Skip to main content

ภาษา

 

สถานการณ์ความเคลื่อนไหวของเรือในอ่าวเบงกอลสามารถบริหารจัดการได้ด้วยความร่วมมือระดับภูมิภาค-UNHCR

ผู้ลี้ภัยรับสิ่งของบรรเทาทุกข์ที่ถูกส่งมาให้ทางอากาศบนเรือประมงในทะเลอันดามัน

 

กรุงเทพ ประเทศไทย 4 ธันวาคม (UNHCR) เมื่อสถานการณ์การเดินทางที่อันตรายในอ่าวเบงกอลได้กลับมาเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ประเทศต่างๆในภูมิภาคได้ยืนยันวันนี้ว่าวิธีเดียวที่จะลดจำนวนของผู้เสียชีวิตได้คือการร่วมมือกันหาทางออกที่ครอบคลุม และยั่งยืนเพื่อที่จะบริหารจัดการการย้ายถิ่นฐานนี้

หากสถานการณ์ในประเทศไม่ดีขึ้น ในไม่กี่เดือนที่จะถึงนี้จำนวนของผู้ที่จะเดินทางข้ามอ่าวเบงกอลเพื่อหาความปลอดภัย และความมั่นคงในประเทศทางฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ยังมีมากขึ้นอีก

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาตัวแทนเจ้าหน้าที่จากกว่า 20 ประเทศ รวมทั้งจากหน่วยงานระหว่างประเทศได้เข้าพบเพื่อหารือที่กรุงเทพในงานประชุมพิเศษ ว่าด้วยการเคลื่อนย้ายแบบไม่ปกติในคาบสมุทรอินเดียครั้งที่ 2 โดยได้มีการรายงานความคืบหน้าหลังจากการประชุมครั้งล่าสุดที่ได้จัดขึ้นเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ซึ่งช่วงนั้นมีชาวโรฮิงญาและชาวบังคลาเทศประมาณ 5,000 คนที่ได้ขึ้นฝั่งหลังจากเคว้งคว้างกลางทะลแป็นระยะเวลาหลายสัปดาห์ โดยในการประชุมครั้งนี้ได้มีการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ความเคลื่อนไหวในอนาคตด้วยเช่นกัน

“ด้วยจำนวนของผู้พลัดถิ่น 60 ล้านคนที่มากเป็นประวัติการณ์ในวันนี้ ทำให้เห็นชัดว่าปัญหาการถูกบังคับให้พลัดถิ่นนั้นคือปรากฏการณ์ระดับโลก ที่ไม่ว่าประเทศใดก็ไม่สามารถแก้ไขได้โดยลำพัง” โวลเกอร์ เติร์ก ผู้ช่วยข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติด้านความคุ้มครอง กล่าว

“การบริหารจัดการจำนวนของผู้พลัดถิ่นในภูมิภาคนี้สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ และเราต้อนรับการร่วมมือระดับภูมิภาค” นายโวลเกอร์ กล่าวเสริม “ข้อมูลที่ว่าผู้คนจำนวน เพียง 1,000 คนได้ถูกนำไปส่งขึ้นเรือตั้งแต่เดือนกันยายนได้ทำให้ได้เห็นถึงโอกาสอันสำคัญที่จะสามารถบริหารจัดการได้”

ในระหว่างการประชุม UNHCR องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC)ได้แบ่งปันเอกสารที่มอบแนวทางการรับมือแบบเร่งด่วนให้กับรัฐที่ได้รับผลกระทบหากเกิดเหตุการณ์เช่นเดิมเกิดขึ้นอีก

ในเอกสารได้กล่าวถึงความสำคัญจำเป็นสำหรับการร่วมมือในการออกค้นหาและกู้ชีวิต การคำนวณจำนวนของผู้ที่ขึ้นฝั่งล่วงหน้า เช่นเดียวกันกับแผนการแรกรับและการอาศัยอยู่ที่สัมพันธ์กัน นอกจากนี้ยังเน้นความสำคัญของกระบวนการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพเพื่อที่จะคัดแยกผู้คนที่ต้องการการคุ้มครองระหว่างประเทศ และกลุ่มคนที่เปราะบางและต้องดูแลเป็นพิเศษเช่น ผู้หญิง เด็ก และเหยื่อจากกระบวนการค้ามนุษย์

