Skip to main content

ภาษา

 

ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาร์ขอความช่วยเหลือในการเดินทางกลับประเทศจากประเทศไทย

©UNHCR/Vivian Tan

 

UNHCR สามารถให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่มีความประสงค์จะเดินทางกลับ ต่อเมื่อผ่านการประเมินแล้วว่าเกิดขึ้นโดยความสมัครใจ มีความปลอดภัย และเข้าถึงพื้นที่ได้

ค่ายผู้ลี้ภัยนุโพ ประเทศไทย 31 พฤษภาคม (UNHCR) หลังจากประเทศเมียนมาร์ได้มีการดำเนินการเพื่อสันติภาพ
ปฎิรูปด้านสังคม ประชาธิปไตย และได้แต่งตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทยเริ่มทยอยขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับการเดินทางกลับประเทศเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งที่บ้านเกิด

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาร์จำนวนสองถึงสามร้อยคนจากค่ายผู้ลี้ภัย 9 ค่ายตามเขตชายแดน ไทย-เมียนมาร์ ได้ติดต่อของความช่วยเหลือกับทาง UNHCR ในการเดินทางกลับบ้าน โดย UNHCR ได้จัดส่งทีมเจ้าหน้าที่เพื่อทำการสัมภาษณ์เรื่องการกลับโดยสมัครใจที่ค่ายผู้ลี้ภัยนุโพ จังหวัดตาก

“แม้ว่าขณะนี้ทาง UNHCR จะยังไม่ได้มีการประชาสัมพันธ์หรือสนับสนุนการเดินทางกลับบ้านสำหรับประชากรผู้ลี้ภัยกลุ่มใหญ่ แต่เราทราบดีและให้ความสำคัญในสิทธิของผู้ลี้ภัยทุกคนในการเดินทางกลับประเทศของตน และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่” นายเอียน ฮอลล์ ผู้ประสานงานภาคสนามระดับอาวุโส UNHCR ที่อำเภอแม่สอด กล่าว
“UNHCR พร้อมให้ความช่วยเหลือในการเดินทางกลับของผู้ลี้ภัยหากเราสามารถยืนยันได้ว่าการตัดสินใจของพวกเขาเกิดขึ้นจากความสมัครใจ และประเทศเมียนมาร์ให้การต้อนรับการกลับไปของพวกเขา นอกจากนี้พื้นที่ในการเดินทางกลับต้องไม่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงและปลอดภัย นอกจากนี้ UNHCR สามารถเข้าถึงพื้นที่นั้นๆเพื่อให้ความช่วยเหลือชุมชนในพื้นที่ และผู้ลี้ภัยที่เดินทางกลับด้วย” นายเอียน ฮอลล์ กล่าวเสริม

ผู้ลี้ภัยที่ UNHCR สัมภาษณ์มีความหลากหลายทางด้านที่มา และแรงจูงใจในการกลับบ้าน โดยในกลุ่มนี้มีชาวกะเหรี่ยงต้องการจะเดินทางกลับไปยังเมืองที่พวกเขาจากมาหรือในพื้นที่อื่นที่เป็นรัฐกะเหรี่ยง เช่นเดียวกับผู้ลี้ภัยชาติพันธุ์อื่นๆที่ต้องการเดินทางกลับไปยังเมืองต่างๆเช่นเมืองมะละแหม่ง และย่างกุ้ง ผู้ลี้ภัยบางกลุ่มนั้นต้องการเดินทางกลับเนื่องจากรู้สึกมั่นใจกับสถานการณ์ทางการเมือง อีกกลุ่มรู้สึกมั่นใจในกระบวนการสร้างสันติภาพ และอีกหลายคนที่พร้อมมีโอกาสใหม่ที่บ้านเกิดและสิ้นสุดสถานะการเป็นผู้ลี้ภัยหลังจากต้องพลัดถิ่นเป็นเวลาหลายสิบปี
 

ทู ทู มิน* ผู้ลี้ภัยวัย 62 ปีวางแผนที่จะเดินทางกลับบ้านกับครอบครัวของเธอทั้งหมด 7 คน “เราลี้ภัยมาที่ประเทศไทย และตอนนี้เราอยากที่จะเดินทางกลับบ้านของพวกเราแล้ว” ทู ทู มินกล่าวพร้อมถามถึงขั้นตอนว่าเธอจะสามารถได้เอกสารรับรองต่างๆในเมียนมาร์ได้อย่างไร “เมื่อเรากลับไปที่เมียนมาร์ ชีวิตของเราจะเริ่มต้นจากศูนย์ เราไม่มีทั้งญาติ หรือ บ้านที่นั่น เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า UNHCR และหน่วยงานอื่นๆจะสามารถช่วยเราได้”

