Skip to main content

ภาษา

 

แองเจลีนา โจลี ผู้แทนพิเศษฯ UNHCR เยือนประเทศอิรัก เรียกร้องนานาชาติร่วมยุติความเจ็บปวด

แองเจลีนา โจลี พบปะกับชนกลุ่มน้อยชาว ยาซิดิในค่าย Khanke ประเทศอิรัก เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2558

 

เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมาแองเจลีนาโจลีผู้แทนพิเศษของข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติทักทายชนกลุ่มน้อยชาวยาซีติผู้พลัดถิ่นในประเทศตนเองในค่าย Khanke ในประเทศอิรักโจลีได้เยี่ยมเยียนผู้ลี้ภัยชาวซีเรียและผู้พลัดถิ่นชาวอิรักในดินแดนเคอดิสถานของประเทศอิรักและเพื่อให้การสนับสนุนผู้พลัดถิ่นกว่า3.3 ล้านคนและเน้นย้ำถึงความต้องการเร่งด่วนของพวกเค้า

 

ตั้งแต่การเยือนประเทศอิรักครั้งล่าสุดของโจลีเมื่อเดือนกันยายนปี พ.ศ.2554 ระดับความต้องการการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเพิ่มขึ้นอย่างมากเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศซีเรียและอิรักรุนแรงมากยิ่งขึ้น

“เป็นที่น่าตกใจมากที่ได้มาเห็นวิกฤตด้านมนุษยธรรมในอิรักรุนแรงขึ้นมากเมื่อเทียบกับการมาเยือนครั้งก่อนหน้านี้นอกจากจำนวนผู้ลี้ภัยชาวซีเรียที่มีจำนวนมากยังมีผู้ลี้ภัยอีกกว่า2 ล้านคนที่ต้องพลัดถิ่นเพราะความรุนแรงและนี่คือจำนวนที่เกิดในปีพ.ศ. 2557 เท่านั้นคนบริสุทธิ์เหล่านี้ต้องพลัดถิ่นครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อหาความปลอดภัยท่ามกลางสงคราม”

ถึงแม้ว่าUNHCR และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมอย่างหนักแต่ยังมีอีกกว่า 330,000 คนทั่วประเทศที่ต้องอาศัยอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวที่ไม่ได้มาตรฐานที่จะให้ความอบอุ่นในฤดูหนาวแรกที่พวกเขาต้องประสบหลังจากต้องจากบ้านมา

ในวันอาทิตย์โจลีได้เข้าเยี่ยมเยียนผู้พลัดถิ่นในประเทศของอิรักที่อาศัยอย่างชั่วคราวในค่ายที่ Khanke ซึ่งห่างจากเมืองโดฮุกประมาณ 40 นาทีค่ายที่เป็นที่พักพิงของชนกลุ่มน้อยยาซิติราว 20,000 คนที่หนีมาจากเมืองซินจาและเมืองข้างๆเมื่อต้นเดือนสิงหาคมโจลีได้พูดคุยกับผู้ลี้ภัยถึงเรื่องราวเกี่ยวกับความยากลำบากจากการลี้ภัยรวมถึงผู้ที่หนีจากการคุมขังโดยที่ต้องหนีตอนกลางคืนและซ่อนตัวในตอนกลางวันเธอได้พูดคุยกับกลุ่มหญิงผู้สูงอายุกลุ่มซึ่งจาก 196 คนที่ถูกปล่อยตัวจากกลุ่มต่อต้านรัฐบาลและอาศัยอยู่อย่างชั่วคราวในค่าย

พวกเธอได้บรรยายถึงความเจ็บปวดที่พวกเธอได้รับจากการถูกลักพาตัว  การถูกกักขังการหลบหนีและการถูกปล่อยตัวโจลีรับฟังเรื่องราวเกี่ยวกับความยากลำบากและการสูญเสียของพวกเธอรวมถึงรับฟังเรื่องราวของคนที่ลูกชายสามีและลูกสาวของพวกเธอยังถูกคุมขังอยู่และอีกหลายๆคนที่ได้ข่าวว่าลูกสาวของพวกเค้าถูกย้ายไปซีเรีย  ในขณะเดียวกันมีหลายคนที่ขาดการติดต่อกับคนที่พวกเขารักและยังไม่รู้ชะตากรรม

“ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้คุณเตรียมพร้อมสำหรับรับฟังเรื่องราวที่น่าสะเทือนใจของผู้รอดชีวิตเหล่านี้จากสิ่งที่เค้าได้เผชิญทั้งการถูกลักพาตัวการทารุณกรรมและถูกแสวงหาผลประโยชน์และได้เห็นว่าพวกเค้าไม่สามารถได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนได้อย่างที่พวกเค้าต้องการและควรจะได้รับได้”  “ในวิกฤตที่รุนแรงแบบนี้ความต้องการที่จะได้รับการช่วยเหลือนั้นมีมากเกินกว่าที่เราจะช่วยได้จากทรัพยากรและความช่วยเหลือที่มีอยู่เราต้องการการช่วยเหลือจากนานาชาติอีกมาก” ทูตพิเศษฯกล่าว