“ในระหว่างนี้ที่กลุ่มผู้ลี้ภัยในจำนวนนี้ยังไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี เราจำเป็นที่จะต้องคิดหาแนวทางสำหรับรูปแบบการลี้ภัยชั่วคราว หรือทางเลือกของการอาศัยอยู่เพื่อมนุษยธรรมเพื่อที่จะสามารถมั่นใจได้ว่าพวกเขาจะสามารถเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพ การศึกษา และการทำงานได้” นายโวลเกอร์ กล่าว “การอนุญาตให้พวกเขาสามารถทำงานในประเทศที่จ้างงานแรงงานต่างชาตินั้นถือเป็นทางออกที่ดีต่อทุกฝ่าย เพราะจะสามารถคืนศักดิ์ศรี และจะทำให้พวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้ และยังสามารถลดภาระของประเทศที่ให้การดูแลอีกด้วย”

ในช่วงเปิดการประชุม นาย ดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เน้นย้ำถึงแนวทางการแก้ปัญหาที่ต้องเริ่มต้นด้วยการให้ความสำคัญในการป้องกันก่อนจนถึงการแก้ไข และได้กล่าวถึงการสนับสนุนด้านสภาพความเป็นอยู่ที่ประเทศบ้านเกิดของพวกเขา การอพยพที่ปลอดภัย การบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวด การให้ความคุ้มครองชั่วคราวสำหรับผู้ที่ออกจากประเทศไปแล้วเพื่อทางออกที่ยั่งยืนกว่า

นาย โวลเกอร์ ได้กล่าวถึงการเดินทางเยี่ยมรัฐยะไข่ประเทศพม่าเมื่อเร็วๆนี้ว่าได้เห็นถึงความคืบหน้าในการหาแนวทางสำหรับผู้พลัดถิ่นในประเทศตนเอง และยังได้ยินเกี่ยวกับ “ความคับข้องใจที่ไม่ได้รับความยุติธรรม” ที่ยังคงเป็นปัญหาที่ต้องการการแก้ไข

“หัวใจหลักของประเด็นต่างๆคือการให้ความมั่นใจว่าทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ของประเทศพม่าจะได้รับสถานะทางกฎหมาย และความอิสระขั้นพื้นฐานเช่นสามารถย้ายถิ่นฐานได้อย่างอิสระ ไม่ถูกแบ่งแยก และมีสิทธิขั้นพื้นฐานสำหรับการบริการต่างๆ” นายโวลเกอร์ กล่าวเสริม “เราหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้ เนื่องจากการถูกริดรอนสิทธิจะทำให้เกิดปัญหาการพลัดถิ่น และท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบระหว่างประเทศ”

นายโวลเกอร์ยังกล่าวเสริมว่าเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนคือการมอบแนวทางที่แก้ไขถึงต้นเหตุของปัญหา และให้ความมั่นใจว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไม่ได้รับสิทธิ์ด้านสุขภาพ การศึกษา การทำงาน และสถานะทางกฎหมาย เช่นเดียวกันกับสิทธิอื่นๆ

ผู้คนจำนวนประมาณ 95,000 คนได้เดินทางทางทะเลด้วยเส้นทางอ่าวเบงกอลที่อันตราย และทะเลอันดามันตั้งแต่ปีพ.ศ 2557 โดยมีผู้เสียชีวิตกว่า 1,100 คนในทะเล และอีกหลายร้อยคนที่ถูกฝังในสุสานขนาดใหญ่บนพื้นดิน

เรื่องโดย วิเวียน ตัน  จาก กรุงเทพ ประเทศไทย