การสัมภาษณ์รายบุคคลของ UNHCR นั้นมีจุดประสงค์เพื่อที่จะตรวจสอบว่าการตัดสินใจเดินทางกลับของผู้ลี้ภัยทุกคนนั้นเกิดจากความสมัครใจ โดยไม่ได้เกิดจากการบังคับหรือถูกกดดันแต่อย่างใด และเพื่อมั่นใจได้ว่าพวกเขารับทราบถึงสถานการณ์ และความท้าทายต่างๆในพื้นที่ที่พวกเขาจะเดินทางกลับ เจ้าหน้าที่ UNHCR ยังได้แจ้งให้ทราบเกี่ยวกับขั้นตอนการให้ความช่วยเหลือที่ UNHCR สามารถทำได้ระหว่างกระบวนการส่งกลับ เช่นการเดินทาง เงินทุนสำหรับการเริ่มต้นชีวิตในสังคมใหม่ เงินสนับสนุนค่าอาหารสามเดือน ส่วนการทำงานในประเทศเมียนมาร์นั้น UNHCR ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนโครงการพัฒนาความเป็นอยู่ในชุมชนท้องถิ่น และร่วมรณรงค์เกี่ยวกับสิทธิของผู้ลี้ภัยที่เดินทางกลับให้สามารถเข้าถึงสวัสดิการสาธารณะต่างๆเช่นด้านสาธารณสุข และการศึกษา
 

หลังจากใช้เวลาอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยมาเป็นระยะเวลาหลายปี ตอนนี้ผู้ลี้ภัยบางคนเริ่มรู้สึกว่าตนเองสามารถเลือกหนทางของตนเองได้ คู่สามีภรรยาผู้ลี้ภัยจากรัฐฉิ่น และคะฉิ่น บอกกับทางเจ้าหน้าที่ UNHCR ว่าพวกเขายังไม่แน่ใจว่าจะกลับไปที่ใด แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจที่จะไปที่เมืองมิตจีนาเนื่องจากฝ่ายหญิงมีป้าอาศัยอยู่ที่นั่น แต่สำหรับผู้ลี้ภัยบางคนเช่น เอห์ โดะวัย 38 ปีที่ไม่ได้มีญาติอาศัยอยู่ที่ประเทศเมียนมาร์ ก็ตัดสินใจที่จะไปที่เมืองมะละแหม่งในรัฐมอญ เพราะรู้สึกว่าเขาสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ที่นั่น

ผู้ลี้ภัยบางกลุ่มเองก็ยังมีความกังวลในเรื่องต่างๆเช่น ความปลอดภัย สภาพความเป็นอยู่ และเลือกที่จะอยู่รอเพื่อตัดสินใจก่อน

“ผู้ลี้ภัยบางคนก็มีความกังวลเรื่องการสู้รบในบางพื้นที่ หากรัฐบาลเมียนมาร์สามารถออกประกาศเรื่องการให้การต้อนรับผู้ลี้ภัยที่จะเดินทางกลับ ก็จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ลี้ภัยได้มาก”  นอว์ โพ สมาชิกคณะกรรมการค่ายผู้ลี้ภัยกล่าว และเมื่อเธอถูกถามว่าเธอตัดสินใจที่จะเดินทางกลับหรือไม่ ในฐานะคณะกรรมการค่ายผู้ลี้ภัย เธอตอบว่า “เรามาถึงที่นี่เป็นกลุ่มแรก และเราจะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่จะไปจากที่นี่ เพราะชุมชนที่นี่ยังต้องการเราอยู่”

ขณะนี้มีผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาร์กว่า 100,000 คนในค่ายผู้ลี้ภัยทั้ง 9 แห่งตามชายแดนไทย-เมียนมาร์

*ชื่อถูกเปลี่ยนเพื่อเหตุผลทางการคุ้มครอง
เรื่องโดย วิเวียน ตัน
ค่ายผู้ลี้ภัยนุโพ จังหวัดตาก ประเทศไทย