ความขาดแคลนด้านงบประมาณส่งผลกระทบต่อจำนวนและประเภทของโครงการเพื่อช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงและถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและยังส่งผลกระทบถึงการจัดหาที่พักอาศัยและความช่วยเหลืออื่นๆอีกด้วยกว่าหกเดือนที่ผ่านมาการช่วยเหลือส่วนมากมาจากรัฐบาล UNHCR และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงการสร้างค่ายใหม่อีก 34 ค่ายการดำเนินการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมถูกจำกัดโดยความขาดแคลนด้านงบประมาณและรวมไปถึงข้อจำกัดด้านความปลอดภัยเช่นในปีพ.ศ. 2557 UNHCR ได้รับงบประมาณเพียง 53% จาก 337 ล้านดอลลาร์ซึ่งเป็นงบประมาณที่ต้องการจริงเพื่อนำไปใช้ในการให้ความช่วยเหลือผู้พลัดถิ่นภายในประเทศของอิรักและในปีพ.ศ. 2558 UNHCR ได้รับงบประมาณเพียง 31% เพื่อการดำเนินงานจากงบประมาณที่ต้องการจริง 556 ล้านดอลลาร์

ภูมิภาคเคอร์ดิสถานของประเทศอิรักได้ให้ที่พักพิงแก่ผู้พลัดถิ่นบางส่วนจากจำนวน 900,000 คนทำให้เกิดความตึงเครียดในชุมชนที่พักอาศัยรวมไปถึงเจ้าหน้าที่และโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภคเป็นอย่างมากการไหลทะลักของผู้คนจากเมืองโมซูลและซินจาในช่วงเดือนมิถุนายนและสิงหาคมในปีพ.ศ. 2557 ทำให้เกิดความล่าช้าในการเปิดเรียนในโรงเรียนเป็นเวลากว่า 3 เดือนเนื่องจากโรงเรียนรัฐบาลในเมืองโดฮุกกว่า 700 แห่งถูกใช้เป็นที่อาศัยของผู้ที่ถูกประหัตประหารคาดว่า 20% จากประชากรในภูมิภาคเคอร์ดิสถานของประเทศอิรัก5ล้านคนคือผู้ที่พลัดถิ่นหรือลี้ภัยมาจากที่อื่น

 “ฉันขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ของภูมิภาคเคอร์ดิสถานที่ให้ที่พักพิงแก่ผู้พลัดถิ่นชาวอิรักรวมไปถึงผู้ลี้ภัยชาวซีเรียในขณะที่พวกเขาต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ”ผู้แทนพิเศษกล่าว

ในเช้าวันอาทิตย์โจลีได้กลับไปเยี่ยมค่ายโดมิสที่พักพิงของผู้ลี้ภัยชาวซีเรียกว่า 50,000คนจากจำนวนประชากรผู้ลี้ภัยชาวซีเรียทั้งหมดราว 233,000 คนในปัจจุบันที่อยู่ในประเทศอิรักตอนนี้ค่ายโดมิสเป็นค่ายผู้ลี้ภัยชาวซีเรียที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอิรักครั้งสุดท้ายที่เธอมาเยือนค่ายโดมิสในวันที่16 กันยายน 2012 หรือประมาณ 2 ปีที่แล้วค่ายแห่งนี้มีผู้ลี้ภัยเพียงประมาณ 8,500 คน

ในขณะที่ความขัดแย้งในประเทศซีเรียย่างเข้าสู่ปีที่ 5  โจลีกล่าว “สงครามในซีเรียเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาของหลายๆปัญหาที่เรากำลังเผชิญในประเทศอิรักและส่งผลกระทบต่อภูมิภาคอื่นๆความร่วมมือจากนานานชาตินั้นสำคัญมากในการทำลายวงจรของความรุนแรงและการหาหนทางที่นำไปสู่ข้อตกลงที่ก่อให้เกิดสันติภาพอย่างยั่งยืน”

“มีผู้บริสุทธิ์มากมายต้องสูญเสียให้กับความขัดแย้งในซีเรียและกลุ่มหัวรุนแรงที่เพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น” โจลีกล่าวสรุปการมาทำงานวันแรกของเธอในประเทศอิรักฉันขอแสดงความเห็นใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของ   นายฮารุนะยูคาวะตัวประกันชาวญี่ปุ่นที่มีรายงานว่าถูกฆาตกรรมในประเทศซีเรียเมื่อวันเสาร์และต่อทุกครอบครัวตลอดจนผู้ตกเป็นเหยื่อของผู้กระทำการรุนแรง

ชาวซีเรียกว่า 3.8 ล้านคนลี้ภัยไปยังดินแดนใกล้เคียงเช่นประเทศตุรกีเลบานอนจอร์แดนอิรักและอียิปต์ในขณะเดียวกันชาวซีเรียอีก 7.6  ล้านคนยังคงพลัดถิ่นอยู่ภายในประเทศตนเอง

ชาวอิรักประมาณ 3.1 ล้านคน ที่เป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศรวมถึงผู้พลัดถิ่นอีกประมาณหนึ่งล้านคนที่พลัดถิ่นระหว่างปีพ.ศ. 2546 ถึงพ.ศ. 2556 และอีกราว 2.1 ล้านคนถูกบังคับให้ลี้ภัยในปีพ.ศ. 2557

วีดีโอ: แองเจลีนา โจลี ผู้แทนพิเศษฯ เยี่ยมเยียนผู้พลัดถิ่นภายในประเทศชาวอิรัก ที่อาศัยอยู่ในค่ายที่พักพิงชั่วคราวที่ Khanke ใกล้กับเมืองโดฮุก ที่นั่น เธอได้ฟังเรื่องราวของชาว ยาซิดิ กว่า 20,000 ผู้หลบหนีจากเมืองซินจาและเมืองใกล้เคียง เมื่อเดือนสิงหามคมที่ผ่านมา