานและพันธมิตรต่างๆเพื่อแก้ไขสถานการณ์การพลัดถิ่นนี้ โดยทีมงานฉุกเฉินของ UNHCR จะถูกส่งไปที่เขตดิฟฟาสัปดาห์นี้

การปะทะกันเร็วๆนี้ตามมาด้วยเหตุการณ์ความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นทั้งในและรอบเมืองบอสโซในสัปดาห์ที่ผ่านมา การโจมตีเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมในพื้นที่ใกล้กับเมืองเยบิซึ่งได้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 รายและผู้พลัดถิ่นประมาณ 15,000 คนซึ่งหาที่พักพิงที่ปลอดภัยในเมืองบอสโซ โดยพลเมืองบนเกาะของทะเลสาปชาดจำนวนมากได้อพยเมื่อปีที่ผ่านมาจากเนื่องด้วยเหตุผลทางความปลอดภัย

“สภาพความเป็นอยู่ของผู้พลัดถิ่นที่เมืองบอสโซน่าเป็นห่วงอย่างมาก” UNHCR

ผู้คนราว 50,000 คนหนีจากการปะทะเมื่อวันศุกร์ โดยส่วนมากเดินเท้ามาทางตะวันตกสู่เมืองทัวมัวร์ซึ่งห่างจากเมืองบอสโซ 30 กิโลเมตร และผู้คนจำนวนมากบอบช้ำทางจิตใจ และเป็นห่วงด้านความปลอดภัยของตนเอง ผู้คนจำนวนมากต้องนอนบนพื้นที่เปิด และต้องการที่พักพิง และความช่วยเหลือเร่งด่วน

ผู้พลัดถิ่นบางคนได้ย้ายจากเมืองทัวมัวร์และมุ่งหน้าสู่เมืองดิฟฟาซึ่งห่างจากเมืองบอสโซทางตะวันตก 140 กิโลเมตร และบางส่วนไปทางเหนือสู่เมืองคาเบวาลาซึ่งมีค่ายที่พักพิงชั่วคราวสำหรับรองรับผู้พลัดถิ่นได้ประมาณ 10,000 คน

“สภาพความเป็นอยู่ของผู้คนเหล่านี้ รวมทั้งผู้คนที่ถูกบังคับให้หนีความรุนแรงในเมืองบอสโซนั้นน่าเป็นห่วงอย่างมาก” นาย เอเดรียน กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่งานแถลงข่าว “ความไม่ปลอดภัย และการขาดการเข้าถึงของความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมในเมืองดิฟฟาได้ชะงักมาเป็นระยะเวลานานแล้ว และที่เมืองบอสโซจะเป็นพื้นที่เดียวที่เราไม่ได้มีการดำเนินโครงการโดยตรง” นายเอเดรียน กล่าว

ผู้พลัดถิ่นอย่างน้อย 240,000 คนที่เมืองดิฟฟาซึ่งรวมถึงผู้ลี้ภัยชาวไนจีเรีย ผู้ที่เดินทางกลับ และผู้พลัดถิ่นในประเทศตนเอง ก่อนเหตุการณ์ปะทะกันล่าสุดที่เมืองบอสโซ ประชากรหนึ่งในสามของเมืองดิฟฟาคือผู้ที่ถูกบังคับให้หนีออกจากบ้านตนเอง

ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีที่ผ่านมา UNHCR ได้มอบความคุ้มครอง และความช่วยเหลือให้กับผู้พลัดถิ่นมนเมืองบอสโซผ่านทางพันธมิตรองค์กรเอ็นจีโอท้องถิ่น และระหว่างประเทศ

นายเอเดรียนได้เน้นย้ำว่าความช่วยเหลือจากผู้บริจาคนั้นสำคัญอย่างมาก “นี่คือพื้นที่ที่ยากจนอย่างมาก และระบบความปลอดภัยขั้นพื้นฐานได้ถูกทำลายรวมทั้งเศรษฐกิจสังคมด้วย ความสามารถในการถึ่งพาตนเองของชุมชนที่ให้การรับรองรวมทั้งผู้พลัดถิ่นเองก็จำกัดมาก” นายเอเดรียน กล่าว

การปะทะกันครั้งนี้ในเมืองบอสโซเกิดขึ้นก่อนหน้าการประชุมผู้นำระดับสูงวันจันทร์ถึงวันพุธในเมืองอาบูจาเพื่อหารือเกี่ยวกับความท้าทายในการให้ความคุ้มครองในพื้นที่ทะเลสาปชาด ซึ่งรวมถึงสาธารณรัฐไนเจอร์ โดยในการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นโดยรัฐบาลไนจีเรีย โดยได้รับการสนับสนุนทางเทคนิคจากทาง UNHCR โดยผู้เข้าร่วมซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากประเทศไนจีเรีย ชาด แคเมอรูน และสาธารณรัฐไนเจอร์